บทที่ 9 บทที่ 9.

“ใช่ค่ะ อย่างน้อยๆ พื้นที่ที่ถูกขายไปก็อยู่ในมือของคนที่รู้คุณค่า ไว้ชีวามีเงินมากพอจะขอซื้อคืนจากพี่แดน” ขวัญชีวายิ้มบางๆ แล้วมองไร่ดวงใจที่เหลือเนื้อที่เพียงห้าสิบไร่จากสองร้อยไร่เศษในสมัยที่บิดาของเธอยังอยู่ซึ่งสมัยนั้นไร่ดวงใจรุ่งเรืองและทำเงินให้ครอบครัวของตนมหาศาลเลยทีเดียว 

“ผู้หญิงคนเดียว จะทำไหวหรือคะ ลำบากเปล่าๆ นมห่วงคุณหนูนะคะ..” นวลตองยังคงมองหญิงสาวตรงหน้าเหมือนดังเด็กหญิงชีวาผู้อาภัพอยู่ไม่เสื่อมคลาย ความรักความห่วงใยก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ตอนนี้ขวัญชีวาจะอายุ 23 ปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นคุณหนูชีวาเด็กหญิงตัวน้อยๆ ในสายตาของนางเสมอ

“ต้องไหวสิคะ ตอนนี้ชีวาก็ทำงานในไร่เป็นเกือบทุกอย่างแล้ว รถไถชีวาก็ขับได้แล้ว ไม่ได้ยากนี่คะหากเราคิดจะทำ ตอนนี้ใครๆ ก็หันมาทำการเกษตรกันแล้วค่ะ เพราะมันเป็นงานที่ยั่งยืน เราจะทำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไงคะ ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้คนในบ้านก่อน เรื่องซื้อที่คืนจากพี่แดนนั้นยังอีกยาวไกลค่ะแต่ชีวาจะซื้อคืนให้ได้แน่ๆ” หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้มมุ่งมั่น

“ใช่ค่ะ งานพวกนี้เก่งหมด แต่ทำอาหารไม่เป็น”

“โธ่ นมขา มันไม่ใช่แนวของชีวานี่คะ เป็นแค่ลูกมือนมน่ะดีแล้ว เพราะชีวาหั่นผักสวยกว่าใครๆ” หญิงสาวยิ้มกว้างไม่ได้รู้เขินอายที่ตนทำอาหารไม่เป็น 

“คุยอะไรกันอยู่จ๊ะสาวๆ” เสียงนุ่มทุ้มแสนสุภาพคุ้นหูดังขึ้น ชายแดน ชายหนุ่มที่ถูกพูดถึง เดินยิ้มร่าเข้ามาหาพร้อมทั้งไหว้นวลตองอย่างนอบน้อม

“พี่แดนมาพอดีเลยค่ะ ชีวากำลังนินทาพี่ค่ะ” หญิงสาวบอกยิ้มๆ ชายหนุ่มจึงหัวเราะเบาๆ

“สงสัยนินทาพี่เรื่องมาขอข้าวกินฟรีที่บ้านบ่อยๆ ล่ะสิ”

“แหม.. พี่แดนคิดว่าชีวางกหรือไงคะ”

“ถ้าไม่นินทาเรื่องนี้แล้วนินทาเรื่องอะไรจ๊ะ”

“ชีวากำลังคุยกับนมนวลเรื่องการขยับขยายกิจการของเราค่ะ พี่แดนมาก็ดีแล้ว ชีวามีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมทั้งเดินนำหน้าเขาไปยังม้านั่งใต้ต้นส้มต้นใหญ่ซึ่งเป็นต้นส้มต้นแรกที่บิดาของเธอปลูกไว้หน้าบ้านและมันก็แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาให้ได้นั่งเล่นใต้ต้นของมันด้วย ส่วนนวลตองก็เดินเลี่ยงไปอย่างรู้มารยาท

“ชีวามีเรื่องอะไรจะปรึกษาพี่ว่ามาได้เลย”

“ชีวาต้องการเงินเพิ่มค่ะ พี่แดนพอจะหางานให้ชีวาทำเพิ่มได้ไหมคะ” หญิงสาวบอกเขาตามตรง สำหรับชายแดนเธอวางเขาไว้ในฐานะพี่ชายที่แสนดีมาเนิ่นนานและชายแดนก็รู้ซึ้งในข้อนี้ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดเกินเลยกับเธอมากไปกว่าน้องสาวเช่นกัน อาจจะเป็นเพราะบิดามารดาเป็นเพื่อนรักสนิทสนมกันและเขากับเธอก็เห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็เป็นได้

“ชีวาอยากทำอะไรล่ะ”

“ก็คงจะเป็นงานที่ชีวาถนัดนั่นล่ะค่ะ สอนดนตรีไทย..” ขวัญชีวามีความสามารถในการเล่นดนตรีไทยแทบทุกชนิด และที่ถือว่าเป็นที่สุดของเธอก็คงจะเป็นขิมกับซอสามสาย ซึ่งหญิงสาวได้รางวัลจากเครื่องดนตรีทั้งสองชนิดนี้มาหลายรางวัลเลยทีเดียวและบิดาของเธอก็ได้สร้าง เรือนดวงใจ สำหรับให้เธอใช้เล่นดนตรีและเป็นที่เก็บเครื่องดนตรีทุกชนิดที่มีไว้ที่นั่นและขวัญชีวาโปรดปรานเรือนดวงใจอย่างที่สุดเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวหรือท้อแท้หมดหวัง หรือคิดถึงบิดาเธอก็มักจะมาหมดตัวอยู่ที่นี่

แต่เรือนดวงใจเป็นสถานที่ที่คุณดวงพรเกลียดที่สุด ร่ำๆ จะเผาทำลายที่นั่นทิ้งตั้งหลายหน แต่เหมือนมีโชคช่วยทุกครั้งที่นางคิดจะทำลายเรือนดวงใจมักมีเหตุการณ์ขึ้นขัดขวางอยู่เสมอ จนนางล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด แต่ขวัญชีวาก็ไม่เคยวางใจมารดาเรื่องนี้

“จริงสิ พี่ได้ยินเพื่อนๆ ของพี่ที่มีลูกเล็ก ประมาณห้าหกขวบอยากเรียนอยู่ ประมาณสามคน ชีวารับมือไหวมั้ย”

“ไหวค่ะ ชีวาคิดราคาไม่แพงเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง

“โอเค แล้วพี่จะติดต่อพวกเขาให้ แล้วมีเรื่องอะไรอีกมั้ยที่จะให้พี่ช่วย”

“ไม่มีแล้วค่ะ”

“ถ้างั้นชีวาก็ช่วยพี่บ้างนะ” ชายหนุ่มบอกยิ้มๆ

“ค่ะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงชีวายินดี”

“พอดีว่าอาทิตย์หน้าจะมีงานเกษียณของครูที่โรงเรียนคุณแม่พี่ ท่านก็เลยอยากให้ชีวาไปเล่นดนตรีไทยให้ท่านพอดีว่าคุณครูคนที่เป็นคนเล่นหลักในงานเขาป่วยและน้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน ท่านก็เลยนึกถึงชีวา”

“ได้เลยค่ะไม่มีปัญหา” ขวัญชีวารับภารกิจทันที

“แล้วเรื่องไร่เป็นไงบ้าง”

“ก็ดีค่ะ ตอนนี้ผักของเราก็ออกสู่ตลาดมากขึ้น ตอนนี้พวกพี่ๆ ก็ทำน้ำพริกขายกัน ได้เลขจัดแจ้งแล้วและกำลังจะเข้าโครงการโอทอปกับทางอำเภอ” ขวัญชีวายิ้มกว้างด้วยความสุข ใบหน้านวลผ่องแม้ขวัญชีวาไม่ได้ผิวขาวเป็นยองใยเช่นแฝดผู้พี่ แต่หญิงสาวก็มีผิวพรรณใสกระจ่างผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนน่ามอง ใบหน้ารูปไข่ดูสะอาดหมดจดดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายสุกใส ริมฝีปากระเรื่อดูสุขภาพดี ขวัญชีวาสวยน่ารักมีชีวิตชีวาเหมือนชื่อของเธอไม่มีผิด แต่ชายแดนก็ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับสาวสวยตรงหน้าเพราะรักเธอในฐานะน้องสาวมากว่า...

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าชีวาพาพวกพี่ๆ เขามาไกลขนาดนี้” ชายแดนชมจากใจจริง

“ก็เพราะได้พี่แดนนั่นล่ะค่ะ มีอดีตเกษตรอำเภอหนุ่มไฟแรงคอยช่วยไม่ได้ดีให้มันรู้ไปสิคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป