บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนพายุพาหัวใจมาพบกัน

ตอนที่ 1

คืนพายุพาหัวใจมาพบกัน

ฝนบนดอยไม่เคยตกเหมือนฝนในเมือง มันไม่ได้โปรยลงมาอย่างสุภาพ ไม่ได้เคาะกระจกเบา ๆ เหมือนต้องการขออนุญาต แต่เทลงมาราวกับท้องฟ้าถูกฉีกขาด สายน้ำหนักหน่วงกระหน่ำใส่แนวไหล่เขา ตีใบชาเขียวเข้มจนสั่นระริกเป็นแผ่นคลื่น เสียงลมลอดผ่านช่องเขาหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของใครบางคนที่หลงทางอยู่กลางม่านหมอก

อชิรญากระชับเสื้อคลุมผืนเก่ารอบตัว ขณะที่มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารของเด็กนักเรียนไว้แน่น อีกมือกำร่มที่แทบไม่อาจต้านลมได้ เธอเพิ่งเดินออกจากโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยหลังเก็บสมุดการบ้านชุดสุดท้ายเสร็จ เด็ก ๆ กลับบ้านไปตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ แล้ว เหลือเพียงเธอที่อยู่จัดห้องเรียนจนฟ้าเริ่มมืด

ทางดินแดงจากโรงเรียนลงไปยังไร่ชาลื่นจนต้องค่อย ๆ ก้าวอย่างระวัง แต่เธอคุ้นชินกับเส้นทางนี้มาตั้งแต่เด็ก ทุกโค้ง ทุกก้อนหิน ทุกต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งขวางทาง ล้วนเป็นเหมือนคนรู้จักเก่าแก่ที่เธอจำได้แม้ในคืนฝนหนัก

อชิรญาหยุดเท้าเมื่อฟ้าแลบสว่างวาบเหนือสันเขา ตามด้วยเสียงฟ้าร้องกึกก้องจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาดำด้วยความกังวล

ฝนตกหนักเกินไป ถนนช่วงโค้งผาพญาหมอกอาจเกิดดินถล่มได้ทุกเมื่อ และวันนี้มีข่าวว่าคนจากกรุงเทพฯ จะขึ้นมาดูพื้นที่โครงการรีสอร์ตอีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าคนพวกนั้นกลับลงดอยไปแล้วหรือยัง แต่หากยังอยู่บนถนนในเวลาแบบนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย

เพียงคิดได้เท่านั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกฝนขึ้นมา

เอี๊ยด!

เสียงยางรถเสียดสีกับพื้นถนนเปียกลื่นดังยาวผิดปกติ ก่อนตามด้วยเสียงกระแทกหนักราวกับโลหะทั้งคันชนเข้ากับหินผา จากนั้นทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงกิ่งไม้หักและดินไหลครืนจะดังไล่ลงมาตามลาดเขา

หัวใจของอชิรญากระตุกวูบ เธอหันขวับไปทางถนนสายบนทันที ร่มในมือถูกลมพัดพลิกจนหงาย เธอไม่สนใจอีกต่อไป รีบยัดแฟ้มเอกสารไว้ใต้ชายเสื้อแล้ววิ่งฝ่าฝนขึ้นไปตามทางลัดเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านใช้กัน

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ...ขอให้ยังทันเถอะ”

เสียงของเธอแทบจมหายไปในสายฝน แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจริงใจ อชิรญาไม่รู้ว่าคนในรถเป็นใคร ไม่รู้ว่าดีหรือร้าย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นจะเกี่ยวข้องกับนายทุนที่เธอไม่อยากพบหรือไม่ แต่ในวินาทีที่ได้ยินเสียงรถตกลงข้างทาง สิ่งเดียวที่เธอคิดได้คือมีคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ

และบนดอยแห่งนี้ คนที่เห็นคนอื่นกำลังจะตาย ไม่มีสิทธิ์เดินหนี

ทางลัดเต็มไปด้วยโคลนและน้ำป่าไหลผ่าน อชิรญาลื่นล้มจนหัวเข่ากระแทกหิน ความเจ็บแล่นแปลบขึ้นมา แต่เธอฝืนลุก วิ่งต่อไปจนถึงจุดที่ถนนเลียบหน้าผาถูกฝนซัดจนมองแทบไม่เห็นเส้นทาง

แสงไฟหน้ารถข้างหนึ่งส่องริบหรี่อยู่ต่ำกว่าระดับถนน รถยนต์สีดำคันหนึ่งเสียหลักตกลงไปติดอยู่กับพุ่มไม้และก้อนหินใหญ่ ส่วนหน้ารถยุบลึก กระจกแตกเป็นรอยร้าวคล้ายใยแมงมุม ไอควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากฝากระโปรงรถปะปนกับไอฝน

อชิรญารีบไถลตัวลงไปตามไหล่ทาง มือคว้ากิ่งไม้ไว้กันตก เมื่อเข้าใกล้รถ เธอเห็นชายคนหนึ่งหมดสติอยู่หลังพวงมาลัย เลือดไหลจากขมับลงมาตามกรอบหน้า แขนข้างหนึ่งมีรอยบาดจากเศษกระจก ส่วนเข็มขัดนิรภัยรั้งตัวเขาไว้แน่น

“คุณ! ได้ยินฉันไหมคะ คุณ!”ไม่มีเสียงตอบ

อชิรญากัดริมฝีปากแน่น เธอมองขึ้นไปยังไหล่เขาด้านบน ดินเริ่มไหลลงมาเป็นระยะ น้ำฝนพาเศษหินและกิ่งไม้เล็ก ๆ ร่วงกราวใส่หลังคารถ หากทิ้งไว้แบบนี้ อีกไม่นานดินก้อนใหญ่กว่านี้อาจถล่มลงมาทับรถทั้งคัน

เธอดึงประตูฝั่งคนขับ แต่ประตูบิดเบี้ยวจนเปิดไม่ออก จึงวิ่งอ้อมไปอีกฝั่ง ใช้ศอกกระแทกกระจกหลายครั้ง กระจกไม่แตก เธอมองไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน ก่อนเห็นก้อนหินขนาดพอดีมืออยู่ไม่ไกล

อชิรญาคว้ามันขึ้นมา ทั้งมือสั่นทั้งหนาว ทั้งกลัวว่าถ้าออกแรงผิดจังหวะ เศษกระจกอาจบาดชายในรถมากกว่าเดิม

“ขอโทษนะคะ ฉันไม่มีทางเลือกจริง ๆ”เธอทุบกระจกด้านข้างเต็มแรง ครั้งแรก กระจกเพียงแตกร้าว

ครั้งที่สอง มือเธอชาไปทั้งแขน ครั้งที่สาม กระจกแตกกระจาย เศษแก้วกระเด็นใส่หลังมือจนเกิดแผลเล็ก ๆ หลายจุด แต่อชิรญาไม่สนใจ เธอใช้เสื้อคลุมพันมือ ปัดเศษกระจกออก แล้วเอื้อมเข้าไปปลดล็อกประตู

บทถัดไป