บทที่ 11 ตอนที่ 11 เพื่อเตือนตัวเอง

ตอนที่ 11

เพื่อเตือนตัวเอง

อชิรญายืนมองรถแล่นออกไปจนพ้นโค้ง ก่อนสายตาจะตกลงที่แฟ้มบนโต๊ะ เธอไม่แตะมันอยู่พักใหญ่ ราวกับกลัวว่าเพียงวางมือบนปกแฟ้ม ก็จะทำให้ความหนักแน่นของตัวเองสั่นคลอน สุดท้าย เธอหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดู ตัวเลขในนั้นสูงมาก สูงพอจะล้างหนี้บางส่วนที่เธอพยายามซ่อนไว้ สูงพอจะพามารดาไปตรวจรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ สูงพอจะทำให้เธอไม่ต้องนั่งคำนวณค่าใช้จ่ายกลางดึกแล้วร้องไห้เงียบ ๆ เพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนแต่มือของเธอกลับสั่น

ไม่ใช่เพราะดีใจแต่เพราะความจริงที่ว่า ความลำบากของเธอมีราคาถูกกว่าหัวใจที่ต้องเสียไปมากนัก

อชิรญาปิดแฟ้มลงช้า ๆ ก่อนวางมันไว้ในลิ้นชัก ไม่ใช่เพื่อเก็บไว้พิจารณา แต่เพื่อเตือนตัวเองว่า นับจากวันนี้ไป กฤตนัยจะไม่หยุดง่าย ๆและเธอก็หยุดไม่ได้เช่นกัน

สายวันเดียวกัน ข่าวหลังคาโรงเรียนพังจากพายุเมื่อคืนกระจายไปทั่วหมู่บ้าน

อชิรญารีบไปที่โรงเรียนทันทีเมื่อได้รับแจ้ง ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจเธอหนักอึ้ง หลังคาสังกะสีฝั่งห้องเรียนเด็กเล็กเปิดออกเป็นแผ่น ๆ น้ำฝนไหลลงมาเมื่อคืนจนพื้นไม้เปียกชื้น โต๊ะเรียนหลายตัวบวม หนังสือนิทานที่เด็ก ๆ ชอบอ่านเปียกจนสีละลายติดกันเป็นก้อน

เด็ก ๆ นั่งรวมกันอยู่ในศาลาเก่าข้างโรงเรียน ครูอีกคนพยายามสอนพยัญชนะบนกระดานเล็ก ๆ ที่ยกออกมาได้ทัน แต่เสียงลมที่ลอดผ่านช่องไม้และพื้นชื้นเย็นทำให้เด็กหลายคนนั่งกอดอกตัวสั่น

อชิรญายืนอยู่หน้าห้องเรียนที่พัง น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

โรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่อาคารเล็ก ๆ สำหรับเธอ มันคือที่ที่เด็กบนดอยได้มีโอกาสฝันไกลกว่าขอบเขา คือที่ที่เด็กบางคนได้กินอาหารกลางวันมื้อเดียวที่อิ่มที่สุดของวัน คือที่ที่เธอพยายามทำให้เด็กทุกคนเชื่อว่า ความยากจนไม่ควรเป็นกรงขังชีวิตใคร แล้วพายุคืนเดียวก็ทำให้ทุกอย่างที่ค่อย ๆ ซ่อมแซมมาหลายปีเหมือนถอยกลับไปตั้งต้นใหม่

“ครูอชิรญา หนูเอาผ้ามาเช็ดโต๊ะแล้วนะคะ แต่โต๊ะมันนิ่ม ๆ เหมือนจะพังเลยค่ะ” เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินมากระตุกชายเสื้อเธอ

อชิรญาฝืนยิ้ม ก้มลงลูบศีรษะเด็ก “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวครูหาทางซ่อม เด็ก ๆ ไปนั่งที่ศาลาก่อน อย่าเข้ามาในห้องนี้ พื้นลื่นมาก เดี๋ยวล้ม”

“แล้วเราจะได้เรียนในห้องเมื่อไหร่คะ”คำถามไร้เดียงสานั้นทำให้เธอพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ทำได้

“เร็วที่สุดเท่าที่ครูทำได้ค่ะ ครูสัญญา”

แต่ในใจ อชิรญารู้ดีว่า “เร็วที่สุด” อาจไม่ได้เร็วอย่างที่เด็ก ๆ หวัง

งบซ่อมโรงเรียนบนดอยไม่เคยมาเร็ว วัสดุก่อสร้างต้องขนขึ้นเขา ค่าแรงช่างสูงกว่าปกติ เพราะเส้นทางลำบาก และเงินสำรองของโรงเรียนแทบไม่มีเหลือหลังจากเพิ่งซ่อมห้องน้ำไปเมื่อเดือนก่อน

เธอกำลังคำนวณในใจว่าจะขอรับบริจาคจากที่ใดได้บ้าง เมื่อเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงเรียน

อชิรญาหันไปมอง แล้วหัวใจพลันตึงขึ้นอีกครั้ง

กฤตนัยลงจากรถพร้อมธาม เขามองสภาพโรงเรียนเพียงแวบเดียว สีหน้าก็เคร่งขึ้นทันที

“เสียหายมากกว่าที่ผมคิด” เขาพูดเสียงต่ำ

อชิรญายืนตัวตรง “คุณมาทำอะไรที่นี่คะ”

“ผมได้ยินว่าหลังคาโรงเรียนพังจากพายุ เลยแวะมาดู”

“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่ที่นี่เป็นเรื่องของโรงเรียนกับชุมชน เราจัดการเองได้”

กฤตนัยมองพื้นเปียก โต๊ะเรียนบวม และเด็ก ๆ ที่นั่งเบียดกันอยู่ในศาลา “จัดการเองได้ แต่ต้องใช้เวลาเท่าไร”

“ฉันยังไม่ทราบค่ะ แต่เราจะหาทาง”

“ผมออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดได้ วัสดุ ช่าง ค่าแรง และอุปกรณ์ที่เสียหาย ผมจะให้ทีมประสานงานจัดการวันนี้เลย เด็ก ๆ จะได้กลับมาเรียนในห้องโดยเร็วที่สุด”

อชิรญารู้สึกเหมือนข้อเสนอของเขากดลงบนจุดอ่อนของเธออย่างแม่นยำ

หากเป็นเรื่องของเธอเอง เธอปฏิเสธได้อย่างไม่ลังเล แต่เมื่อเป็นเรื่องของเด็ก ๆ คำว่า “ศักดิ์ศรี” กลับหนักขึ้นทันที เพราะทุกนาทีที่เธอปฏิเสธ เด็ก ๆ ต้องนั่งเรียนในศาลาเย็น ๆ ต่อไปแต่ถ้ารับความช่วยเหลือจากเขา คนในหมู่บ้านอาจคิดว่าเธอเริ่มเปิดทางให้โครงการ ชาวบ้านที่ต่อต้านการขายที่ดินอาจเข้าใจผิด และกฤตนัยอาจใช้เรื่องนี้เป็นสะพานเข้าสู่ชุมชน

“ฉันรับไม่ได้ค่ะ” เธอตอบในที่สุด

กฤตนัยมองเธออย่างไม่เข้าใจ “ทำไม”

“เพราะเงินของคุณไม่ได้มาอย่างว่างเปล่า ต่อให้คุณบอกว่าไม่ได้หวังอะไร แต่คนอื่นจะมองว่าโรงเรียนติดบุญคุณโครงการของคุณ แล้วสุดท้ายความช่วยเหลือวันนี้อาจกลายเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านลังเลในวันที่ต้องปกป้องที่ดินของตัวเอง”

“คุณกำลังเอาเรื่องความขัดแย้งของเรามาปนกับเรื่องเด็ก”

“ฉันกำลังปกป้องเด็กจากการถูกใช้เป็นภาพประชาสัมพันธ์ค่ะ”

กฤตนัยชะงัก ดวงตาเข้มขึ้น “คุณคิดว่าผมจะใช้เด็กเป็นเครื่องมือ?”

“ฉันไม่ได้บอกว่าคุณตั้งใจแบบนั้น แต่ฉันเคยเห็นหลายโครงการทำค่ะ มอบของให้เด็ก ถ่ายรูปกับโรงเรียน ลงข่าวว่าเป็นผู้พัฒนา หลังจากนั้นใครคัดค้านก็กลายเป็นคนอกตัญญูที่ไม่เห็นแก่ความช่วยเหลือของเขา คุณอาจไม่ทำ แต่ระบบที่คุณมาด้วยทำแบบนั้นได้ง่ายมาก”

“คุณอชิรญา ผมเข้าใจว่าคุณระวัง แต่การระวังจนปฏิเสธความช่วยเหลือทุกอย่าง อาจทำให้คนที่คุณอยากปกป้องต้องลำบากไปด้วย คุณบอกว่าคุณทำเพื่อเด็ก แต่เด็กพวกนั้นกำลังนั่งเรียนในศาลาเปียก ๆ เพราะผู้ใหญ่สองฝ่ายไม่ไว้ใจกัน”

น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอก แต่ประโยคนั้นทำให้อชิรญาเจ็บเหมือนถูกตบด้วยความจริง

เธอมองไปทางศาลา เด็กชายคนหนึ่งจามออกมา ครูอีกคนรีบเอาผ้าคลุมไหล่ให้ ภาพนั้นทำให้หัวใจเธอบีบรัด แต่เธอยังไม่สามารถรับความช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไขได้

“ถ้าคุณอยากช่วยจริง ๆ” เธอหันกลับมามองเขา “ช่วยโดยไม่ต้องใส่ชื่อ ไม่ต้องให้ใครรู้ว่าเงินมาจากคุณ ไม่ต้องติดป้าย ไม่ต้องถ่ายรูป ไม่ต้องให้ทีมงานของคุณมาเดินอยู่ในโรงเรียนเหมือนเป็นเจ้าของพื้นที่ ทำได้ไหมคะ”

ธามที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างถึงกับเลิกคิ้ว เขาคิดว่ากฤตนัยอาจปฏิเสธ เพราะผู้ชายอย่างกฤตนัยไม่ชอบถูกตั้งเงื่อนไข โดยเฉพาะจากคนที่เพิ่งปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างไม่ไยดี แต่กฤตนัยกลับตอบทันที

“ได้”

อชิรญานิ่งไปเขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “ผมไม่ต้องการป้าย ไม่ต้องการรูป และไม่ต้องการให้เด็กคนไหนรู้ว่าผมเป็นคนออกค่าใช้จ่าย ถ้าเงื่อนไขนั้นทำให้คุณสบายใจ ผมรับได้”

“แล้วคุณต้องการอะไรตอบแทนคะ”

“ผมต้องการให้เด็กกลับไปเรียนในห้องที่ปลอดภัย”คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้เธอพูดไม่ออก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป