บทที่ 13 ตอนที่ 13 ไม่ได้พูดเกินจริงเลย
ตอนที่ 13
ไม่ได้พูดเกินจริงเลย
ช่วงบ่ายแก่ ๆ การซ่อมหลังคาคืบหน้าไปมาก ชาวบ้านหลายคนมาช่วยกันคนละไม้ละมือ บางคนตอกไม้ บางคนยกกระเบื้อง บางคนจัดโต๊ะเรียนไปผึ่งแดด เด็ก ๆ นั่งมองผู้ใหญ่ซ่อมโรงเรียนด้วยแววตาตื่นเต้น บ้างช่วยหยิบตะปู บ้างเอาน้ำมาแจก
ความอบอุ่นของชุมชนทำให้กฤตนัยต้องมองซ้ำหลายครั้ง
ในเมือง เขาคุ้นเคยกับทีมงานที่ทำตามหน้าที่เพราะค่าจ้างและกำหนดส่งมอบ แต่ที่นี่ ชายแก่คนหนึ่งซึ่งหลังงอแล้วยังพยายามผูกเชือกมัดไม้ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เอาน้ำดื่มมาให้ทุกคนด้วยสองมือ มารดาของนักเรียนบางคนทำข้าวเหนียวหมูทอดมาแบ่งคนงาน ทั้งที่บ้านของตนเองก็ไม่ได้มีฐานะดีนัก
ทุกคนช่วยกันเหมือนโรงเรียนเป็นบ้านของทุกครอบครัวบางทีอชิรญาอาจไม่ได้พูดเกินจริงเลย
พื้นที่นี้ไม่ใช่เพียงที่ดินมันคือเครือข่ายชีวิตที่โยงใยกันแน่นกว่าที่เขาเคยเข้าใจ
เสียงรถพยาบาลเก่าคันหนึ่งดังมาจากทางเข้าโรงเรียน เป็นรถของสถานีอนามัยบนดอยที่ใช้รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ธามซึ่งกำลังถอยรถกระบะเพื่อขนไม้ลงผิดจังหวะ ทำให้รถพยาบาลเข้ามาไม่ได้เสียงแตรดังขึ้นสองครั้ง ตามด้วยเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนอย่างหงุดหงิด
“คุณเจ้าของรถกระบะคะ! ถอยไปทางซ้ายค่ะ ไม่ใช่ถอยมาขวางทางมากกว่าเดิม คนป่วยไม่ได้มีเวลามานั่งรอคุณฝึกขับรถบนดอยนะคะ!”
ธามชะงัก หันไปเห็นหญิงสาวในชุดพยาบาลก้าวลงจากรถ เธอรูปร่างเล็กกะทัดรัด แต่ท่าทางมั่นใจ ดวงตาคมและปากไวอย่างเห็นได้ชัด
“ผมไม่ได้ฝึกขับครับคุณ ผมกำลังช่วยขนของ”
“ช่วยขนของไม่ได้แปลว่าช่วยขวางรถพยาบาลได้ค่ะ ถ้าคนในรถหัวใจหยุดเต้นขึ้นมา คุณจะช่วยปั๊มหัวใจด้วยความอารมณ์ดีของคุณหรือยังไงคะ”
ธามอ้าปากค้างเล็กน้อย ก่อนยิ้ม “คุณนี่พูดแรงดีนะครับ”
“ฉันพูดตามสถานการณ์ค่ะ ถ้าคุณถอยรถเร็วกว่านี้ ฉันอาจพูดเบากว่านี้”
อชิรญารีบเดินเข้ามาห้าม “เมษา ใจเย็นก่อน ธามไม่ได้ตั้งใจขวาง เขาเพิ่งขับขึ้นดอย อาจยังไม่ชินทาง”
เมษาหันมามองเพื่อนสนิท “ถ้าไม่ชินทางก็ยิ่งควรถามคนพื้นที่ก่อนค่ะ ไม่ใช่ถอยรถเหมือนคิดว่าถนนบนดอยกว้างเท่าลานจอดห้าง”
ธามยกมือยอมแพ้ “ครับ ๆ ผมผิดเอง คุณพยาบาลปาก...เอ่อ คุณพยาบาลครับ ผมจะถอยเดี๋ยวนี้”
“เกือบหลุดคำไม่สุภาพแล้วนะคะ”
“ผมกลัวเข็มครับ เลยรีบกลืนกลับลงไป”
เมษาถลึงตา ส่วนธามรีบขึ้นรถถอยออกให้ รถพยาบาลเคลื่อนเข้ามาจอด มีชายสูงวัยคนหนึ่งไอหนักอยู่ด้านใน เมษากับเจ้าหน้าที่อีกคนรีบพาลงมาให้ภาคย์ตรวจที่ศาลา เพราะสถานีอนามัยกำลังมีคนไข้แน่นและต้องแวะรับอุปกรณ์จากโรงเรียนที่เก็บไว้ชั่วคราว
กฤตนัยมองเหตุการณ์นั้นด้วยความสนใจเล็กน้อย ขณะที่ธามเดินกลับมาด้วยสีหน้าเหมือนทั้งหงุดหงิดทั้งขำ
“ผู้หญิงบนดอยนี่ดุกันทุกคนหรือครับ”
อชิรญาตอบโดยไม่ลังเล “เฉพาะเวลาคนจากเมืองทำตัวให้น่าดุใส่ค่ะ”
ธามหัวเราะ ส่วนกฤตนัยเหลือบมองอชิรญา “แปลว่าคุณยอมรับว่าคุณดุใส่ผม”
“ฉันพูดตามสถานการณ์ค่ะ”
“คำตอบเหมือนคุณพยาบาลเมื่อกี้ไม่มีผิด”
“เพราะพวกเราพูดความจริงค่ะ”
กฤตนัยส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้โต้ตอบต่อ
ก่อนเย็น เหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นขณะชาวบ้านช่วยกันยกไม้โครงหลังคาขึ้นไปติดตั้ง เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งชื่อปอนด์ แอบปีนขึ้นไปบนโครงไม้เตี้ย ๆ เพื่อหยิบว่าวกระดาษที่ปลิวไปติด เขาอยู่ไม่สูงมาก แต่พื้นด้านล่างเต็มไปด้วยเศษไม้และตะปู
“ปอนด์! ลงมาเดี๋ยวนี้!”
อชิรญาตะโกนเมื่อเห็นเด็กชาย แต่ยังไม่ทันที่ใครจะเข้าไปถึง ไม้ใต้เท้าของเด็กก็ลื่นจากน้ำฝนที่ยังค้างอยู่ ร่างเล็กเสียหลักตกลงมา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เสียงร้องตกใจดังขึ้นรอบด้าน อชิรญาวิ่งเข้าไปรับโดยไม่คิดชีวิต เธอกางแขนคว้าตัวเด็กไว้ได้ทัน แต่แรงกระแทกทำให้เธอเสียหลักล้มลง ข้อเท้าซ้ายพลิกอย่างแรงจนความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาถึงน่อง
“ครูอชิรญา!”
เด็กชายร้องไห้ด้วยความตกใจ ทั้งที่ไม่ได้บาดเจ็บมากนัก เพราะร่างของอชิรญารับแรงไว้เกือบทั้งหมด
กฤตนัยพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก เขาคุกเข่าลงข้างเธอ สีหน้าที่เคยเรียบนิ่งเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
“คุณเจ็บตรงไหน”
