บทที่ 2 ตอนที่2 ถามเสียงสั่น

ตอนที่2

ถามเสียงสั่น

กชมนจ้องภาพนั้นก่อนรีบส่ายหน้า“คนนั้นเป็นฉันค่ะ แต่วันนั้นคุณสั่งผ่านคุณมณีให้ฉันเอาแฟ้มสัญญาที่แก้ไขแล้วเข้าไปวางบนโต๊ะ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นคุณมีประชุมตั้งแต่เจ็ดโมง ฉันเข้าไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำค่ะ แล้วก็ออกมาเลย” กชมนอธิบายอย่างรวดเร็ว พยายามรื้อฟื้นเหตุการณ์ทั้งหมดจากความทรงจำเพื่อให้คนตรงหน้ามองเห็นความจริง

“คุณมณีบอกว่าเธอฝากข้อความให้คุณจริง แต่ไม่มีใครอยู่ในห้องกับคุณตอนที่คุณเข้าไป และกล้องในห้องทำงานไม่ได้บันทึกภาพเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้บริหาร ดังนั้นไม่มีอะไรยืนยันว่าตลอดเวลาที่คุณอยู่ข้างใน คุณทำแค่เอาแฟ้มไปวาง”

เกริกวิทย์ตอบพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ และแววตาที่เคยมองเธอด้วยความไว้วางใจในฐานะลูกน้องคนหนึ่งกลับมีเพียงความเคลือบแคลง

“ถ้าฉันตั้งใจจะขโมยข้อมูลจริง ฉันจะเดินผ่านกล้องวงจรปิดให้เห็นหน้าชัดขนาดนั้นทำไมคะ ฉันทำงานกับคุณมานาน ฉันรู้ทุกจุดว่าตรงไหนมีกล้อง ตรงไหนไม่มี ถ้าฉันคิดจะทำผิดจริง อย่างน้อยฉันก็คงไม่ทำอะไรโง่จนทิ้งหลักฐานชัดเจนไว้ขนาดนี้” กชมนถามกลับอย่างพยายามใช้เหตุผล ขณะที่ความเจ็บปวดเริ่มแทรกเข้ามาแทนความตกใจทีละน้อย

ดวงตาของเกริกวิทย์ไหววูบเพียงเสี้ยววินาที

เพราะสิ่งที่เธอพูดมีเหตุผลแต่แฟ้มอีกชุดที่วางอยู่ตรงหน้าเขาทำให้ความลังเลนั้นหายไปแทบจะทันที

ชายหนุ่มเปิดมันออกแล้วเลื่อนเอกสารอีกแผ่นมาให้“แล้วเรื่องนี้ล่ะ คุณจะอธิบายยังไง” เขาถามเสียงเย็นกว่าเดิมขณะที่สายตาจับจ้องเธอเหมือนกำลังรอคำแก้ตัวอีกชุด

กชมนหยิบเอกสารขึ้นมามันเป็นรายการเดินบัญชีของมารดาเธอมีเงินจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาทถูกโอนเข้าเมื่อไม่กี่วันก่อน

หญิงสาวเบิกตากว้าง“คุณเอารายการบัญชีของแม่ฉันมาจากไหนคะ” กชมนถามเสียงสั่น ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด แต่เพราะเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่คิด

“คำถามที่คุณควรตอบไม่ใช่ว่าผมได้มันมายังไง แต่คุณควรตอบว่าเงินก้อนนี้มาจากไหน และทำไมมันถึงเข้าบัญชีแม่คุณในช่วงเวลาเดียวกับที่ข้อมูลบริษัทหลุดไปถึงคู่แข่ง” เกริกวิทย์ตอบโดยไม่หลบสายตา ท่าทางเด็ดขาดของเขาทำให้คนอื่นภายในห้องต่างเงียบกริบ

กชมนสูดลมหายใจลึก“เงินก้อนนี้มาจากการขายที่ดินของครอบครัวค่ะ ที่ดินผืนนั้นเป็นของคุณตาฉัน พอท่านเสีย แม่กับน้าตกลงขายแล้วแบ่งเงินกัน ฉันสามารถเอาสัญญาซื้อขายมาให้ดูได้ ถ้าคุณต้องการหลักฐาน ฉันหาให้ได้ทั้งหมดค่ะ” เธออธิบายอย่างละเอียดพลางพยายามกดความน้อยใจเอาไว้ เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสอบสวนในฐานะอาชญากร

“บังเอิญดีนะ ทั้งข้อมูลในระบบ ทั้งภาพคุณเข้าห้องผม ทั้งเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชีคนในครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน แล้วคุณก็บอกผมว่ามันไม่เกี่ยวกันทั้งหมด” เกริกวิทย์พูดช้า ๆ พลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับไม่มีรอยยิ้มอยู่เลย

ประโยคนั้นทำให้กชมนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเธอมองผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ

คนคนนี้คือเจ้านายที่เธอทำงานให้เกินเวลาแทบทุกวันคือผู้ชายที่เธอเคยกลับเข้าบริษัทตอนดึกเพียงเพราะเขาลืมเอกสารคือคนที่เธอจำได้ว่าแพ้กาแฟหวานเกินไป ไม่กินขิง ไม่ชอบห้องประชุมที่อุณหภูมิต่ำกว่าเท่าไร และมักมีอาการปวดศีรษะหากต้องทำงานต่อเนื่องโดยไม่ได้กินอาหาร

