บทที่ 3 03 ทวงหนี้

03 ทวงหนี้

ปัง!!

เสียงปิดประตูบานใหญ่ดังสนั่นไปทั่วคฤหาสน์หรูหลังงาม ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงสดเดินกระแทกส้นสูงเข้ามาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวขั้นสุด สโรชาเหวี่ยงกระเป๋าแบรนด์เนมใบจิ๋วราคาเหยียบแสนลงบนโซฟาหลุยส์กลางห้องนั่งเล่นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตามไป สองมือเรียวยกขึ้นปิดหน้าพยายามระงับสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน

‘ชุดตลาดนัดราคาหลักร้อยที่พันทิวาใส่ ยังดูมีค่า ดูสะอาด และสูงส่งกว่าชุดหลักแสนบนตัวผู้หญิงใจแคบแบบเธอเป็นร้อยพันเท่า!’

ประโยคเชือดเฉือนจากริมฝีปากหยักลึกของภาคษ์ยังคงดังก้องสะท้อนไปมาในโสตประสาท มันกรีดลึกลงไปในก้อนเนื้ออกข้างซ้ายจนเจ็บร้าวไปหมด

“ในสายตาพี่ ชาไม่เคยเป็นคนดีสักวันเลยใช่ไหมคะ ทำไมถึงได้คอยเอาแต่ดูถูกชาอยู่เรื่อย” หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ต่อหน้าเขา บัดนี้พังทลายลงมาอาบสองแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ 

สโรชาสะอื้นไห้ตัวโยนท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์หลังใหญ่ ความเข้มแข็งที่แสดงออกไปเมื่อครู่ เป็นเพียงแค่เกราะกำบังความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในเท่านั้น

เธอรู้ดี...รู้ดีมาตลอดว่าทำไมหมอภาคษ์ถึงได้รังเกียจเธอนักหนา ก็เพราะพันทิวาเป็นคนน่ารัก อ่อนหวาน เรียบร้อยและแสนดีจนใครต่อใครที่ได้เข้าใกล้ต่างก็พากันตกหลุมรักและเอ็นดู ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงแค่ลูกสาวของแม่บ้านเท่านั้น

ส่วนคุณหนูสโรชาผู้เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ ปากร้าย และชอบเหวี่ยงวีนจนไม่มีใครกล้าเข้าหา ใครๆ ต่างก็มองว่าเธอเป็นนางมารร้ายที่คอยแต่จะกลั่นแกล้งและรังแกนางฟ้าผู้แสนดีอย่างพันทิวาอยู่เสมอ

“แล้วจะให้ชาทำยังไง..." สโรชาพึมพำกับตัวเองเสียงเครือ ปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววดื้อรั้นบัดนี้เต็มไปด้วยความตัดพ้อ “ก็ชารักพี่ไปแล้ว ชาแค่อยากอยู่ในสายตาของพี่บ้าง"

ใช่...เธอแอบรักพี่ชายข้างบ้านที่แสนอบอุ่นคนนั้นมาตลอด รักมากจนไม่อยากเสียเขาให้ใคร รักมากจนต้องสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมาแสร้งทำเป็นร้ายกาจเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา เพื่อกันไม่ให้ผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เขาได้

แต่เธอกลับคิดผิดถนัด ยิ่งเธอร้ายใส่พันทิวามากเท่าไหร่ ภาคษ์ก็ยิ่งผลักไสและเกลียดชังเธอมากเท่านั้น

“แล้วพี่จะให้ชาทำดีไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายแล้วในสายตาของพี่…ชาก็ยังเป็นนางมารร้ายอยู่วันยังค่ำ”

ตึก!ตึก!ตึก!

ขณะที่สโรชากำลังจมปลักอยู่กับความน้อยใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็เดินเข้ามาใกล้

เธอรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ ปรับสีหน้าให้เป็นคุณหนูสโรชาผู้หยิ่งยโสตามความเคยชิน ทว่าเมื่อหันไปมองร่างของผู้มาเยือน หัวใจของเธอกลับต้องกระตุกวูบ

‘กิตติภพ’ บิดาของเธอ ชายผู้เคยสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจในฐานะนักธุรกิจระดับแถวหน้าของเมืองไทย บัดนี้กลับมีใบหน้าที่หมองคล้ำ ซูบเซียว ดวงตาแดงก่ำราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืน บ่งบอกถึงความเครียดขีดสุด

"คุณพ่อ" สโรชาเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ลืมความเจ็บปวดเรื่องหมอภาคษ์ไปชั่วขณะ "เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณพ่อถึงมีสภาพแบบนี้"

กิตติภพไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าลูกสาว ก่อนจะโยนปึกกระดาษและซองเอกสารสีน้ำตาลหลายซองลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าสโรชา

ปึก!!

"ดูเอาเองสิ" เสียงของชายวัยกลางคนสั่นพร่า เจือไปด้วยความสิ้นหวัง "ดูซะว่าตอนนี้บ้านเรากำลังจะพังพินาศย่อยยับแค่ไหน"

สโรชาขมวดคิ้วยุ่ง มือเรียวเอื้อมไปหยิบเอกสารเหล่านั้นขึ้นมาเปิดดู ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างเมื่อเห็นตัวเลขหลักหลายร้อยล้านปรากฏหราอยู่บนกระดาษ

"นี่มันอะไรกันคะคุณพ่อ หนี้พวกนี้มาจากไหน ทำไมมันถึงได้มหาศาลขนาดนี้!" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยความตกตะลึง ฐานะทางบ้านที่เธอคิดว่ามั่นคงกำลังจะพังทลายลงงั้นหรือ

"ก็ฝีมือของไอ้พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดน่ะสิ ช่วงนี้ธุรกิจเรามีปัญหา ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก พ่อพยายามหมุนเงินแล้วแต่ก็ไม่ทัน" กิตติภพทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยว ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างคนหมดทางสู้ "ตอนนี้พวกมันส่งคนมาตามทวงหนี้พ่อทุกวัน แถมยังไปข่มขู่ถึงหน้าบริษัท ทวงจนพ่อไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนแล้ว!"

"แล้วเราจะทำยังไงดีคะ" สโรชาเสียงสั่น ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ

"นี่ไม่ใช่แค่การทวงหนี้ธรรมดา" กิตติภพกัดกรามกรอด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดระแวง "มันกว้านซื้อที่ดินของบริษัทเราไปจนหมด มันจงใจบีบเราให้ตายคามือ!” 

"เดี๋ยวนะคะคุณพ่อ" สโรชาแหวขึ้นมาทันที ความไม่เข้าใจตีตื้นขึ้นมาแทนที่ความตกใจ "ก็ในเมื่อเราตกลงส่งนังทิวาไปขัดดอกให้พวกมันแล้วนี่คะ ทำไมมันถึงยังตามมากัดเราไม่ปล่อย ทวงหนี้ไม่เลิกแบบนี้อีก"

กิตติภพกำหมัดแน่น กระแทกกำปั้นลงบนพนักพิงโซฟาอย่างแรงจนสโรชาสะดุ้ง

“ลูกคิดว่าไอ้อนาคิน มันต้องการแค่ผู้หญิงไปบำเรอความใคร่ขัดดอกหรือไง" ชายวัยกลางคนตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเครียดและแรงโทสะที่ผสมปนเปกับความหวาดกลัว "ที่มันตามจองล้างจองผลาญ กว้านซื้อที่ดินทั้งหมดของเราไป ก็เพราะมันต้องการจะแก้แค้นพ่อ ลูกจำเรื่องอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนได้ไหม ที่พ่อขับชนคนตายคืนนั้น...คนที่ตายก็คือน้องสาวของมัน!"

สโรชายกมือขึ้นทาบอก ใบหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็นเมื่อได้รับรู้ความจริงอันน่าสะพรึงกลัว

"ส่วนนังทิวา" กิตติภพกัดฟันกรอด แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง "พ่ออุตส่าห์ส่งมันไปขัดดอก หวังจะใช้มันเป็นหมากยื้อเวลา หรือทำให้ไอ้อนาคินมันใจอ่อนลงบ้าง แต่เปล่าเลย มันไม่ช่วยบ้าอะไรเลยสักนิด มีหวังเราคงโดนมันยึดบริษัทแน่ๆ”

กิตติภพผุดลุกขึ้นเดินวนไปวนมาด้วยท่าทางงุ่นง่าน สองมือทึ้งผมตัวเองจนหลุดลุ่ย เขาใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมา เขาจะไม่มีวันยอมสูญเสียหน้าตา ชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปเด็ดขาด

"ไม่ได้นะคะคุณพ่อ! คุณพ่อต้องรีบหาทางแก้ไขเดี๋ยวนี้เลยนะคะ" สโรชาโวยวายเสียงแหลม ความเห็นแก่ตัวของลูกคุณหนูเริ่มทำงาน “ชาไม่ยอมล้มละลายนะ ถ้าพี่ภาคษ์รู้เรื่องนี้เข้า ชาจะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหน คุณพ่อรีบทำอะไรสักอย่างสิคะ"

"เออ! พ่อกำลังหาทางอยู่นี่ไง" กิตติภพกระแทกเสียงตอบอย่างหัวเสียที่ลูกสาวเอาแต่โวยวายไม่เข้าเรื่อง

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น แม้ในใจจะยังมืดแปดด้าน

“พรุ่งนี้เช้า พ่อจะลองไปคุยกับบริษัทปล่อยเงินกู้นอกระบบอีกที" กิตติภพหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด "พ่อยังพอมีเส้นสายและคนรู้จักอยู่ที่นั่น คิดว่าพวกเขาน่าจะพอคุยกันได้ และยอมยื่นมือเข้ามาช่วยปล่อยกู้ก้อนใหญ่ให้เราเพื่อเอาไปโปะหนี้ก่อน"

ดวงตาของชายวัยกลางคนทอประกายความหวังอันริบหรี่ แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าการกู้เงินนอกระบบเพื่อมาโปะหนี้เก่าก็ไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้

แต่ในเวลานี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ขอแค่รักษาบริษัทและไม่ให้ตัวเองต้องกลายเป็นคนล้มละลาย ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรเขาก็ยอม

...เขาจะไม่มีวันกลายเป็นบุคคลล้มละลายเด็ดขาด!

สโรชานั่งนิ่งอึ้ง เอกสารทวงหนี้ในมือร่วงหล่นลงพื้นราวกับใบไม้ร่วง โลกที่เธอเคยยืนหยัดอย่างเย่อหยิ่งกำลังจะถล่มทลายลงมา ไม่ใช่แค่เรื่องหัวใจที่แหลกสลายจากผู้ชายที่ชื่อภาคษ์ แต่บัดนี้ คลื่นพายุลูกใหญ่กำลังจะถาโถมเข้ามา

--------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป