บทที่ 4 ตอนที่ 4 มีค่ามากกว่าคำพูด
ตอนที่ 4
มีค่ามากกว่าคำพูด
หลังออกจากห้องประชุม กชมนเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานด้วยฝีเท้าที่ดูปกติเธอไม่อยากให้ใครเห็นว่ามือกำลังสั่นแต่เมื่อหยุดตรงหน้าโต๊ะที่นั่งทำงานมาสามปี ภาพของทุกวันที่ผ่านมาเหมือนย้อนกลับมาในเวลาเดียวกันแก้วน้ำที่เธอใช้ทุกวันแฟ้มตารางนัดหมายของเกริกวิทย์ต้นกระบองเพชรเล็ก ๆ ที่พิมพ์ดาวเคยเอามาให้แม้กระทั่งกล่องยาแก้ปวดศีรษะที่เธอเตรียมไว้เผื่อเจ้านายทุกอย่างเหมือนเดิมมีเพียงสถานะของเธอที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
โทรศัพท์ส่วนตัวสั่นขึ้นชื่อพิมพ์ดาวปรากฏบนหน้าจอกชมนกดรับ
“มน เกิดอะไรขึ้น ฉันเห็นคนในกลุ่มบริษัทคุยกันว่ามีข้อมูลประมูลรั่ว แล้วทำไมมีคนบอกว่าเธอถูกเรียกไปคุยกับฝ่ายกฎหมาย เธอโอเคหรือเปล่า” พิมพ์ดาวถามรวดเดียวด้วยความเป็นห่วง ขณะที่เสียงรอบข้างของเธอบอกว่ากำลังรีบเดินออกจากสถานที่ทำงานของตัวเอง
กชมนหลับตาลงเพียงได้ยินเสียงเพื่อน น้ำตาที่พยายามกักไว้ก็แทบไหล
“ฉันถูกพักงานน่ะดาว หลักฐานมันชี้มาที่ฉันหมดเลย ทั้งบัญชีที่ใช้เปิดไฟล์ ภาพจากกล้องวันที่ฉันเข้าไปวางเอกสารในห้องคุณเกริกวิทย์ แล้วก็เงินที่แม่เพิ่งได้จากการขายที่ดิน ทุกอย่างถูกโยงเข้าหากันจนถ้าเป็นคนนอกมอง ฉันเองก็คงคิดว่าคนในหลักฐานมีพิรุธเหมือนกัน” กชมนเล่าเสียงเบาพลางนั่งลงบนเก้าอี้ เพราะความรู้สึกหมดแรงทำให้เธอยืนต่อแทบไม่ไหว
“แล้วบอสของเธอว่ายังไง อย่าบอกนะว่าเขาเชื่อว่าเธอทำจริง ทั้งที่เธอถวายชีวิตให้บริษัทเขาจนแทบไม่รู้แล้วว่าวันหยุดหน้าตาเป็นยังไง” พิมพ์ดาวถามอย่างมีอารมณ์ และความไม่พอใจแทนเพื่อนชัดเจนจนแทบเห็นสีหน้าผ่านน้ำเสียงได้
กชมนกลืนน้ำลาย“เขาบอกว่าหลักฐานตรงหน้ามีน้ำหนักมากกว่าคำพูดลอย ๆ ของฉัน” เธอตอบเบามาก ขณะนิ้วกำชายกระโปรงแน่นเพราะประโยคนั้นยังคงกรีดซ้ำอยู่ในใจ
ปลายสายเงียบไปทันทีก่อนเสียงพิมพ์ดาวจะดังขึ้นอีกครั้ง
“มน ฟังฉันนะ เธอไม่ต้องร้องไห้เพราะผู้ชายคนนั้น ถ้าเขารู้จักเธอมาสามปีแล้วยังมองไม่ออกว่าเธอเป็นคนยังไง นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ของเธอ และถ้าบริษัทจะตรวจ เธอก็ให้เขาตรวจไป เราหาหลักฐานเรื่องที่ดินให้ครบ ฉันจะช่วยเธอเอง”
พิมพ์ดาวพูดยาวอย่างหนักแน่น และความจริงใจของเพื่อนทำให้กชมนต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นสะอื้น
“ฉันไม่ได้เสียใจแค่เรื่องงานหรอกดาว ถ้าเป็นคนอื่นสงสัยฉัน ฉันคงไม่เจ็บขนาดนี้ แต่เพราะเป็นเขา...ฉันถึงรู้สึกเหมือนสิ่งที่ฉันทำมาตลอดไม่มีความหมาย อะไรเลย”
กชมนยอมรับทั้งที่เสียงเริ่มสั่น และนี่เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกซึ่งเก็บไว้หลายปีหลุดออกมาต่อหน้าใครสักคนอย่างชัดเจน
พิมพ์ดาวถอนหายใจยาวเธอเป็นคนเดียวที่รู้ว่ากชมนรักเกริกวิทย์รักทั้งที่ไม่ได้หวังสถานะรักทั้งที่รู้ว่าโลกของเขากับเธอห่างกันแค่ไหน
“เธอยังรักเขาอยู่ใช่ไหม” พิมพ์ดาวถามเบาลงอย่างเข้าใจ ขณะที่คำถามนั้นแทงเข้าไปตรงจุดที่กชมนไม่อยากยอมรับมากที่สุด
กชมนมองผ่านกระจกออกไปยังเมืองด้านนอก
“รักสิ ถ้าไม่รักฉันคงไม่เจ็บแบบนี้หรอก” เธอตอบพร้อมน้ำตาหยดแรกที่ไหลลงบนแก้ม และในที่สุดกำแพงที่พยายามประคองไว้ตั้งแต่เช้าก็พังลงเงียบ ๆ
ช่วงบ่าย กชมนเก็บของส่วนตัวใส่กล่อง
ตามคำสั่งพักงาน เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อแต่แทนที่จะกลับบ้านทันที หญิงสาวกลับนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกตัดสิทธิ์เข้าระบบแล้วเป็นเวลานานก่อนหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาหนึ่งแผ่นเธอพิมพ์จดหมายสั้น ๆอ่านทบทวนสามครั้งและเซ็นชื่อตรงท้ายมันคือใบลาออก
กชมนไม่รู้ว่าผลตรวจสอบจะจบอย่างไร
แต่เธอรู้แล้วว่า ต่อให้บริษัทพิสูจน์ได้ว่าเธอบริสุทธิ์ เธอก็ไม่สามารถนั่งทำงานหน้าห้องของผู้ชายที่มองเธอแบบเช้าวันนี้ได้เหมือนเดิมอีกเธอไม่โกรธเขาที่ต้องตรวจสอบเพราะเกริกวิทย์เป็นผู้บริหาร มีหน้าที่ปกป้องบริษัทแต่สิ่งที่ทำให้เธอหมดแรงคือเขาไม่เคยถามสักคำว่าเธอเป็นอย่างไรไม่เคยให้พื้นที่กับความเป็นไปได้ว่าเธออาจถูกใส่ร้ายแม้แต่ประวัติการทำงานสามปีก็ไม่เพียงพอให้เขาลดความแข็งกร้าวลงสักนิด
เธอถือใบลาออกเดินไปหน้าห้องเขาช่วงใกล้เย็น
เลขานุการอาวุโสพยายามห้าม“คุณกชมนคะ ตอนนี้คุณเกริกวิทย์กำลังประชุมเรื่องงานคืนนี้อยู่ ถ้าไม่ด่วน ฝากเอกสารไว้กับดิฉันก็ได้ค่ะ” หญิงวัยกลางคนบอกอย่างเกรงใจ ขณะที่มองกล่องของใช้ส่วนตัวในมือกชมนแล้วพอจะเดาได้ว่าเอกสารนั้นคืออะไร
“ไม่เป็นไรค่ะ ฝากให้คุณเกริกวิทย์ด้วยนะคะ แล้วช่วยบอกเขาว่าฉันขอบคุณสำหรับโอกาสตลอดสามปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องตรวจสอบ ฉันยังให้ความร่วมมือทุกอย่างเหมือนเดิม ถึงจะลาออกแล้วก็ตาม” กชมนบอกพร้อมยื่นซองเอกสารให้ และรอยยิ้มอ่อนล้าของเธอทำให้คนรับยิ่งรู้สึกสงสาร
หญิงสาวหันหลังเดินออกไปแต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ใบลาออกก็ถูกวางบนโต๊ะเกริกวิทย์
ชายหนุ่มเปิดอ่านเพียงไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
ธีรดนย์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็น“อะไร ทำหน้าเหมือนบริษัทโดนถอนใบอนุญาตอีกเรื่องแล้วหรือไง” ธีรดนย์ถามกึ่งแซวพลางวางปากกาลง แต่เมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าเรื่องตรงหน้าคงไม่เหมาะกับการเล่นมากนัก
เกริกวิทย์วางกระดาษลง“กชมนลาออก” เขาตอบเสียงห้วนกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ขณะที่สายตายังค้างอยู่ตรงลายเซ็นด้านล่างของกระดาษ
