บทที่ 4 ตอนที่ 4 ปกป้อง
ตอนที่ 4
ปกป้อง
หลังทำแผลให้เขาเสร็จ เธอถอดเสื้อคลุมเปียกออก บิดน้ำตรงหน้าประตู แล้วเอากลับมาห่มให้ชายหนุ่ม
เขามองเธอทันที “คุณจะทำอะไร”
“ห่มให้คุณค่ะ เสื้อคุณเปียกหมดแล้ว ถ้าหนาวจนไข้ขึ้น ฉันคงแบกคุณลงดอยไม่ไหว”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันชินแล้ว”
“ไม่มีใครชินกับการหนาวจนตัวสั่นหรอก คุณอชิรญา”นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอ
เสียงของเขายังแหบพร่า แต่การออกเสียงชื่อเธออย่างชัดเจนในกระท่อมกลางพายุทำให้อชิรญาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
“คุณพูดคำนี้ง่ายเกินไป”
อชิรญายิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มเหนื่อยล้าที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “บางครั้งเราก็ต้องพูดให้ตัวเองเชื่อค่ะ ถ้าบอกว่าไม่ไหวบ่อย ๆ ชีวิตคงเดินต่อยาก”
ชายหนุ่มมองเธอเหมือนต้องการอ่านอะไรบางอย่างจากประโยคนั้น แต่เธอไม่เปิดโอกาสให้เขาถามต่อ รีบหันไปหยิบฟืนแห้งจากมุมกระท่อม พยายามก่อไฟในเตาดินเล็ก ๆ
ไฟติดยากเพราะความชื้น เธอเป่าจนหน้ามืด ควันลอยขึ้นมาแสบตา ชายหนุ่มขยับเหมือนจะลุกมาช่วย แต่เพียงเอนตัวก็หน้าเสียจากความเจ็บ
“อย่าขยับค่ะ คุณนั่งเฉย ๆ ก็ถือว่าช่วยฉันมากแล้ว”
“ผมไม่ชอบนั่งเฉย ๆ ให้คนอื่นลำบากแทน”
“งั้นคุณก็ช่วยด้วยการไม่ทำให้ตัวเองลำบากเพิ่มค่ะ”
เขาหลุบตามองผ้าพันแผลที่แขน คล้ายไม่คุ้นกับการถูกออกคำสั่ง ยิ่งไม่คุ้นกับการต้องยอมทำตาม แต่สุดท้ายก็เอนหลังพิงผนังไม้เงียบ ๆ
ไม่นาน ไฟก็ติด เปลวเล็ก ๆ เต้นไหวในเตาดิน ความอบอุ่นค่อย ๆ กระจายไปทั่วกระท่อม อชิรญานั่งห่างออกไปเล็กน้อย กอดเข่าตัวเองไว้ พยายามห้ามฟันไม่ให้กระทบกันเพราะความหนาว
ชายหนุ่มมองเธออยู่นาน ก่อนดึงเสื้อคลุมที่เธอห่มให้เขาออกครึ่งหนึ่ง
“มานั่งใกล้ไฟกว่านี้”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมไม่ได้ถามว่าคุณเป็นอะไรหรือเปล่า ผมบอกให้มานั่งใกล้ไฟกว่านี้”
อชิรญาหันไปมองเขา “คุณนี่แปลกนะคะ ตอนฉันช่วยก็ระแวง ตอนฉันจะนั่งตรงไหนก็สั่ง ถ้าคุณมีแรงขนาดนี้ แสดงว่าน่าจะไม่เป็นอะไรมากแล้ว”
เขาสบตาเธอนิ่ง “ผมแค่ไม่อยากติดหนี้ชีวิตคนที่ปล่อยให้ตัวเองป่วยหลังช่วยผม”
“อ้อ ที่แท้ก็กลัวเป็นหนี้บุญคุณ”
“ผมไม่ชอบติดหนี้ใคร”
“งั้นจำไว้นะคะ ฉันไม่ได้ช่วยคุณเพื่อให้คุณติดหนี้ ฉันช่วยเพราะถ้าฉันไม่ช่วย ฉันคงนอนหลับไม่ลงไปตลอดชีวิต”คำพูดนั้นทำให้แววตาเขาเปลี่ยนอีกครั้ง มันไม่ใช่ความอ่อนโยนเต็มที่ แต่ความแข็งกระด้างเหมือนหินผาถูกฝนกัดเซาะจนเกิดรอยบาง ๆ
อชิรญาลังเลเล็กน้อย ก่อนยอมขยับไปนั่งใกล้ไฟขึ้น เขาส่งครึ่งหนึ่งของเสื้อคลุมคืนให้เธอ เธอรับมาอย่างเงียบ ๆ แล้วคลุมไหล่ตนเอง ทั้งสองนั่งอยู่คนละด้านของเตาไฟเล็ก ๆ โดยมีแสงสีส้มส่องใบหน้าที่ต่างฝ่ายต่างพยายามซ่อนความคิดไว้
เวลาผ่านไปช้าเหมือนฝนยืดคืนให้ยาวขึ้นไม่สิ้นสุด
อชิรญาหยิบกระติกน้ำเล็ก ๆ จากกระเป๋าผ้า ส่งให้เขา “ดื่มน้ำหน่อยค่ะ แต่ค่อย ๆ จิบนะคะ อย่าดื่มเร็ว คุณอาจคลื่นไส้ได้”
ชายหนุ่มรับไป “ขอบคุณ”คำขอบคุณนั้นสั้น ทว่าทำให้อชิรญาเผลอมองเขา เพราะตั้งแต่ช่วยออกมาจากรถ นี่เป็นประโยคแรกที่เขาพูดโดยไม่มีความระแวงหรือแข็งกระด้างปนอยู่มากนัก
“คุณขอบคุณเป็นด้วยหรือคะ”
“ผมไม่ได้ไร้มารยาทขนาดนั้น”
“ก็เกือบค่ะ”
คราวนี้มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นจริง
“คุณพูดตรงเกินไป”
“บนดอยไม่มีเวลาพูดอ้อมค่ะ ทางคดเคี้ยวพอแล้ว ถ้าคนยังพูดคดอีก ชีวิตคงเหนื่อยกว่าเดิม”
ชายหนุ่มหลุบตา จิบน้ำช้า ๆ ก่อนถาม “คุณเป็นครูจริง ๆ หรือ”
“ค่ะ”
“ทำไมกลับบ้านคนเดียวตอนฝนหนัก”
“ฉันอยู่จัดห้องเรียน เด็ก ๆ กลับหมดแล้ว ตอนแรกคิดว่าฝนจะซา แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่ค่อยเห็นใจ”
“โรงเรียนอยู่ไกลจากหมู่บ้านมากไหม”
“ไม่มากสำหรับคนที่ชินค่ะ แต่ไกลสำหรับคนจากเมืองที่คิดว่าถนนทุกเส้นต้องเรียบและมีไฟส่องทาง”
เขามองเธอ “คุณไม่ชอบคนจากเมือง”
“ฉันไม่ชอบคนที่ขึ้นมาบนดอยแล้วมองเห็นแค่ที่ดิน เห็นแค่ตัวเลข เห็นแค่ภาพสวย ๆ สำหรับขายให้นักท่องเที่ยว แต่ไม่เห็นคนที่เกิด โต รัก และฝังความทรงจำไว้บนผืนดินนี้ค่ะ”ประโยคนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปนาน เสียงฝนกระทบหลังคาดังถี่ขึ้น ราวกับธรรมชาติช่วยขีดเส้นใต้คำพูดของเธอ
“ถ้าคนจากเมืองบางคนไม่ได้มองแบบนั้นล่ะ” เขาถามช้า ๆ
อชิรญาหันไปมองเขา “ถ้ามีจริง ฉันก็อยากเห็นด้วยตาตัวเองค่ะ ไม่ใช่เห็นจากเอกสารโครงการที่ใช้คำสวยหรู แต่สุดท้ายคนในพื้นที่ต้องเป็นฝ่ายย้ายออก”
“คุณเคยเจอคนแบบนั้นมาแล้วหรือ”
“มากกว่าหนึ่งครั้งค่ะ พวกเขามาพร้อมรอยยิ้ม มาเรียกเราว่าคนท้องถิ่น บอกว่าจะช่วยพัฒนา บอกว่าจะสร้างงาน สร้างรายได้ แต่พอเอกสารเซ็นเสร็จ คนที่เคยปลูกชาก็กลายเป็นลูกจ้างรายวันบนที่ดินที่เคยเป็นของตัวเอง บางคนไม่มีงานด้วยซ้ำ เพราะเขาต้องการภาพคนพื้นถิ่นไว้ในป้ายประชาสัมพันธ์ ไม่ได้ต้องการชีวิตจริงของพวกเรา”น้ำเสียงเธอไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นจนคนฟังรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่
