บทที่ 8 08 ไฟในบ้าน

08 ไฟในบ้าน

@คฤหาสน์อัครเดช

"หยุดนะ!! พวกแกทำบ้าอะไรกัน! ฉันสั่งให้วางของของฉันลงเดี๋ยวนี้!!"

เสียงแหลมปรี๊ดของสโรชาแผดลั่นไปทั่วบริเวณลานหน้าคฤหาสน์ หญิงสาววิ่งถลาลงจากรถสปอร์ตตรงดิ่งเข้าไปหากลุ่มชายชุดดำที่กำลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ออกมากองรวมกัน

"ถอยไปครับคุณผู้หญิง อย่ามาเกะกะการทำงานของพวกเรา" หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยเสียงเรียบ พยายามดันตัวเธอออกห่าง

"เกะกะงั้นเหรอ นี่มันบ้านฉันนะ พวกแกต่างหากที่บุกรุก!" สโรชาชี้หน้าด่ากราด ก่อนที่สายตาจะหันไปเห็นชายอีกคนกำลังโกยกระเป๋าแบรนด์เนมและรองเท้าลูกรักของเธอโยนใส่ลังกระดาษ "วางกระเป๋าแอร์เมสของฉันลงเดี๋ยวนี้นะ พวกแกจับโยนแบบนั้นได้ยังไง รู้ไหมว่าใบนั้นมันราคาเท่าไหร่ พวกแกทำงานเป็นขี้ข้าทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาซื้อหรอก เอาคืนมานะ!"

สโรชาพุ่งเข้าไปยื้อแย่งลังกระดาษสุดแรงเกิด แต่กลับถูกชายชุดดำอีกคนรวบแขนเอาไว้

"ปล่อยฉัน! ปล่อยนะไอ้พวกชั้นต่ำ ใครส่งพวกแกมา ถ้าคุณพ่อฉันรู้เรื่องนี้ พวกแกโดนจับเข้าคุกหัวโตแน่ ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!!"

"คุณกิตติภพช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วล่ะครับ คุณสโรชา"

เสียงเข้มของชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าชุดดังขึ้น เขาสาวเท้าเข้ามาหาพร้อมกับชูเอกสารที่มีตราประทับสีแดงหราอยู่บนนั้น

"แกหมายความว่ายังไง! พ่อฉันเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้นะ" สโรชาตวาดกลับ หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

"นั่นมันเป็นอดีตไปแล้วครับ" ชายคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานี “แหกตาดูหมายศาลนี่ซะ ตอนนี้ทั้งคฤหาสน์ ทรัพย์สินทุกชิ้น รวมไปถึงบริษัททั้งหมดของคุณกิตติภพ ถูกศาลสั่งยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้แล้วครับ"

“ยึดหรอ? มะ...ไม่จริง พวกแกโกหก คุณพ่อบอกว่าแค่หมุนเงินไม่ทัน ไม่ได้ล้มละลายสักหน่อย!" หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ เสียงเริ่มสั่นเครือ

"ยอมรับความจริงเถอะครับ กรรมสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของคุณอนาคินเรียบร้อยแล้ว ข้าวของแบรนด์เนมพวกนี้ก็ต้องถูกส่งไปประมูลขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้"

"ไม่จริง...ไม่!! แกเอาสมบัติของฉันไปไม่ได้นะ!"

"เชิญคุณเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นจริงๆ แล้วออกไปจากพื้นที่นี้ด้วยครับ คฤหาสน์หลังนี้ไม่ใช่ของพวกคุณแล้ว" ชายชุดดำออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้อง "ขนขึ้นรถไปให้หมด อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียว"

"หยุดนะ! ฉันบอกให้หยุดไง นั่นมันของฉัน บ้านของฉัน...ฮื้อๆๆ"

สโรชาพยายามจะวิ่งเข้าไปแย่งของอีกครั้ง แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดกลับเหือดหายไปดื้อๆ แข้งขาของเธออ่อนยวบจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ

ตุบ!!

“ฮึก! ไม่จริงใช่ไหม ใครก็ได้บอกทีว่ามันไม่จริง"

เสียงหวานครางแผ่วเบาอย่างเลื่อนลอย หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังพังทลายลงมาอาบสองแก้ม สโรชายกมือขึ้นปิดหน้า ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายสายตาใคร

“มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ เรายังมีบ้าน เรายังมีรถ เรายังมีสมบัติ เราจะกลายเป็นคุณหนูตกอับไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องจริง เราต้องฝันอยู่แน่ๆ"

เสียงสะอื้นไห้ดังก้องไปทั่วลานหน้าบ้าน คุณหนูสโรชาผู้เคยเย่อหยิ่ง บัดนี้นั่งจมกองน้ำตาอยู่บนพื้นดิน มองดูวิมานและสมบัติของตัวเองถูกขนจากไปทีละชิ้น...ทีละชิ้นโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“เหอะ! ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เห็นภาพนี้เร็วขนาดนี้” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังแทรกเสียงสะอื้นขึ้นมา สโรชาชะงัก ช้อนดวงตาที่บวมช้ำและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมอง ก็พบกับร่างสูงของหมอภาคษ์ที่ยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตของเขาอยู่ไม่ไกล

ร่างสูงก้าวเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่นั่งกองอยู่กับพื้น แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกวาดมองคฤหาสน์ที่ถูกซีลประตูปิดตาย และมองเลยมายังสภาพยับเยินของสโรชาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ

"จากคุณหนูสโรชาผู้อู้ฟู่ เย่อหยิ่ง และชอบเหยียบย่ำคนอื่น ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าสุดท้ายจะกลายสภาพเป็นคุณหนูตกอับ ไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอนแบบนี้" เขาเอ่ยถากถางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเชือดเฉือนไปถึงขั้วหัวใจ

“พี่ภาคษ์!" สโรชาครางชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตว่าหนักหนาแล้ว แต่การถูกผู้ชายที่เธอแอบชอบมาเยาะเย้ยในวันที่เธอพังทลาย มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่า หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ มองหน้าเขาด้วยความร้าวราน “ชากำลังเดือดร้อน ชากำลังจะไม่เหลืออะไรแล้วนะ ในวันที่ชาล้มขนาดนี้ แทนที่พี่จะเห็นใจกันบ้าง ทำไมต้องมาพูดจาซ้ำเติมกันแบบนี้ด้วย!"

“เห็นใจงั้นหรอ" ภาคษ์ทวนคำ แสยะยิ้มมุมปากด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขัน "ทำไมฉันต้องเห็นใจผู้หญิงใจร้ายอย่างเธอด้วย ตอนที่เธอใช้เงินฟาดหัวคนอื่น ตอนที่เธอเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนที่ไม่มีทางสู้อย่างพันทิวา เธอเคยเห็นใจใครบ้างไหม”

“ฮึก! พี่ก็เอาแต่เข้าข้างมัน เอาแต่ปกป้องมัน" สโรชาเถียงทั้งน้ำตา สองมือสั่นเทากำเข้าหากันแน่น “ใช่สิ ก็พี่ชอบมันนี่ ก็เลยมองว่าชาร้ายกับมันตลอด”

"ฉันพูดความจริงต่างหาก!" ภาคษ์ก้าวพรวดเดียวเข้าประชิดตัวจนสโรชาผงะถอยหลัง นัยน์ตาคมดุดันจ้องลึกลงไปในดวงตาที่สั่นระริกของเธอ “จำเอาไว้นะสโรชา ทำอะไรเลวๆ ไว้กับคนอื่น สักวันกรรมมันก็จะตามสนองแบบนี้แหละ ฟ้ามีตาเสมอ ถึงได้ดึงคุณหนูจอมปลอมอย่างเธอให้ตกลงมาคลุกฝุ่น"

ชายหนุ่มกวาดสายตามองข้าวของแบรนด์เนมที่ถูกโยนทิ้งขว้างลงในลังกระดาษ ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเธออีกครั้ง รอยยิ้มเย้ยหยันยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา

"ตอนที่ฉันเห็นเธอไม่เหลืออะไร เห็นเธอสูญเสียทุกอย่างที่เคยใช้เชิดหน้าชูตาแบบนี้…ฉันสะใจเป็นบ้าเลยว่ะ!”

"กรี๊ดด!! หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะพี่ภาคษ์!” สโรชากรีดร้องออกมาสุดเสียง ทนฟังคำถากถางและสายตาเหยียดหยามของผู้ชายใจร้ายไม่ไหวอีกต่อไป หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับคุณหมอหนุ่ม ดวงตากลมโตที่แดงบวมช้ำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขาอย่างไม่ลดละ "สะใจมากใช่ไหมคะพี่ภาคษ์ที่เห็นชาเป็นแบบนี้ ในเมื่อพี่อยากเห็นชาตกต่ำ อยากเห็นชาเจ็บปวด ชาก็จะทำให้พี่สะใจได้มากกว่านี้อีก คอยดู!"

พูดจบ สโรชาก็สะบัดหน้าพรืด หันหลังให้ชายหนุ่มแล้วเดินกะเผลกตรงไปยังบริเวณรั้วบ้านติดกัน ซึ่งปรากฏร่างของ ‘คุณหญิงอิงอร’ มารดาของหมอภาคษ์ ที่เพิ่งจะเดินออกมาดูเหตุการณ์ด้วยความตกใจและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่หน้าคฤหาสน์ของเพื่อนบ้าน

"นั่นเธอจะทำอะไร!"

ทันทีที่เดินไปถึง สโรชาก็ทิ้งตัวทรุดลงนั่งคุกเข่ากอดขามารดาของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร

“คุณป้าคะ ฮึก...ฮือออ คุณป้าช่วยชาด้วย"

"ตายแล้ว! หนูชา ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้น" คุณหญิงอิงอรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบก้มลงประคองร่างที่สั่นเทาของหญิงสาวซึ่งเป็นลูกของเพื่อนสนิทขึ้นมา “คนพวกนั้นมาขนของบ้านหนูไปไหนหมดลูก แล้วตอนนี้กิตติภพไปไหน!"

“ชาไม่รู้ว่าคุณพ่ออยู่ที่ไหน ตอนนี้คฤหาสน์ของชา บริษัทของคุณพ่อ โดนศาลสั่งยึดไปหมดแล้ว...ฮืออออ" สโรชาร้องไห้สะอึกสะอื้น ซบหน้าลงกับมือของคุณหญิงอิงอรอย่างน่าสงสาร "ตอนนี้ชาไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน ชาไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ คุณป้าให้ชาไปอยู่ด้วยคนนะคะ ชาขอร้อง ให้ชาไปอยู่ด้วยนะคะ"

คุณหญิงอิงอรฟังแล้วก็ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ด้วยความที่หล่อนเอ็นดูสโรชามาตั้งแต่เด็กๆ ประหนึ่งลูกสาวแท้ๆ อีกทั้งกิตติภพก็เป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนของหล่อน จะให้เห็นคนกันเองล้มแล้วกระทืบซ้ำหรือปล่อยทิ้งไว้ข้างถนน หล่อนก็ทำใจดำไม่ลง

"โธ่...ชาของป้า น่าสงสารจริงๆ" คุณหญิงอิงอรลูบผมหญิงสาวด้วยความเวทนา ก่อนจะพยุงตัวสโรชาให้ลุกขึ้น “ไม่ต้องร้องไห้นะลูกนะ ไม่เป็นไร ในเมื่อบ้านหนูโดนยึด หนูไม่มีที่ไป หนูก็มาอยู่บ้านป้านี่แหละ ถือซะว่าเป็นบ้านของหนูอีกหลังนะลูก กิตติภพก็เพื่อนป้าทั้งคน ป้าจะทิ้งหนูให้ไปตกระกำลำบากได้ยังไง"

“ขอบพระคุณค่ะคุณป้า ฮึก! ขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ" สโรชายกมือไหว้ท่วมหัว สวมกอดคุณหญิงอิงอรแน่น พลางปรายหางตามองมาที่ภาคษ์ด้วยแววตาเยาะเย้ย

"คุณแม่!! จะทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ!"