กชมนรู้เรื่องเล็ก ๆ ของเขามากมายเพราะความใส่ใจนั้นเติบโตมาจากความรู้สึกที่เธอเก็บซ่อนเอาไว้หลายปีแต่วันนี้ เกริกวิทย์กำลังมองเธอเหมือนคนแปลกหน้าที่สามารถขายทุกอย่างได้เพราะเงิน

“ถ้าคุณตัดสินไปแล้วว่าฉันผิด ไม่ว่าฉันพูดอะไรคุณก็คงไม่เชื่ออยู่ดีใช่ไหมคะ” กชมนถามด้วยน้ำเสียงเบาลง ขณะความผิดหวังทำให้ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว

“ผมยังไม่ได้ตัดสิน แต่หลักฐานที่อยู่ตรงหน้ามันทำให้ผมไม่มีเหตุผลจะเชื่อคำพูดลอย ๆ ของคุณ” เกริกวิทย์ตอบพลางพับมือบนโต๊ะ และความแข็งกระด้างในท่าทีทำให้ถ้อยคำของเขาหนักหนายิ่งขึ้น

“คำพูดของฉันกลายเป็นคำพูดลอย ๆ ตั้งแต่เมื่อไรคะ ตลอดสามปีที่ฉันทำงานให้คุณ ฉันเคยโกหกเรื่องงานสักครั้งหรือเปล่า ฉันเคยเอาความลับของบริษัทไปพูดที่ไหนหรือเคยทำอะไรให้คุณต้องเสียหายแม้แต่ครั้งเดียวไหม”

กชมนถามยาว ๆ ด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย ขณะที่พยายามมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลต่อหน้าคนในห้อง

“คนเราจะทำดีมานานแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันที่เปลี่ยน และเงินจำนวนมากก็เปลี่ยนคนได้ง่ายกว่าที่คุณคิด” เกริกวิทย์ตอบอย่างเด็ดขาด ก่อนความเย็นชาของประโยคนั้นจะทำให้ใบหน้าหญิงสาวซีดลงอีกขั้น

กชมนเม้มริมฝีปากความเงียบปกคลุมห้องอยู่หลายวินาทีสุดท้ายเธอพยักหน้าช้า ๆ“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงไม่มีอะไรต้องพูดต่อ เพราะหลักฐานทั้งหมดที่คุณมีดูจะมีน้ำหนักมากกว่าความซื่อสัตย์ที่ฉันทำให้เห็นมาตลอดสามปีอยู่แล้ว” กชมนตอบด้วยเสียงราบเรียบขึ้นอย่างคนที่กำลังใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดควบคุมตัวเองไม่ให้แตกสลายต่อหน้าคนอื่น

เกริกวิทย์ขมวดคิ้วเขาไม่ชอบท่าทีแบบนั้น

ทั้งที่เป็นเขาเองซึ่งเป็นฝ่ายกดดันเธอ

“ระหว่างที่ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ ผมขอพักงานคุณชั่วคราว คุณไม่มีสิทธิ์เข้าระบบบริษัทและห้ามติดต่อเรื่องโครงการกับบุคคลภายนอกทั้งหมด หากพบว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม บริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น”

เขาประกาศเสียงนิ่งพลางเลื่อนเอกสารคำสั่งพักงานไปตรงหน้า และบางส่วนในแววตาแข็งกร้าวราวกับกำลังบังคับตัวเองไม่ให้ใจอ่อน

กชมนมองกระดาษแผ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นรับทราบ

“ฉันเข้าใจค่ะ และระหว่างที่ตรวจสอบ ฉันจะเตรียมหลักฐานเรื่องเงินของแม่ทั้งหมดให้ฝ่ายกฎหมาย แต่ฉันอยากขอให้บริษัทระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวของครอบครัวฉันด้วย เพราะแม่ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และฉันไม่อยากให้ท่านต้องเดือดร้อนเพราะข้อกล่าวหาที่ฉันยังไม่ได้ทำ”

เธอบอกอย่างสุภาพพลางวางปากกาลง แม้ในดวงตาจะมีความเสียใจจนคนที่มองสบอาจเห็นได้ชัด

“ถ้าแม่คุณไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีใครทำอะไรท่าน” เกริกวิทย์ตอบสั้นในความหมาย แต่ประโยคยังคงยาวและหนักแน่นพอจะตอกย้ำว่าเขามองเรื่องนี้ในฐานะคดีของบริษัทมากกว่าความรู้สึกของคนตรงหน้า

กชมนพยักหน้าเธอเก็บสมุดที่ไม่เคยได้เปิดขึ้นมาถือไว้ก่อนลุกจากเก้าอี้“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวนะคะ” เธอเอ่ยพลางก้มศีรษะให้คนในห้อง และความสง่างามที่ยังรักษาไว้แม้กำลังถูกกล่าวหากลับทำให้บางคนเริ่มหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป