บทที่ 12 ตอนที่ 12 ถูกใช้ต่อรอง

ตอนที่ 12

ถูกใช้ต่อรอง

กฤตนัยพูดต่อ “ผมอาจเป็นคนจากเมืองที่คุณยังไม่ไว้ใจ และผมยอมรับว่าผมมีเป้าหมายเรื่องโครงการ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกการกระทำของผมต้องมีผลประโยชน์ซ่อนอยู่เสมอ เมื่อคืนคุณช่วยผมโดยไม่ถามว่าผมเป็นใคร วันนี้ผมอยากช่วยโรงเรียนโดยไม่ต้องให้ใครติดหนี้ผมเหมือนกัน”

ประโยคนั้นย้อนกลับไปสัมผัสคืนพายุในใจอชิรญาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เธอไม่อยากเชื่อใจเขาง่าย ๆ แต่แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้มีความเย้ยหยัน ไม่ได้มีความเหนือกว่า มีเพียงความตั้งใจที่อ่านยาก แต่หนักแน่น

“ถ้าคุณทำได้ตามที่พูด” เธอเอ่ยช้า ๆ “ฉันจะรับไว้ในนามโรงเรียน แต่ถ้าวันหนึ่งเรื่องนี้ถูกใช้ต่อรองกับชาวบ้าน ฉันจะเป็นคนแรกที่พูดความจริงต่อหน้าทุกคน”

“ตกลง”

ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง ความตึงเครียดไม่ได้หายไป แต่บางอย่างในสายตาของอชิรญาเริ่มเปลี่ยนจากการปฏิเสธทั้งหมด เป็นความระวังที่มีรอยแตกเล็ก ๆ

กฤตนัยเห็นรอยแตกนั้นและด้วยเหตุผลบางอย่าง เขารู้สึกพอใจกับมันมากกว่าชัยชนะในห้องประชุมครั้งใด

บ่ายวันนั้น วัสดุก่อสร้างถูกขนขึ้นมาถึงโรงเรียนเร็วกว่าที่อชิรญาคาดไว้มาก สังกะสีแผ่นใหม่ ไม้โครงหลังคา ตะปู สีทากันชื้น และอุปกรณ์ซ่อมแซมหลายอย่างถูกส่งมาในนาม “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม” ตามที่เธอต้องการ

กฤตนัยไม่ได้ยืนถ่ายรูป ไม่ได้เรียกชาวบ้านมาขอบคุณ ไม่ได้ประกาศว่าตนเป็นผู้ช่วยเหลือแต่เขากลับถอดแจ็กเก็ต พับแขนเสื้อ และยกไม้ขึ้นบ่าร่วมกับชาวบ้านหน้าตาเฉย

อชิรญายืนมองอยู่ใต้ต้นสนข้างโรงเรียน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เธอเดินเข้าไปหาเขาทันที

“คุณทำอะไรคะ”

กฤตนัยวางไม้ลงข้างกองวัสดุ “ช่วยซ่อมหลังคา”

“คุณยังเจ็บอยู่”

“แผลไม่ได้อยู่ที่ขา”

“แต่อยู่ที่แขนและศีรษะค่ะ ซึ่งเป็นอวัยวะที่คนปกติก็ต้องใช้ตอนยกไม้ขึ้นหลังคาเหมือนกัน”

ธามที่กำลังยกกล่องตะปูอยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะ แต่พอถูกกฤตนัยมองก็รีบก้มหน้าทำงานต่อ

กฤตนัยหันกลับมาหาเธอ “ผมรู้ขีดจำกัดของตัวเอง”

“คนที่ขับรถตกข้างทางเมื่อคืนแล้ววันนี้มายกไม้กลางแดด ไม่น่าจะรู้จักคำว่าขีดจำกัดดีเท่าไรนะคะ”

“ถ้าผมไม่ไหว ผมจะหยุด”

“คนดื้อไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองไม่ไหวค่ะ”

“คุณรู้จักผมดีขนาดนั้นแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้อชิรญาชะงักเล็กน้อย ใบหน้าร้อนขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะมันทำให้เธอนึกถึงคืนที่ผ่านมา นึกถึงมือของเขาที่กุมมือเธอไว้ นึกถึงเสียงแหบพร่าที่ร้องขอไม่ให้ใครทิ้งเขา

เธอรีบเบือนหน้าไปทางอื่น “ฉันรู้แค่ว่าคุณเป็นคนเจ็บที่ไม่ค่อยฟังคำเตือน”

“และผมก็รู้ว่าคุณเป็นคนที่พูดว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ตัวเองควรพักเหมือนกัน”

อชิรญาหันกลับมามองเขา “ฉันไม่ได้เจ็บหนัก”

กฤตนัยมองลงไปที่เข่าของเธอ เห็นรอยฟกช้ำจาง ๆ ใต้ชายผ้าถุงจากการลื่นล้มเมื่อคืน รวมถึงหลังมือที่ยังมีแผลเล็ก ๆ

“แต่คุณก็เจ็บ”

เพียงประโยคเดียว น้ำเสียงธรรมดา ไม่ได้อ่อนหวาน ไม่ได้ปลอบโยนเกินจริง กลับทำให้อชิรญารู้สึกเหมือนความเหนื่อยทั้งหมดที่พยายามซ่อนไว้ถูกใครบางคนมองเห็น

เธอไม่ชอบความรู้สึกนั้น เพราะการถูกมองเห็นมากเกินไป อาจทำให้คนเราอ่อนแอได้ง่าย

“เด็ก ๆ รอใช้ห้องเรียนอยู่ค่ะ ถ้าคุณจะช่วย ก็ช่วยอย่างระวังแล้วกัน”

“ครับ คุณครู”คำเรียกนั้นทำให้อชิรญามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ “คุณประชดฉันหรือเปล่าคะ”

“เปล่า ผมเรียกตามหน้าที่ของคุณ”

“น้ำเสียงคุณไม่น่าไว้ใจ”

คราวนี้กฤตนัยยิ้มบางมาก มากจนแทบไม่เห็น แต่ก็พอให้ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาดูอ่อนลงชั่ววินาที “ถ้าอย่างนั้นผมจะพยายามทำให้น่าไว้ใจขึ้น”

อชิรญารีบเดินหนีไปช่วยครูอีกคนย้ายหนังสือออกจากห้องเรียน โดยไม่รู้ว่ากฤตนัยมองตามอยู่ครู่หนึ่ง

ธามเดินเข้ามากระซิบ “ผมว่าคุณยิ้มครับ”

“ทำงานไป”

“ผมทำอยู่ครับ แค่รายงานปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหายากให้ทราบ”

“ธาม”

“ครับ ๆ ยกไม้ต่อครับ”

ธามหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินไปอีกทาง ขณะที่กฤตนัยหันกลับไปยกไม้ต่อ แต่รอยยิ้มบาง ๆ นั้นยังคงติดอยู่ที่มุมปากโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป