บทที่ 14 14 รุ่งเช้าที่ปั่นป่วน
14 รุ่งเช้าที่ปั่นป่วน
@เช้าวันถัดมา
ร่างของกิตติภพชายวัยกลางคนที่เคยดูภูมิฐาน บัดนี้กลับดูอิดโรยและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาลอบเข้ามาทางประตูหลังบ้านเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คน ก่อนจะมานั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับคุณหญิงอิงอรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน
"ดื่มชาร้อนๆ ก่อนเถอะภพ สีหน้าคุณดูไม่ดีเอาซะเลย" คุณหญิงอิงอรเลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าเพื่อนสนิทด้วยความเวทนา
“ขอบใจมากๆ นะอร และผมก็ต้องขอโทษด้วยที่เอาเรื่องเดือดร้อนมาสุมหัวให้คุณแต่เช้า" กิตติภพถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองด้วยความตึงเครียด
"ไม่ต้องคิดมากหรอก เรื่องแค่นี้เอง คนกันเองทั้งนั้น" คุณหญิงอิงอรรีบตัดบท ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวานให้ฟัง "เมื่อวาน...หนูชามาหาฉันที่นี่ ร้องไห้ขี้มูกโป่งมาเลย เธอเล่าให้ฟังว่าบ้านกับบริษัทโดนยึด แล้วคุณก็หายตัวไป ฉันตกใจแทบแย่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของคุณ แต่ไม่เป็นไรนะภพ เพื่อนลำบากมา ฉันก็ต้องช่วยอยู่แล้ว"
กิตติภพได้ฟังก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่งที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนปลอดภัยและมีที่พึ่งพิง เขามองหน้าเพื่อนสนิทด้วยแววตาซาบซึ้งใจ
“ตอนนี้ผมกำลังเจอปัญหาใหญ่ มีพวกหน้าเลือดมันกำลังตามเล่นงานผมอยู่ ผมปรากฏตัวให้ใครเห็นไม่ได้" ชายวัยกลางคนเว้นจังหวะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความวิงวอน “ผมขอฝากยัยชาเอาไว้กับคุณก่อนชั่วคราวได้ไหม เมื่อไหร่ที่ผมจัดการเคลียร์ปัญหาทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมจะรีบกลับมารับลูกทันที"
"ได้สิ ฉันรับปาก ฉันเองก็รักและเอ็นดูหนูชาเหมือนลูกสาวคนหนึ่งอยู่แล้ว" คุณหญิงอิงอรตอบรับอย่างหนักแน่น แต่แล้วสีหน้าของหล่อนก็เจื่อนลงเล็กน้อย แววตาฉายความลำบากใจออกมาอย่างปิดไม่มิด "แต่มันอาจจะติดปัญหาอยู่นิดหน่อย"
"ปัญหาอะไรเหรอ หรือว่าปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ผมพอมีเงินสดติดตัวอยู่บ้าง"
"ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกภพ" คุณหญิงส่ายหน้า ก่อนจะลอบถอนหายใจ "ปัญหาคือ...ตาภาคษ์น่ะสิ"
พอได้ยินชื่อลูกชายของเพื่อน กิตติภพก็นิ่งไป เขารู้ดีว่าหมอภาคษ์เกลียดขี้หน้าสโรชามากแค่ไหน เรื่องความบาดหมางระหว่างลูกๆ เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านต่างก็รับรู้มาตลอด
“คุณก็รู้ใช่ไหมว่าตาภาคษ์ไม่ค่อยชอบหนูชา เมื่อวานตอนที่ฉันบอกว่าจะรับหนูชาเข้ามาอยู่ในบ้าน ตาภาคษ์ก็โวยวายบ้านแทบแตก ยื่นคำขาดเลยนะว่าถ้าจะให้อยู่ ก็ต้องให้หนูชาไปอยู่ในห้องคนรับใช้หลังบ้าน แล้วก็ต้องทำงานบ้านแลกข้าวแลกน้ำ" คุณหญิงอิงอรพูดไปก็รู้สึกผิดไป หล่อนเอื้อมมือไปแตะแขนเพื่อนสนิทเบาๆ "ฉันพยายามห้ามแล้วนะ แต่ตาภาคษ์ขู่ว่าจะย้ายออกจากบ้าน ฉันเลยขัดใจลูกชายไม่ได้จริงๆ ฉันต้องขอโทษด้วยนะภพ ที่ต้องปล่อยให้ลูกสาวของคุณต้องไปนอนห้องคนรับใช้"
กิตติภพฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ภาพลูกสาวที่เคยนอนบนเตียงนุ่มๆ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ต้องไปซุกหัวนอนในห้องอับๆ และโดนจิกหัวใช้ คงเป็นเรื่องที่ทรมานใจคนเป็นพ่ออย่างเขาไม่น้อย
แต่ว่าในสถานการณ์ที่เขากำลังถูกเจ้าหนี้ตามล่าหมายหัวแบบนี้ การที่สโรชาได้ซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์ของหมอภาคษ์ ย่อมปลอดภัยกว่าการออกไปเผชิญโลกภายนอกตามลำพัง
“ไม่เป็นไรหรอกอร คุณไม่ต้องขอโทษหรอก" กิตติภพฝืนยิ้มบางๆ ออกมา “ในเวลาที่มืดแปดด้านแบบนี้ แค่มีที่ให้ยัยชาซุกหัวนอน มีหลังคาคุ้มกะลาหัว และมีคนคอยดูแลความปลอดภัยให้ในตอนที่ผมไม่อยู่ มันก็เป็นพระคุณมากล้นแล้วล่ะ"
“ขอบคุณที่เข้าใจฉันนะภพ ฉันทำจนสุดความสามารถแล้วจริงๆ แต่ฉันก็ขัดใจตาภาคษ์ไม่ได้"
"ปล่อยให้ยัยชาทำงานบ้านไปเถอะ ถือซะว่าเป็นการดัดนิสัยคุณหนูของลูกสาวผมไปในตัวด้วย ยัยชาจะได้เป็นผู้เป็นคนกับเขาสักที"
คำพูดของกิตติภพทำให้คุณหญิงอิงอรยิ้มออก หล่อนพยักหน้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลสโรชาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขอบเขตที่ลูกชายจะไม่ลุกขึ้นมาอาละวาด
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนนั่งจิบชาและพูดคุยกันด้วยความโล่งใจ โดยที่ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าการฝากฝังดวงใจเอาไว้ในบ้านหลังนี้ ไม่ใช่การพามาหลบภัย
แต่มันคือการผลักไสลูกสาวเข้าไปอยู่ในกรงเล็บของมัจจุราช ที่เพิ่งจะฉีกกระชากและย่ำยีหัวใจของเธอจนแหลกสลายไปเมื่อคืนนี้เอง
"ก่อนที่ผมจะไป ผมขอแวะไปดูหน้ายัยชาสักหน่อยได้ไหม ขอแค่เห็นว่าลูกปลอดภัยและหลับสบายดี ผมก็จะได้หมดห่วง"
“เอาสิ ป่านนี้น่าจะยังหลับอยู่แน่ๆ เมื่อวานโดนตาภาคษ์สั่งให้ล้างจานกองโต คงจะเหนื่อยน่าดู" คุณหญิงอิงอรยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะเดินนำเพื่อนสนิทออกจากห้องรับแขก ลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ สู่โซนเรือนพักคนรับใช้ด้านหลังคฤหาสน์
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูบานเก่า คุณหญิงอิงอรจับลูกบิดแล้วหมุนเปิดเข้าไปอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของหญิงสาว
“หนูชาจ้ะ พ่อกิตติภพมาหา"
คุณหญิงอิงอรเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับผลักบานประตูให้เปิดกว้างขึ้น แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้าไปกระทบกับเตียงนอนขนาดเล็กภายในห้อง
แต่แล้วรอยยิ้มที่กำลังประดับอยู่บนใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองคนกลับค้างเติ่งอยู่แค่นั้น
ดวงตาของคุณหญิงอิงอรและกิตติภพเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกใครใช้ค้อนทุบเข้าที่กลางแสกหน้าอย่างจัง
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่ภาพของคุณหนูตกอับที่นอนหลับใหลอย่างเดียวดายด้วยความเหนื่อยล้า
แต่บนเตียงแคบๆ นั้น กลับมีร่างของชายหญิงสองคนนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของผู้เป็นพ่อแทบหยุดเต้น คือแผ่นหลังของลูกสาวที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมานั้น เปลือยเปล่าไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ปกปิด แถมยังมีรอยแดงจางๆ ประปรายอยู่บนไหล่บอบบาง
และยิ่งไปกว่านั้น แผ่นหลังกว้างและท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่โอบกอดร่างของสโรชาเอาไว้จากด้านหลัง ก็เปลือยเปล่าไม่ต่างกัน ใบหน้าหล่อเหลาที่ซุกซบอยู่กับเรือนผมของสโรชา...ไม่ใช่ใครที่ไหน
"กรี๊ดดดด!!!"
คุณหญิงอิงอรแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อเห็นเต็มสองตาว่าผู้ชายที่นอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงคนรับใช้ร่วมกับสโรชาคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเอง
"ตาภาคษ์!!! หนูชา!! พวกลูกสองคนทำอะไรกัน!"
——————
