บทที่ 5 ตอนที่5 พับใบลาออก

ตอนที่5

พับใบลาออก

ธีรดนย์เลิกคิ้ว“แล้วนายแปลกใจอะไร ในเมื่อเช้านี้นายพักงานเธอและให้ฝ่ายกฎหมายตรวจทุกอย่างจนคนทั้งชั้นรู้หมดแล้วว่าเธอถูกสงสัย ถ้าเป็นฉัน ต่อให้บริสุทธิ์ก็อาจไม่อยากกลับมาทำงานเหมือนกัน” เขาพูดตรง ๆ พลางเอนตัวพิงเก้าอี้ และนิสัยไม่เกรงใจใครทำให้เขากล้าวิจารณ์ญาติผู้พี่แม้อีกฝ่ายจะเป็นประธานบริษัท

เกริกวิทย์เงยหน้าขึ้น“ผมไม่ได้ไล่เธอออก ผมแค่พักงานจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ” เขาตอบเสียงเย็น ขณะที่ความไม่พอใจบางอย่างเริ่มชัดขึ้นในสีหน้า

“สำหรับคนถูกสงสัยต่อหน้าผู้บริหารครึ่งห้อง มันต่างกันมากหรือ” ธีรดนย์ถามกลับยาว ๆ พลางมองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน และนั่นทำให้เกริกวิทย์นิ่งไปชั่วครู่

ชายหนุ่มพับใบลาออกแล้วใส่กลับในซอง“คืนนี้เธอต้องมางานเลี้ยงของบริษัทอยู่แล้ว ผมจะคุยกับเธอเอง” เขาบอกพลางวางซองไว้ข้างแฟ้มสำคัญ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะคุยอะไร เพียงแต่ความคิดว่ากชมนจะหายไปจากบริษัทอย่างถาวรกลับทำให้เขาหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล

ธีรดนย์มองท่าทางนั้นก่อนยิ้มบาง ๆ“นายแน่ใจหรือว่าที่อยากคุยเพราะเรื่องงาน ไม่ใช่เพราะรับไม่ได้ที่เธอเลือกเดินออกไปเอง” เขาถามพลางหยิบแก้วกาแฟขึ้นดื่ม และคำถามตรงเกินไปทำให้คนถูกถามตวัดสายตามองทันที

“ผมไม่ชอบให้ลูกน้องหนีปัญหา” เกริกวิทย์ตอบเรียบ ๆ และเหตุผลที่หยิบขึ้นมาใช้กลับฟังแข็งเกินไปแม้กระทั่งในหูของตัวเอง

ธีรดนย์หัวเราะเบา ๆ“งั้นก็หวังว่านายจะพูดกับเธอดีกว่าในห้องประชุมหน่อย เพราะจากหน้าตอนที่เดินออกไปเมื่อเช้า ถ้าโดนซ้ำอีกที คนที่นายเรียกว่าลูกน้องอาจไม่เหลืออะไรอยากพูดกับนายแล้วจริง ๆ”

เขาเตือนโดยไม่ได้รู้เลยว่า คำพูดนั้นจะกลายเป็นลางบอกเหตุของค่ำคืนซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนสองคนไปตลอดกาล

โรงแรมหรูใจกลางเมืองถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองพันธมิตรทางธุรกิจในคืนนั้น

เดิมกชมนมีหน้าที่ดูแลกำหนดการทั้งหมดและพักค้างที่โรงแรมเพื่อจัดการงานช่วงเช้าวันถัดไป ห้องพักจึงถูกจองไว้ก่อนเกิดเรื่อง

หลังลังเลอยู่นาน เธอตัดสินใจมางานเพียงเพื่อส่งมอบรายละเอียดให้คนรับช่วงต่อ และเก็บของบางส่วนที่นำมาวางไว้ในห้องพักตั้งแต่วันก่อน

กชมนไม่ได้อยู่จนงานเริ่มเต็มรูปแบบเธอส่งเอกสารให้ทีมงานเสร็จก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นพักชุดเดรสสีอ่อนที่เตรียมไว้สำหรับงานยังแขวนอยู่ในตู้โดยไม่ได้ใช้

หญิงสาวมองมันครู่หนึ่ง ก่อนหันไปเก็บของส่วนตัวลงกระเป๋า

เสียงเคาะประตูดังขึ้นกชมนคิดว่าอาจเป็นพนักงานโรงแรมแต่เมื่อเปิดประตู ร่างสูงของคนที่เธอไม่อยากพบที่สุดกลับยืนอยู่ตรงนั้น

เกริกวิทย์ยังอยู่ในชุดสูทจากงานเลี้ยง เนกไทถูกคลายเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

กชมนมือค้างอยู่บนลูกบิด“คุณมีอะไรหรือคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ห่างเหิน ขณะที่ความเหนื่อยล้าทั้งวันทำให้ไม่เหลือแรงแม้แต่จะประหลาดใจว่าเขารู้เลขห้องได้อย่างไร

“ผมควรถามคุณมากกว่าว่ากำลังทำอะไร” เกริกวิทย์ตอบพลางมองกระเป๋าเดินทางที่เปิดอยู่บนเตียง และภาพนั้นทำให้ความคิดว่าเธอกำลังเตรียมหายไปยิ่งตอกย้ำอารมณ์ขุ่นมัวที่สะสมมาตลอดวัน

กชมนขมวดคิ้ว“ฉันกำลังเก็บของค่ะ พรุ่งนี้ไม่จำเป็นต้องทำงานแล้ว ของที่เอามาไว้ก็ต้องเอากลับ เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือคะ” เธออธิบายพลางเปิดประตูค้างไว้โดยไม่ได้เชื้อเชิญให้เขาเข้ามา และท่าทีชัดเจนว่าต้องการให้บทสนทนาจบตรงทางเดิน

“แล้วใบลาออกล่ะ นั่นก็เป็นเรื่องปกติสำหรับคุณเหมือนกันหรือ พอมีปัญหาก็ลาออก เก็บของ แล้วเดินไปจากบริษัททันทีโดยไม่รอให้การตรวจสอบจบ” เกริกวิทย์ถามยาว ๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้ และ             ความไม่พอใจในแววตาทำให้กชมนต้องถอยหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก“การลาออกไม่ได้หมายความว่าฉันหนีการตรวจสอบค่ะ ฉันบอกเลขานุการคุณแล้วว่าฉันพร้อมให้ข้อมูลทุกอย่าง และถ้าฝ่ายกฎหมายเรียก ฉันก็จะไป แต่ฉันคิดว่าหลังจากวันนี้ ฉันคงไม่สามารถกลับไปนั่งทำงานหน้าห้องคุณแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก” กชมนตอบอย่างพยายามรักษาความสงบ ขณะที่ประตูยังเปิดอยู่และเธอไม่ต้องการทะเลาะกับเขาต่อหน้าคนภายนอก

เกริกวิทย์ก้าวเข้ามาในห้องเองก่อนดึงประตูปิด

การกระทำนั้นทำให้กชมนชะงัก

“ผมยังไม่ได้อนุมัติใบลาออกของคุณ” เขาบอกพลางหันกลับมามองเธอ และความเด็ดขาดในน้ำเสียงสะท้อนนิสัยของคนที่เคยชินกับการเป็นฝ่ายกำหนดทุกอย่าง

“ฉันยื่นลาออก ไม่ได้ยื่นขออนุญาตลาไปเที่ยวค่ะ ต่อให้ต้องทำตามระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามสัญญา ฉันก็ทำได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์บังคับให้ฉันทำงานกับคุณไปตลอดชีวิต” กชมนตอบกลับเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้น และการที่เธอไม่ยอมอ่อนให้เหมือนทุกครั้งกลับยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของชายหนุ่ม

เกริกวิทย์จ้องหน้าเธอ“รีบออกจากบริษัทขนาดนี้เพราะมีที่ใหม่รออยู่แล้วหรือเปล่า หรือคนที่ซื้อข้อมูลจากคุณรับปากจะให้งานดีกว่าเดิมด้วย” เขาถามอย่างเย็นชา และทันทีที่พูดจบ แววตาของกชมนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

หญิงสาวนิ่งสนิทเหมือนถูกอะไรบางอย่างฟาดเข้ากลางหน้า“คุณตามขึ้นมาถึงนี่เพียงเพื่อจะพูดกับฉันแบบนี้หรือคะ” กชมนถามช้า ๆ ขณะมองคนตรงหน้าด้วยแววตาผิดหวังจนแทบไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่

“ผมตามมาเพราะอยากรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ คุณถูกสงสัยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่สิ่งแรกที่ทำคือยื่นลาออก แล้วคืนนี้ก็เก็บของเตรียมออกจากโรงแรม คุณจะให้ผมคิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไง” เกริกวิทย์ตอบเสียงต่ำ พลางกำมือข้างลำตัวแน่นเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมท่าทีหมดหวังของเธอถึงทำให้ตัวเองรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเวลาที่เธอโต้เถียงเสียอีก

“คุณอยากรู้จริง ๆ หรือคะว่าฉันคิดอะไรอยู่” กชมนถามพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างคนที่ความอดทนใกล้หมด และน้ำตาที่กลั้นมาตลอดวันเริ่มเอ่อขึ้นอีกครั้ง

“พูดมาสิ ผมก็มาที่นี่เพื่อฟังคุณ” เกริกวิทย์ตอบทันที แม้สีหน้าจะยังแข็ง แต่ลึกลงไปเขากลับหวังอย่างประหลาดว่าเธอจะมีเหตุผลบางอย่างซึ่งลบล้างทุกหลักฐานได้

กชมนมองเขานิ่งนานหลายวินาที“ฉันคิดว่าฉันเหนื่อยค่ะ เหนื่อยกับการต้องอธิบายความบริสุทธิ์ให้คนที่ตัดสินฉันไปแล้วฟัง เหนื่อยกับการที่ทุกอย่างที่ฉันทำมาตลอดสามปีไม่มีน้ำหนักพอให้คุณคิดสักนิดว่าบางทีฉันอาจไม่ได้เลวอย่างที่หลักฐานพยายามบอก และเหนื่อยที่สุดกับการที่ฉันยังโง่พอจะเสียใจกับสายตาของคุณมากกว่าสิ่งที่คนอื่นทั้งบริษัทกำลังคิดกับฉัน” เธอพูดยาวโดยไม่หลบสายตา และน้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงขอบตาทำให้ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวอย่างเจ็บปวด

เกริกวิทย์นิ่ง“ถ้าคุณบริสุทธิ์จริง คุณควรอยู่พิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่เดินหนี” เขาตอบหลังเงียบไปครู่หนึ่ง พลางพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ

กชมนส่ายหน้า“ฉันไม่ได้เดินหนีจากข้อกล่าวหาค่ะ ฉันเดินออกจากคุณต่างหาก เพราะฉันเพิ่งรู้ว่าสถานที่ที่ฉันทุ่มเทให้ทุกอย่างมาตลอดไม่ได้มีพื้นที่ให้ความไว้ใจฉันเลย และคนที่ฉันเคยคิดว่าอย่างน้อยน่าจะรู้จักฉันมากกว่าคนอื่น กลับเป็นคนแรกที่มองฉันแย่ที่สุด” เธอตอบพร้อมยกมือเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่ต้องการให้เขาเห็นความอ่อนแอมากกว่านี้

คำว่า คนที่ฉันเคยคิดว่าอย่างน้อยน่าจะรู้จักฉัน ทำให้เกริกวิทย์ขมวดคิ้วบางสิ่งในน้ำเสียงเธอมีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง

“ทำไมคุณต้องสนใจมากขนาดนั้นว่าผมคิดกับคุณยังไง” เขาถามตรง ๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว และคำถามนั้นทำให้กชมนเงียบไปทันที

หญิงสาวหลบตา“ไม่สำคัญหรอกค่ะ” เธอตอบเบา ๆ ขณะที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บไปทั้งอก เพราะรู้ว่าหากพูดออกไป ทุกอย่างที่ปิดบังมาหลายปีจะไม่มีวันกลับคืน

“เมื่อกี้คุณยังบอกว่าเสียใจกับสายตาผมมากกว่าคนอื่น แล้วตอนนี้กลับบอกว่าไม่สำคัญ คุณกำลังปิดบังอะไรผมอีกหรือเปล่า” เกริกวิทย์ถามพลางมองใบหน้าเธออย่างค้นหา และคำว่า ปิดบัง ทำให้เส้นความอดทนเส้นสุดท้ายของกชมนขาดลงในที่สุด

เธอเงยหน้าขึ้นทันที“ใช่ค่ะ ฉันปิดบังคุณอยู่เรื่องหนึ่ง และมันเป็นเรื่องเดียวที่ฉันปิดบังมาตลอดสามปี แต่ไม่ใช่เรื่องข้อมูลบริษัท ไม่ใช่เรื่องเงิน และไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น” กชมนพูดด้วยเสียงสั่นแรง ขณะที่น้ำตาไหลลงมาอีกครั้งโดยเธอไม่ได้เช็ดมันออก

เกริกวิทย์หรี่ตาลง“เรื่องอะไร” เขาถามเสียงต่ำ และหัวใจของเขาเองกลับเต้นหนักขึ้นอย่างไม่เข้าใจเหตุผล

กชมนกำมือแน่นเธอควรหยุดควรกลืนมันกลับลงไปแต่ความเจ็บตลอดทั้งวันทำให้เธอไม่อยากรักษาอะไรไว้อีกแล้ว

“ฉันรักคุณค่ะ นั่นคือเรื่องที่ฉันปิดบัง ฉันรักคุณมานานแล้ว รักทั้งที่รู้ว่าคุณไม่เคยมองฉันเป็นอะไรนอกจากลูกน้อง รักทั้งที่รู้ว่าฐานะของเราแตกต่างกัน และฉันก็ไม่เคยคิดจะบอกเพราะไม่ต้องการให้ความรู้สึกส่วนตัวกระทบงาน แต่วันนี้คุณอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงสนใจว่าคุณมองฉันยังไง นี่คือคำตอบค่ะ เพราะคนที่กำลังมองฉันเหมือนเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงิน คือคนที่ฉันรักมาตลอด” เธอสารภาพออกมารวดเดียวทั้งน้ำตา และหลังคำสุดท้ายหลุดออกไป หัวใจที่หนักอึ้งมาหลายปีกลับไม่ได้เบาลงเลยสักนิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป