บทที่ 3 ตอนที่ 3 จุดตะเกียง
ตอนที่ 3
จุดตะเกียง
ทั้งสองค่อย ๆ เดินฝ่าฝนไปยังกระท่อมกลางไร่ชา ระยะทางไม่ไกลนัก แต่สำหรับอชิรญาในตอนนั้น มันยาวราวกับต้องเดินข้ามภูเขาทั้งลูก ทุกก้าวเต็มไปด้วยโคลนและความลำบาก ชายหนุ่มตัวสูงกว่าเธอมาก น้ำหนักของเขาทำให้เท้าเธอจมลงในดินเละหลายครั้ง เธอหอบจนเจ็บหน้าอก แต่ยังไม่ยอมปล่อย
เมื่อถึงกระท่อม อชิรญาใช้ไหล่ดันประตูไม้เก่าเข้าไป กลิ่นใบชาแห้ง ฟืน และความชื้นอับลอยปะทะจมูก ภายในมีเพียงแคร่ไม้ ผ้าห่มบาง ๆ กองฟืน และตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่ตรงเสา
เธอประคองชายหนุ่มให้นั่งบนแคร่ ก่อนรีบปิดประตูเพื่อกันฝนสาด เสียงฝนยังดังรัวอยู่เหนือหลังคาสังกะสีเก่า ๆ ราวกับทั้งโลกเหลือเพียงกระท่อมหลังนี้ที่ต้านพายุไว้
อชิรญาจุดตะเกียงด้วยมือสั่น แสงสีเหลืองนวลค่อย ๆ ขับไล่ความมืด เผยให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดขึ้น
เขาเป็นผู้ชายที่ดูไม่เหมาะกับกระท่อมกลางไร่ชาเลยสักนิด แม้เสื้อเชิ้ตราคาแพงจะเปื้อนเลือดและโคลน แม้ใบหน้าจะซีดจากอาการบาดเจ็บ แต่เค้าหน้าคมชัด ดวงตาเข้มลึก และท่าทางเคร่งขรึมของเขายังบอกถึงคนที่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่างรอบตัว
คนแบบนี้คงไม่คุ้นกับการตกอยู่ในสภาพต้องให้คนแปลกหน้าช่วยเหลือ
อชิรญาดึงกล่องยาสามัญออกมาจากชั้นไม้ เล็ก ๆ เธอเคยเก็บไว้เผื่อชาวไร่ได้รับบาดเจ็บระหว่างทำงาน จากนั้นจึงนั่งลงตรงหน้าเขา
“ฉันต้องดูแผลที่ศีรษะกับแขนของคุณนะคะ ถ้าเวียนหัว คลื่นไส้ หรือมองไม่ชัดต้องบอก ฉันจะพยายามติดต่อคนมาช่วย แต่ฝนหนักแบบนี้สัญญาณคงแทบไม่มี”
ชายหนุ่มจับข้อมือเธอไว้ทันทีที่เธอจะยื่นมือไปแตะแผล แรงบีบของเขาไม่มากเพราะยังอ่อนแรง แต่สายตาคมกริบขึ้นทันที “คุณยังไม่ได้บอกว่าคุณเป็นใคร”
อชิรญาสบตาเขา ในดวงตาคู่นั้นมีความระแวงหนาแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บแทน ทั้งที่ไม่รู้เหตุผลว่าผู้ชายคนนี้ผ่านอะไรมาบ้าง เขาถึงมองคนที่ช่วยเขาด้วยสายตาเหมือนโลกทั้งใบพร้อมจะทรยศ
“ฉันชื่ออชิรญา เป็นครูที่โรงเรียนบนดอย แล้วก็เป็นคนในพื้นที่นี้ค่ะ” เธอค่อย ๆ ดึงข้อมือออก “ทีนี้คุณจะให้ฉันทำแผลได้หรือยัง หรืออยากให้เลือดไหลต่อเพื่อพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้วางแผนอะไร”
เขามองเธอนิ่ง “ผมไม่ไว้ใจคนง่าย”
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณไว้ใจค่ะ ฉันแค่ขอให้คุณมีชีวิตรอดถึงเช้า หลังจากนั้นคุณจะระแวงฉันต่อก็เชิญ”
“คุณช่วยคนที่ไม่รู้จักเสมอหรือ”
“ถ้าคนคนนั้นเลือดอาบอยู่ในรถที่กำลังจะถูกดินถล่มทับ ฉันก็ช่วยเสมอค่ะ”คำตอบของเธอหนักแน่น ไม่ได้อวดดี ไม่ได้ประชดจนไร้น้ำใจ แต่จริงเสียจนคนฟังเงียบไป
อชิรญาไม่รอให้เขาอนุญาตอีก เธอหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดเลือดบริเวณขมับเขาอย่างระวัง ชายหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ร้องสักคำ เธอเห็นแผลไม่ลึกมาก ทว่าอาจกระแทกแรงจนมีอาการมึนงง จึงคอยถามอาการเป็นระยะ
“คุณจำชื่อตัวเองได้ไหมคะ”
เขามองเธอเหมือนคำถามนั้นดูถูกสติปัญญา “จำได้”
“งั้นชื่ออะไรคะ”เขาเงียบ
อชิรญาเลิกคิ้ว “นี่คือจำได้แต่ไม่อยากบอก หรือจำไม่ได้จริง ๆ คะ”
“ผมไม่คิดว่าจำเป็นต้องบอก”
เธอถอนหายใจยาว “ตามใจค่ะ งั้นฉันจะเรียกคุณว่าคนเจ็บไปก่อนแล้วกัน คุณคนเจ็บ ขยับแขนข้างนี้ได้ไหมคะ”
ชายหนุ่มเหมือนอยากตอบโต้ แต่สุดท้ายก็ยอมขยับแขนตามที่เธอบอก แผลจากกระจกบาดยาวพอสมควร เลือดยังซึมออกมา อชิรญาทำความสะอาดและพันผ้าให้อย่างคล่องแคล่ว เพราะเธอเคยช่วยมารดาทำแผลให้คนงานในไร่ชาอยู่บ่อยครั้ง
ระหว่างเธอก้มหน้าพันผ้าให้ เขามองมือเล็ก ๆ ที่มีรอยบาดจากเศษกระจกหลายแห่ง เลือดของเธอปนกับน้ำฝนแห้งกรังเป็นรอยแดงจาง ๆ บนหลังมือ
“มือคุณก็เจ็บ”
อชิรญาชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า “แค่แผลเล็กค่ะ ไม่เท่าคุณหรอก”
“ทำไมไม่ทำแผลตัวเองก่อน”
“เพราะคุณเป็นคนเกือบตาย ไม่ใช่ฉัน”
“คุณพูดเหมือนเรื่องของตัวเองไม่สำคัญ”
มือของอชิรญาหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที คำพูดนั้นแทงเข้ามาอย่างประหลาด ทั้งที่ผู้ชายตรงหน้าไม่รู้จักเธอเลย ไม่รู้ว่าเธอใช้ชีวิตอย่างไร ไม่รู้ว่าเธอต้องเป็นฝ่ายยอมเจ็บ ยอมเหนื่อย และยอมเสียสละมานานแค่ไหนเพื่อรักษาไร่ชา ครอบครัว และคนบนดอย
เธอก้มหน้าผูกผ้าพันแผลให้แน่นขึ้น “บนดอยนี้ ถ้ามัวแต่เลือกว่าของใครสำคัญกว่า บางทีคนที่รอให้ช่วยอาจไม่เหลือเวลาแล้วค่ะ”
เขาเงียบไปอีกครั้ง ข้างนอก พายุยังไม่เบาลง ลมพัดกระแทกฝาไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ตะเกียงแกว่งไกวทำให้แสงเงาในกระท่อมวูบวาบ บรรยากาศเปียกชื้นและหนาวเย็นจนคนที่เปียกฝนทั้งตัวอย่างอชิรญาเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
