บทที่ 4 บทที่ 4.

“อ้าวคุณหนูชีวามาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

“มาเมื่อครู่นี่เองค่ะนมนวล” หญิงสาวเดินเข้าไปยังห้องดนตรีซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอชอบที่สุดในบ้านนอกจากห้องของตนเอง เรือนดวงใจ เป็นชื่อของเรือนหลังน้อยที่บิดาสร้างขึ้นให้เป็นของขวัญวันเกิดครบสิบขวบของตน ด้วยบิดานั้นรักเธอปานดวงใจของท่าน ขวัญชีวาจำได้ดีว่าในวันนั้นเธอดีใจมาก ส่วนขวัญชีวันนั้นได้เครื่องประดับเครื่องแต่งตัวสำหรับเด็กผู้หญิง

เด็กสาววัยสิบห้าปีกับชีวิตที่กำลังสดใสแม้บิดาจะต้องนั่งรถเข็นและไม่ได้มีโอกาสดูแลเธอนักแต่ขวัญชีวาก็มีแม่นมคอยดูแลเลี้ยงดูอย่างดีและบิดาก็สอนเธอเล่นดนตรีทุกอย่างรวมไปถึงงานในไร่และความรู้เกี่ยวกับการเกษตรแม้ท่านจะไม่สามารถทำเองได้แต่ก็มีลุงเชิดซึ่งเป็นพ่อของพี่ติ่งพี่ต้อยและคนสนิทของท่านที่เป็นทั้งคนขับรถหัวหน้าคนงาน ตลอดจนเพื่อนของท่านคอยช่วยเหลือ ขวัญตัดสินใจเรียนต่อในวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านดนตรีและนาฏศิลป์และไปอยู่หอพักซึ่งในระหว่างนั้นเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะจะไปๆ มาๆ ระหว่างไร่กับหอพักแต่เธอสังเกตได้ว่าบิดาค่อนข้างเศร้าสร้อยและร่างกายทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะถึงแม้ท่านเดินไม่ได้แต่ร่างกายท่านก็แข็งแรงยิ้มแย้มแจ่มใส และหลังวันเกิดอายุครบสิบเจ็ดปีของเธอไม่กี่วันท่านก็เสียชีวิต ซึ่งการจากไปอย่างกะทันของคุณเทวัญทำให้ขวัญชีวาเสียใจมาก ชีวิตที่เคยสว่างสดใสมีหลักมีร่มเงาคอยคุ้มครองได้จากไปทำให้เธอต้องตกอยู่ในฐานะของสาวน้อยผู้ต่ำต้อยเมื่อไม่มีบิดาคอยปลอบประโลม เธอไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยและกลับมาทำงานในไร่หาเพื่อเงินประคับประคองไร่ที่ขาดทุนและเกือบจะล้มละลายซึ่งเธอมารู้ภายหลังว่ามีหนี้สินมากมายรวมไปถึงที่ของไร่ดวงใจถูกขายไปเกือบหมดแล้วเหลือเพียงที่ไม่กี่ไร่แถบบริเวณบ้านเท่านั้นที่เหลืออยู่...

หญิงสาววางกล่องขิมไว้บนชั้นเก็บเครื่องดนตรีซึ่งมีดนตรีไทยแทบทุกชนิดซึ่งคุณพ่อของเธอเป็นคนสอนให้นั่นเอง ขวัญชีวาหันกลับมามองแม่นมของตนเองหน้าหมองๆ นวลตองถอนใจเบาๆ เพราะรู้ได้ทันทีว่าคุณหนูของตนคงมีเรื่องให้คิดอีกแล้ว

“เดือนนี้ชีวาคงไม่มีเงินจ้างคนงานเกินกว่าสิบคน ไหนจะคุณแม่กับคุณพี่อีก” ขวัญชีวาถอนหายใจเบาๆ

คุณดวงพรสั่งให้ขวัญชีวาเรียกพี่สาวฝาแฝดของตนว่า คุณพี่ เสมอและห้ามเรียกชื่อเล่นของดวงชีวันอีกด้วยขวัญชีวาจะต้องเทิดทูนราวกับว่าดวงชีวันเป็นเจ้าหญิงส่วนตัวเธอคือสาวใช้ผู้ต่ำต้อย แต่ขวัญชีวาก็ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านคำสั่งของคุณดวงพรเลยไม่ว่าผู้เป็นแม่จะให้ทำอะไรขวัญชีวาก็เต็มใจทำให้ด้วยอยากเอาใจผู้เป็นแม่และลึกๆ แล้วหญิงสาวคิดว่าหากตนตามใจแม่แล้ว แม่ก็อาจจะรักเธอเหมือนกับที่รักพี่สาวนั่นเอง

“คุณหนูขาดอีกเท่าไหร่คะ เดี๋ยวนมจะช่วยอีกแรง”

“อย่าเลยค่ะ แค่นมนวลเลี้ยงดู ดูแลเอาใจใส่ชีวามาตั้งแต่จำความได้ชีวาก็ทดแทนพระคุณไม่หวาดไม่ไหวแล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างให้ผู้เป็นแม่นม ร่างบอบบางที่บางจนแทบจะปลิวลมเข้ามาสวมกอดนวลตองไว้ใบหน้าเรียวเล็กที่ประกอบด้วยเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มซบลงกับอกนุ่มที่เต็มไปด้วยไออุ่นของแม่นมตนอย่างออดอ้อนและเพื่อแสวงหาความอบอุ่นอิ่มเอมใจที่ขวัญชีวาไม่เคยได้รับจากแม่ที่แท้จริงเลยสักครั้ง

“คุณหนูไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ค่ะ ให้พวกเขาลำบากเสียบ้างจะได้รู้ว่าเงินมันหายากแค่ไหน”

“สงสารคุณแม่ค่ะ ท่านอายุมากแล้ว คุณพี่ก็ไม่เคยทำงานจะลำบากเปล่าๆ”

“โถ แม่คุณของนวล..” นวลตองลูบเรือนผมสลวนยาวถึงกลางหลังของหญิงสาวที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกจนบัดนี้ยี่สิบสองปีแล้วอย่างเวทนา ดูเอาเถิดขนาดว่าแม่กับพี่สาวไม่เคยใส่ใจแม้แต่เศษเสี้ยวความรู้สึกของตน

“แล้วนี่ทำอาหารเย็นรึยังคะ เดี๋ยวคุณแม่จะดุเอา”

“นมทำเสร็จหมดแล้วค่ะ คุณหนูจะทานก่อนมั้ยคะแล้วขึ้นไปพักผ่อน”

“ชีวาจะทานแล้วก็จะออกไปดูในไร่สักหน่อยค่ะ มีส้มบางต้นยืนต้นตาย ชีวาว่าจะคัดต้นที่อ่อนแอทิ้งแล้วดูแลพวกที่แข็งแรงไว้แล้วใส่ปุ๋ยบำรุงมันใหม่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือชีวาจะปลูกผักขายค่ะ”

“ทำคนเดียวจะไหวรึคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป