บทที่ 8 บทที่ 8.

“คุณหนูขา..”

“นมขา ฮือออ..” หญิงสาวโผเข้ากอดแม่นมของตนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก นวลตองลูบศีรษะของคนที่ตนเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกด้วยความเวทนา พี่ต้อยพี่ติ่งก็นั่งมองนายสาวด้วยดวงตาที่แดงก่ำอดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลไปกับความอาภัพของขวัญชีวา

“พวกเราจะอยู่ช่วยคุณหนูนะคะ อย่ายอมแพ้ค่ะคุณหนู”

“ขอบคุณพี่ๆ มากนะคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงสะอื้นแล้วชะเง้อมองตามเสียงรถยนต์ที่แล่นออกไป.. คุณดวงพรได้จากไปแล้วพร้อมเงินสินสอดห้าสิบล้าน โดยไม่ใส่ใจคนที่อยู่เบื้องหลังว่าจะต้องแบกรับภาระที่นางสร้างไว้ซึ่งหนี้สินและความทรุดโทรมที่เกิดกับไร่ดวงใจนั้นนางเป็นคนที่สร้างขึ้นทั้งสิ้น...

“คุณแม่ไปแล้ว คุณแม่ทิ้งพวกเราไปแล้ว นมขาแล้วเราจะอยู่ยังไง..”

“อย่าร้องค่ะคุณหนู ถึงไม่มีคุณแม่เราก็อยู่กันมาได้ไม่ใช่เหรอคะ ที่ผ่านมาเราไม่เคยได้พึ่งพาอะไรจากคุณแม่เลยนี่คะ ไม่มีพวกเขาเราก็อยู่กันได้ค่ะ เชื่อนมสิคะ” นวลตองยิ้มให้บางๆ ขวัญชีวาพยักหน้าอย่างยอมรับในโชคชะตาของตน 

“อีกอย่าง การจดทะเบียนสมรสของคุณหนูกับคุณธีโอก็ไม่ได้มีผลอะไรเพราะเขาไม่สนใจคุณหนูเลยสักนิดซึ่งก็เป็นการดีแล้วนี่คะ อีกอย่างคุณหนูมีสิทธิ์เต็มที่ในการบริหารจัดการที่นี่เหมือนเดิม แค่ห้าปีเท่านั้นแล้วไร่นี้ก็จะกลับมาเป็นของคุณหนูเหมือนเดิม และคราวนี้จะไม่มีใครเอามันไปได้อีก.. สู้ๆ นะคะ เพื่อไร่ดวงใจและคุณพ่อ..” นวลตองเช็ดน้ำตาออกจากแก้มใสของขวัญชีวาเบาๆ

“จริงด้วยค่ะ แบบนี้ชีวาก็สามารถทำอะไรได้ตามใจโดยไม่ต้องกลัวว่าคุณแม่กับคุณพี่ดุด่าเอา”

“จริงค่ะ แบบนี้ล่ะดีแล้วไม่มีคนใจร้ายคอยรังแก” พี่ต้อยพี่ติ่งเสริมทันด้วยด้วยรอยยิ้มสดชื่น

“ขอบคุณมากๆ นะคะทุกๆ คน” ขวัญชีวายิ้มกว้างด้วยความรู้สึกปรอดโปร่งมากขึ้น... หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ มองไปรอบๆ ด้วยความหวังอันเรืองรอง...

ทางด้านคุณดวงพรที่หอบเงินสินสอดกว่าห้าสิบล้านก็เดินทางมาสมทบกับดวงชีวันที่คอนโดฯ หรูกลางกรุงด้วยความชื่นมื่นโดยไม่สนใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังว่าจะเป็นอย่างไร

“ดีจังเลยค่ะคุณแม่ ทีนี้เราก็จะมีเงินชอปปิงกันสนุกไปเลย”

“ใช่แล้วลูก อยากได้อะไรซื้อเลย” 

“เต็มที่เลยค่ะคุณแม่ขา..” แล้วสองแม่ลูกก็ตรงดิ่งไปที่ห้างสรรพสินค้าสุดหรูกลางกรุงด้วยความชื่นบาน สองแม่ลูกเดินเข้าออกร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูกระเป๋าแบรนด์ดังกันอย่างครื้นเครงใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยด้วยความสุขสำราญ ในขณะที่ทางไร่ดวงใจกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างที่สุด...

“เห็นทีเราจะต้องจัดการขายเครื่องเรือนบางชิ้นออกไปเพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายในไร่นะคะนม” ขวัญชีวาหน้านิ่วคิ้วขมวดปรึกษาหาทางออกกับคนในบ้านซึ่งเหลือเพียงแม่นมตองนวล พี่ต้อย พี่ติ่ง และลุงเชิด ผู้เป็นพ่อ ลุงเชิดนั้นก็ชรามากแล้ว

“ไม่ต้องขายหรอกครับคุณหนู เสียดายดูสิ เครื่องเรือนแบบนี้จะหาช่างฝีมือสมัยใหม่ทำเลียนแบบได้สวยเท่ารึก็หายาก เอาไปขายจะขายได้สักกี่บาทก็ไม่รู้ หากคุณท่านอยู่ก็คงไม่อยากให้ขายแน่ๆ” ลุงเชิดออกความเห็น

“จริงด้วยค่ะ คุณหนูชีวาอย่าขายเลยนะคะ พี่ว่าเราหาทางออกอื่นดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นเราลองทำอะไรขายดีไหมคะ เงินก้อนที่คุณแม่ให้ไว้เหลืออยู่ไม่กี่พัน” ขวัญชีวาเสนอความคิดแล้วหยิบเงินในกระเป๋าผ้าซึ่งเธอเย็บเองออกมาเทต่อหน้าทุกคนแล้วนับจำนวนเพื่อให้แน่ใจว่าเงินที่เหลือจากการเคลียร์ค่าใช้จ่ายและจ่ายค่าแรงคนงานที่ค้างคาอยู่นั้นเหลือมากน้อยเท่าไหร่

“เหลือตั้งห้าพัน” พี่ติ่งอุทานอย่างยินดี

“ใช่ค่ะ ตั้งห้าพันไม่ใช่แค่ห้าพัน” ตองนวลเอ่ยย้ำเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีคุณหนูผู้อาภัพของตน

“จริงด้วยค่ะ เงินห้าพันทำอะไรได้ตั้งเยอะ เงินเหรียญเศษที่เหลือก็เหลือตั้งหลายร้อย เรามาคิดกันดีกว่าค่ะว่าเราจะทำอะไรเพื่อต่อยอดเงินที่เรามี”

“ชีวาคิดว่าจะเอาส้มที่มีในไร่ไปขายแล้วแปรรูปเป็นอาหารหรืออะไรสักอย่าง เพราะเรามีวัตถุดิบแล้ว ดีไหมคะ”

“คุณหนูก็ทำสบู่ โลชั่น ครีมอาบน้ำสิคะ ในเมื่อทำใช้เอง เราก็ลองทำขายมั่งสิคะ”

“จริงด้วย ทำไมชีวาลืมไปนะ แต่ก่อนชีวาก็ทำขายให้เพื่อนๆ บ่อยๆ นี่นา ลืมไปได้อย่างไรกัน..” ขวัญชีวายิ้มกว้างเมื่อพอเห็นทางสว่างเรืองรอง

“ก็อาจจะลืมบ้างล่ะค่ะ เพราะคุณหนูทำอะไรๆ ตั้งหลายอย่างนี่คะ” แล้วทุกคนต่างก็ยิ้มให้กันด้วยความหวังและช่วยกันคิดหาทางทำเงินจากทุนที่มีอยู่ด้วยความแช่มชื่นขึ้นหลังจากที่เครียดกันมานาน...  สองปีผ่านไป...

เวลาผ่านผันไปอย่างรวดเร็ว ทุกๆ ชีวิตล้วนแต่ดำเนินไปตามวิบากกรรมของตนเอง ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขมนุษย์ทุกคนก็ย่อมจะได้รับรู้และผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นและไม่ว่าทุกข์หรือสุขก็มักจะเข้ามาแล้วผ่านไป จะนานหรือผ่านไปเร็วมันก็แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิตของตนอย่างไร เช่นเดียวกับชีวิตของขวัญชีวาที่เริ่มจะดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นเมื่อสามารถประคับประคองไร่ดวงใจและทำให้กิจการไร่ส้มที่ขาดทุนและสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะการก่อหนี้ของผู้เป็นแม่ให้ยังคงอยู่แม้เนื้อที่ของไร่จะลดน้อยลงและตอนนี้ในไร่ก็มีผู้อาศัยอยู่เพียงไม่กี่ชีวิต แต่ไร่ดวงใจยังคงได้รับการดูแลและปรับปรุงเอาใจใส่ดูแลจนแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

“มีเนื้อที่น้อยลงเราก็ดูแลได้ทั่วถึงมากขึ้นและไม่ต้องจ้างคนเยอะเหมือนเมื่อก่อน อีกอย่างตอนนี้เราก็มีกันแค่ห้าชีวิต นมว่าแบบนี้ก็ดีแล้วนะคะคุณหนู”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป