บทที่ 5 ใจหมดรัก vs รักหมดใจ
“มี่! นี่มัน...”
ดิฐกรอุทานลั่น หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตัวชาไปหมดเมื่อเห็นของที่อยู่ในกล่อง แท่งตรวจครรภ์ที่มีขีดสีแดงขึ้นชัดสองขีด เขาไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร
“มี่ท้อง! ลูกของพี่”
มิรันดาโพล่งออกไป สองมือเย็นเฉียบกุมกันไว้แน่น ตามองอาการตกใจของอีกฝ่ายอย่างลุ้นและรู้สึกผิดไปพร้อมกัน
“มี่...”
“มี่ตั้งใจจะให้เป็นของขวัญวันเกิดเซอร์ไพร์สพี่”
เซอร์ไพร์สเหรอ...ใช่ตอนนี้เขาทั้งเซอร์ไพร์สและงุนงงเหมือนโดนชกสมองจนมึนชาไปแล้ว
เขาอยากเว้นระยะห่างกับเธอเพื่อสำรวจหัวใจ แต่เธอกลับบอกว่ากำลังมีลูกกับเขาเสียนี่ เขาควรดีใจที่มีลูก แต่ทำไมนะ มันถึงไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างที่คิด
“พี่รู้แบบนี้แล้ว ยังจะขอเลิกกับมี่อยู่อีกไหม” เธอท้าวัดใจเขาไปตรงๆ ต่อให้ไม่รักเธอแล้ว แต่เขาก็ควรรักเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองบ้างสิ
“มี่...พี่ขอเวลาหน่อย พี่ขอเวลาคิดหน่อยได้ไหม”
คำนั้นของเขาทำให้หญิงสาวสตั้นไปชั่วขณะ
“คิดเหรอ พี่จะคิดอะไร หรือยังคิดจะทิ้งมี่กับลูก ไปอยู่ห่างกันสักพักอีกงั้นเหรอ นี่พี่จะทิ้งพวกเราได้ลงคอจริงเหรอ”
“ไม่! ไม่ใช่ พี่ไม่ได้ทิ้งมี่กับลูก ก็แค่...” ดิฐกรยกมือปาดเลือดที่หางคิ้ว ก่อนจะสบถแรงๆ ออกมา
“โธ่เว้ย!”
มิรันดาผงะ ใจหายวาบ
“มี่ท้องได้ยังไง ก็ไหนว่ากินยาคุมไม่ขาดไม่ใช่เหรอ พี่ก็ป้องกันทุกครั้งนี่นา”
คำถามนั้นทำให้คนถูกถามถึงกับสะท้านไปทั้งตัว นี่เขากำลังโยนความผิดให้เธองั้นเหรอ
“นี่พี่จะโทษว่ามี่ตั้งใจปล่อยท้องงั้นเหรอ”
“เปล่า พี่ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ว่า...พี่ยังไม่พร้อมจะแต่งงานหรือมีลูกตอนนี้ มี่เข้าใจพี่หน่อยได้ไหม”
มิรันดาสะอึกเมื่อได้ฟังเหตุผลห่วยแตกของเขา คำว่าไม่พร้อมนั่นคืออะไร
“พี่ไม่พร้อมแต่งงาน ไม่พร้อมมีลูก แต่พร้อมจะไปจากมี่ นี่หรือเปล่าที่พี่อยากให้มี่เข้าใจ” หญิงสาวเอ่ยทั้งน้ำตาที่ไหลรินกลบภาพคนรักตรงหน้าจนมองไม่เห็นความรักในแววตาคู่นั้นอีกแล้ว
คนหนึ่งใจหมดรัก แต่อีกคนกลับยังรักหมดใจ ใครควรเจ็บกว่าถ้าไม่ใช่เธอ
“มี่...วันนี้เราพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว พี่ว่ามี่ไปนอนก่อนดีกว่า ไว้อารมณ์ดีๆ เราค่อยมาพูดกันอีกทีเรื่องลูก” ดิฐกรเอาน้ำเย็นเข้าลูบเมื่อเห็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดของอีกฝ่าย
“พูดกันให้รู้เรื่องตอนนี้เลยดีกว่า ในเมื่อพี่รู้ว่ามี่กำลังจะมีลูก พี่ก็ยังอยากไปอยู่ใช่ไหม”
คำถามนั้นแทงใจดำของเขาอย่างจัง จนปฏิเสธไม่ได้
“มี่...”
มิรันดาเหยียดยิ้มทั้งน้ำตา เพียงแค่มองตาเธอก็ได้คำตอบจากเขา อยู่กันมาสี่ปีไม่นับที่คบกันมาตอนสมัยเรียนอีก เธอรู้ใจเขาทุกอย่าง แค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร รู้สึกยังไง ไม่ต้องพูดออกมาด้วยซ้ำ
“งั้นพี่ก็ไปเถอะ อยากจะอยู่ห่างแค่ไหน เอาที่พี่สบายใจเลย ไม่ต้องห่วงมี่ ของขวัญชิ้นนี้ในเมื่อพี่ไม่ต้องการงั้นก็ทิ้งไปเถอะ”
พอขาดคำ หญิงสาวก็คว้ากล่องของขวัญและที่ตรวจครรภ์เดินไปทิ้งที่ถังขยะต่อหน้าเขา พร้อมกับถอดสร้อยรูปหัวใจแทนความรัก ของขวัญวันเกิดที่เขามอบให้ ก่อนเดินตรงมาที่ร่างสูงอีกครั้ง และจับมือของเขาแบออก พร้อมกับวางมันลงไปบนฝ่ามือนั้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด
“มี่...”
“ถ้าพี่ไม่ต้องการมี่แล้ว งั้นเราก็เลิกกันเถอะ” ประโยคนั้นราวกับคมมีดกรีดใจทั้งคนพูดและคนฟังจนฉีกขาดย่อยยับ
ดิฐกรมองสร้อยในมืออย่างร้อนรุ่ม เขาไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ จริงอยู่ที่เขายังไม่อยากแต่งงาน ไม่พร้อมมีลูก แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้อยากเสียเธอไป
“วันนี้เราคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว รอให้ใจเย็นกว่านี้ ค่อยมาคุยกันอีกทีเถอะนะ”
“มี่ไม่ได้ท้องหรอก” จู่ๆ เธอก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“ว่าไงนะ!”
“นั่นที่ตรวจครรภ์ปลอม มี่ก็แค่อยากลองใจพี่ ว่าถ้าเรามีลูกด้วยกันแล้วพี่จะแต่งงานกับมี่ไหม แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าต่อให้มีลูกด้วยกัน เมื่อคนหมดใจแล้วมันก็ไร้ประโยชน์”
“หมายความว่ามี่โกหกพี่งั้นเหรอ”
“...”
หญิงสาวยืนนิ่ง ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร นอกจากน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย เธอไม่ได้ฟูมฟายหรือโวยวายใส่เขาด้วยซ้ำ แต่ความนิ่งเฉยเมยนี้กลับบีบรัดหัวใจเขามากกว่า
“งั้นวันนี้พี่จะไปนอนบ้านไอ้รามแล้วกัน”
ชายหนุ่มตัดสินใจหนีไปตั้งหลัก คิดว่าเป็นวิธีที่ดีกว่าทะเลาะกันแบบนี้
“สร้อยเส้นนี้พี่ให้มี่แล้ว พี่ไม่เอาคืน” เขายื่นสร้อยในมือคืนให้คนรัก แต่เธอกลับยืนนิ่งไม่ยอมรับ เขาจึงตัดปัญหาด้วยการวางมันบนโต๊ะอาหารที่มีเค้กวันเกิดและอาหารเย็นชืดวางอยู่
“เดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่งไป” เธอเอ่ยพลางเดินไปหยิบของในลิ้นชักเก็บของและเดินกลับมาที่โต๊ะอาหาร มันคือไฟแช็กนั่นเอง หญิงสาวใช้ไฟแช็กนั่นค่อยๆ จุดเทียนวันเกิดให้เขาทีละเล่มๆ จนครบ
“เป่าเทียนวันเกิดก่อนสิคะ ถึงมันจะเลยวันไปแล้ว แต่มี่ก็ตั้งใจทำเค้กนี่ให้พี่”
ดิฐกรใจวิบหวิวกับคำพูดของคนรัก
