บทที่ 10 ตอนที่ 10 เหนื่อยใจ
ตอนที่ 10
เหนื่อยใจ
กฤตนัยมองเธอ ผู้หญิงตรงหน้าใส่เสื้อพื้นเมืองแขนยาวสีหม่นกับผ้าถุงเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้ลวก ๆ มีรอยแผลจาง ๆ บนหลังมือจากเศษกระจกเมื่อคืน เธอดูเหนื่อย แต่ดวงตายังแข็งแรงอย่างน่าประหลาด
“ผมอยากคุยเรื่องไร่ชา”
“คำตอบของฉันยังเหมือนเดิมค่ะ”
“คุณยังไม่ได้ฟังข้อเสนอ”
“ข้อเสนอของคุณไม่เปลี่ยนความผูกพันของฉันกับที่นี่หรอกค่ะ”
“ผมเข้าใจว่าคุณผูกพัน แต่ผมอยากให้คุณดูรายละเอียดก่อน อย่างน้อยเพื่อให้รู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจเอาเปรียบคุณ”
เขายื่นแฟ้มให้ เธอมองมันเหมือนมองของร้อน ไม่รับ ไม่ขยับ จนมือของกฤตนัยค้างอยู่กลางอากาศพักใหญ่
“ในแฟ้มมีมูลค่าที่ดินสูงกว่าราคาประเมินหลายเท่า มีเงื่อนไขให้คุณและครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่บริษัทจัดหาให้ และถ้าคุณต้องการทำงานต่อในพื้นที่ ผมสามารถให้ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านชุมชนในโครงการได้ คุณจะมีรายได้มั่นคง ไม่ต้องแบกภาระดูแลไร่ทั้งหมดคนเดียว”
อชิรญาหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ใช่เพราะขบขัน เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ
“คุณกฤตนัยคะ คุณพูดเหมือนคนที่เชื่อว่าชีวิตทุกคนสามารถจัดใหม่ได้ด้วยตัวเลขในเอกสาร บ้านหลังใหม่ ตำแหน่งงาน รายได้มั่นคง ฟังดูดีมากค่ะ ถ้าฉันเป็นคนที่มีเพียงที่อยู่อาศัย ฉันอาจลังเล แต่ที่นี่ไม่ใช่แค่บ้านหลังหนึ่ง”
เธอหันไปมองไร่ชาที่ทอดตัวลงไปตามไหล่เขา แววตาอ่อนลงเมื่อมองผืนดิน แต่เจ็บขึ้นเมื่อพูดต่อ
“ไร่นี้มีมือของพ่อฉันอยู่ในต้นชาทุกต้น มีหยาดเหงื่อของแม่ฉันอยู่ในทางเดินทุกสาย มีเสียงหัวเราะของคนงานที่อยู่กับเรามานานกว่าญาติบางคนเสียอีก แล้วก็มีเด็ก ๆ หลายครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานอยู่ที่นี่ ถ้าฉันขายที่ดิน ฉันไม่ได้ขายแค่โฉนดหนึ่งแผ่น ฉันกำลังขายความมั่นคงของคนอีกหลายชีวิต คุณจะให้ฉันย้ายไปบ้านใหม่แล้วทำเหมือนทุกอย่างเรียบร้อยได้ยังไงคะ”
“โครงการของผมจะจ้างคนในพื้นที่เป็นลำดับแรก”
“เป็นลูกจ้างบนที่ดินที่เคยทำกินเองหรือคะ”
กฤตนัยขมวดคิ้ว “คุณกำลังมองทุกอย่างในแง่ร้ายเกินไป”
“เพราะฉันเคยเห็นคำสัญญาที่สวยเกินจริงพังลงต่อหน้าคนบนดอยมาหลายครั้งแล้วค่ะ”
“แต่คุณไม่เคยเห็นผมทำ”
“ฉันยังไม่เคยเห็นคุณทำค่ะ นั่นจริง แต่ฉันก็ไม่มีเหตุผลมากพอจะเอาชีวิตคนในไร่มาเดิมพันกับความเชื่อใจที่ฉันยังไม่มีให้คุณ”
คำว่า “ความเชื่อใจ” กระทบกฤตนัยอย่างประหลาด เขานึกถึงสายเบรกที่ถูกตัด นึกถึงคนในบริษัทที่อาจมีใครสักคนอยากเห็นเขาตาย นึกถึงชีวิตที่ทำให้เขาไม่เคยให้ความไว้ใจกับใครง่าย ๆ
เขาควรเข้าใจเธอแต่การถูกปฏิเสธอย่างไม่มีช่องให้เจรจากลับทำให้ความเย็นชาในตัวเขาถูกปลุกขึ้น
“ถ้าคุณไม่ยอมฟังอะไรเลย แล้วเราจะหาทางออกได้ยังไง”
“ทางออกของฉันคือไม่ขายค่ะ”
“แต่ทางออกนั้นอาจทำให้โครงการทั้งหมดหยุดชะงัก”
“ถ้าโครงการหนึ่งต้องหยุดเพราะผู้หญิงคนเดียวไม่ขายบ้านของตัวเอง บางทีโครงการนั้นอาจไม่ได้เคารพคนในพื้นที่มากอย่างที่พูดไว้ตั้งแต่แรก”
คำพูดของเธอทำให้อากาศระหว่างทั้งสองตึงขึ้น
กฤตนัยก้าวเข้าใกล้เล็กน้อย ดวงตาคมกริบจับอยู่ที่ใบหน้าของเธอ “คุณอชิรญา ผมไม่ใช่คนที่ชอบใช้อำนาจบีบใคร แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่ถอยเพียงเพราะถูกปฏิเสธครั้งแรก ผมตั้งใจทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และผมจะหาทางทำให้คุณเห็นว่าการพัฒนาไม่ได้แปลว่าการทำลายเสมอไป”
อชิรญาเงยหน้าสบตาเขา ไม่ถอย ไม่หลบ แม้ในใจจะหวั่นไหวกับแววตาเข้มลึกที่เหมือนพายุเงียบ ๆ
“คุณก็ต้องเข้าใจเหมือนกันค่ะ ว่าการยืนขวางของฉันไม่ได้แปลว่าฉันดื้อเพราะใช้อารมณ์ แต่เพราะบางครั้งคนตัวเล็ก ๆ ก็ไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้องมากไปกว่าบ้านของตัวเอง ถ้าฉันถอยง่าย ๆ เพียงเพราะคุณมีเงินมากพอ ฉันคงไม่คู่ควรกับความรักที่พ่อแม่ทิ้งไว้บนผืนดินนี้”
กฤตนัยนิ่งเขาเคยชนะการเจรจามามากมาย เคยเจอคนที่ร้องขอเงินเพิ่ม เคยเจอคนที่แกล้งปฏิเสธเพื่อให้ได้เงื่อนไขดีกว่า แต่ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้เล่นเกมเดียวกับคนเหล่านั้น
เธอไม่ได้มองเขาเป็นโอกาส เธอมองเขาเป็นภัยคุกคามและสิ่งที่แปลกคือ เขาไม่พอใจกับสายตานั้นมากกว่าที่ควร
“ผมขอวางแฟ้มไว้ให้คุณ” เขาพูดในที่สุด “คุณจะเปิดดูหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าข้อเสนอของผมไม่ได้มีเพียงเงิน”
“ถ้าฉันเปิดดู จะไม่ใช่เพราะฉันลังเลขายที่ดิน แต่เพราะฉันอยากรู้ว่าคนจากเมืองมองบ้านของฉันเป็นตัวเลขเท่าไร”คำตอบนั้นเจ็บแสบ แต่กฤตนัยกลับวางแฟ้มลงบนโต๊ะไม้หน้าบ้านอย่างสงบ
“ถ้าอย่างนั้นผมหวังว่าตัวเลขของผมจะทำให้คุณเห็นอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง”
“เรื่องอะไรคะ”
“ผมให้ค่ากับสิ่งที่คุณรักมากกว่าที่คุณคิด”
อชิรญามองเขานาน ก่อนตอบเสียงเบาแต่หนักแน่น “ของบางอย่างยิ่งมีค่า ยิ่งไม่ควรถูกตั้งราคาค่ะ”
กฤตนัยไม่ตอบ เขาหันหลังเดินกลับไปที่รถ ธามซึ่งยืนรออยู่ด้านล่างมองทั้งสองสลับกันอย่างระวัง เห็นได้ชัดว่าการเจรจาครั้งแรกไม่ได้ราบรื่นเลยแม้แต่น้อย