เสียงตวาดลั่นของหมอภาคษ์ดังแทรกขึ้นมาทันที ร่างสูงสาวเท้าอย่างรวดเร็ว เข้ามาหาพร้อมกับสีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจอย่างถึงขีดสุดเมื่อเห็นมารดาของตนรับงูพิษเข้ามาอยู่ในบ้าน

"ทำไมจะไม่ได้ตาภาคษ์" คุณหญิงอิงอรหันไปเอ็ดลูกชาย "น้องกำลังลำบาก บ้านก็โดนยึด กิตติภพก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน จะให้แม่ใจดำไล่น้องไปนอนข้างถนนหรือไง"

"ก็ปล่อยให้ไปนอนข้างถนนสิครับ! ผู้หญิงร้ายกาจ สันดานเสียแบบนี้ คุณแม่จะเอาเข้ามาเป็นเสนียดในบ้านเราทำไม" ภาคษ์ชี้หน้าสโรชา แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ถ้าคุณแม่ให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ด้วย บ้านเราได้ลุกเป็นไฟแน่!"

"ตาภาคษ์! หยุดพูดจาหยาบคายกับน้องเดี๋ยวนี้นะ น้องกำลังเสียขวัญ แกยังจะมาซ้ำเติมอะไรอีก" คุณหญิงตวาดลูกชายเสียงเข้ม ก่อนจะหันมาโอบบ่าสโรชาเอาไว้เพื่อปกป้อง "แม่ตัดสินใจแล้ว หนูชาจะมาอยู่ที่นี่ในฐานะคนของแม่ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาไล่หนูชาได้ทั้งนั้น”

"แต่ผมไม่อนุญาต!! คุณแม่จะรับผู้หญิงคนนี้เข้าบ้านไม่ได้เด็ดขาด!"

ภาคษ์ตวาดลั่น แล้วเข้าไปขวางหน้าประตูรั้วบ้านของตัวเอง เอาตัวกำบังไม่ให้มารดาพาสโรชาเดินผ่านเข้าไปได้ แววตาของหมอหนุ่มวาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธจัด

"ตาภาคษ์! หลีกทางให้แม่เดี๋ยวนี้นะ" คุณหญิงอิงอรตวาดลูกชายกลับ พยายามดันแผงอกกว้างให้พ้นทาง "นี่มันบ้านของแม่ แม่มีสิทธิ์จะให้ใครเข้ามาอยู่ก็ได้ แกไม่มีสิทธิ์มาห้าม!"

"แต่ผมเป็นลูกชาย และเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ร่วมกับคุณแม่ ผมไม่มีทางยอมให้คุณแม่เอาตัวกาลกิณีเข้ามาเหยียบในบ้านของเราเด็ดขาด” ภาคษ์เถียงกลับอย่างไม่ลดละ ชี้หน้าสโรชาที่กำลังยืนตัวสั่นหลบอยู่ด้านหลังมารดาของเขา “คุณแม่ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีนิสัยยังไง เธอร้ายกาจ เธอเห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้เป็นเหมือนไฟนะครับคุณแม่ เข้าไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่จะเผาผลาญให้ที่นั่นพังพินาศ ผมไม่เอาผู้หญิงพรรค์นี้เข้าบ้านเด็ดขาด!"

คำด่าทอที่แสนเจ็บแสบทำให้สโรชาสะอึก น้ำตาที่เพิ่งจะเหือดแห้งไปรื้นขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวกำชายเสื้อของคุณหญิงอิงอรแน่น

“ฮึก! คุณป้าคะชากลัว ถ้าพี่ภาคษ์เขาเกลียดชาขนาดนี้ ชาไปนอนข้างถนนก็ได้ค่ะ" สโรชาแสร้งบีบน้ำตา ทำเสียงสั่นเครือออดอ้อนมารดาของเขา แม้ในใจจะแอบลอบยิ้มเยาะที่สามารถหาเกราะคุ้มภัยชั้นดีได้แล้ว

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น ป้าบอกให้อยู่ก็ต้องอยู่" คุณหญิงอิงอรรีบหันมาปลอบ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ลูกชาย "ตาภาคษ์! แกเลิกอคติกับน้องสักทีเถอะ น้องตกตระกำลำบากมาขนาดนี้ แกยังจะใจดำผลักไสไล่ส่งน้องไปตายเอาดาบหน้าอีกเหรอ จิตใจแกทำด้วยอะไร!"

"จิตใจผมก็ทำด้วยเลือดเนื้อนี่แหละครับ แต่ผมแยกแยะออกว่าใครคือคนดี...ใครคืองูพิษ!”

ภาคษ์หมดความอดทน ตวัดสายตาข้ามไหล่มารดาไปจ้องหน้าสโรชา แววตาคมกริบดุดันราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะพรากลมหายใจ ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่

“ฟังฉันให้ดีนะสโรชา ถ้าเธอยังหน้าด้าน กล้าก้าวเท้าเข้าไปเหยียบในบ้านของฉันล่ะก็…ฉันไม่รับรองความปลอดภัยของเธอแน่!" สโรชาชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อปะทะกับสายตาเอาจริงของเขา "ในเมื่อเธออยากจะลองดี เอาตัวเองที่เป็นเหมือนไฟเข้ามาเผาบ้านฉัน ฉันก็จะใช้นรกในใจฉันนี่แหละ ดับความจองหองของเธอเอง ฉันจะทำทุกวิถีทางให้เธอทนอยู่ไม่ได้ และต้องคลานเข่าออกไปจากบ้านฉันด้วยสภาพที่ยับเยินยิ่งกว่าตอนที่เดินเข้ามา ลองดูสิว่าคุณหนูตกอับอย่างเธอ จะทนอยู่ได้สักกี่น้ำ"

"ตาภาคษ์!! หยุดขู่น้องเดี๋ยวนี้นะ!" คุณหญิงอิงอรทนฟังไม่ได้ เงื้อเงื้อมือฟาดลงบนต้นแขนลูกชายอย่างแรง "ถ้าแกกล้าแตะต้องน้องแม้แต่ปลายเล็บ แกได้เห็นดีกับแม่แน่ หลีกไป!"

ผู้เป็นมารดาออกแรงผลักลูกชายจนพ้นทาง ก่อนจะประคองร่างสโรชาที่กำลังยืนสั่นเทาเดินเชิดหน้าผ่านหมอภาคษ์เข้าไปในเขตรั้วบ้าน ทว่าในจังหวะที่เดินสวนกันนั้น สโรชาแอบช้อนตามองชายหนุ่ม ริมฝีปากบางที่สั่นระริกเมื่อครู่เหยียดยิ้มเยาะเย้ยส่งไปให้เขาเพียงเสี้ยววินาที

คนอย่างคุณหนูสโรชา ไม่มีวันยอมตกอับง่ายๆหรอก ยิ่งเขาเกลียดเธอมากเท่าไหร่ เธอก็จะทำให้เขาเกลียดมากขึ้นเท่านั้น

กร๊อดด!!

ภาคษ์ยืนกัดกรามกรอดจนเป็นสันนูน สองมือขยำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังบางด้วยความโกรธจัด

“ได้! ในเมื่ออยากเข้ามาอยู่ในนรกของฉัน เธอก็เตรียมตัวรับความเจ็บปวดเอาไว้ให้ดีเถอะ สโรชา!"

————--

บทก่อนหน้า
บทถัดไป