บทที่ 5 ตอนที่ 5 น้ำเสียงระวังตัว

ตอนที่ 5

น้ำเสียงระวังตัว

ชายหนุ่มถามต่อ “คุณพูดเหมือนมีที่ดินสำคัญมากอยู่ในมือ”

อชิรญาชะงัก สัญชาตญาณบางอย่างเตือนให้เธอระวัง เธอไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร เหตุใดขึ้นมาบนถนนเส้นนี้ในคืนพายุ และเกี่ยวข้องกับโครงการที่เธอกำลังต่อต้านหรือไม่

“ฉันพูดในฐานะคนบนดอยค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินมากมายถึงจะเจ็บปวดแทนคนอื่นได้”

เขาจับน้ำเสียงระวังตัวของเธอได้ แต่ไม่ซักต่อ เพียงมองเปลวไฟเงียบ ๆ ความเงียบทอดยาวระหว่างทั้งสอง ไม่อึดอัดเท่าตอนแรก แต่อัดแน่นด้วยคำถามที่ยังไม่มีใครยอมถามออกมา

ผ่านไปสักพัก อชิรญาเห็นเขาหน้าซีดลงกว่าเดิม เหงื่อเย็นซึมตามไรผมทั้งที่อากาศหนาว เธอขยับเข้าไปใกล้ทันที

“คุณเวียนหัวใช่ไหมคะ”

“นิดหน่อย”

“อย่าโกหกคนทำแผลค่ะ คุณหน้าซีดมาก นอนลงก่อน”

“ผมนั่งได้”

“คุณคนเจ็บคะ ช่วยเข้าใจด้วยว่าความดื้อไม่ใช่ยารักษาแผล ถ้าดื้อแล้วหาย ฉันคงให้คุณดื่มแทนน้ำไปแล้ว”

เขาหายใจออกคล้ายยอมแพ้ อชิรญาช่วยประคองให้เขานอนลงบนแคร่ไม้ แล้วม้วนผ้าผืนหนึ่งรองศีรษะ เธอแตะหลังมือกับหน้าผากเขา ความร้อนเริ่มขึ้นจริง ๆ

“คุณเริ่มมีไข้”

“ผมไม่เป็นไร”

“ประโยคนี้ฉันใช้ได้คนเดียวค่ะ คุณห้ามแย่ง”

คราวนี้เขาหลับตาลง แต่ริมฝีปากซีด ๆ คล้ายมีรอยยิ้มจาง ๆ ผ่านมาเพียงเสี้ยววินาที

อชิรญานั่งเฝ้าเขาอยู่ข้างแคร่ คอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดและโคลนออกจากใบหน้า ยิ่งมองใกล้ เธอยิ่งเห็นความเหนื่อยล้าที่ไม่ใช่แค่จากอุบัติเหตุ ใต้ความเคร่งขรึมของเขามีบางอย่างหม่นลึก คล้ายคนที่เคยผ่านการสูญเสียจนไม่เชื่อว่าการได้รับความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นโดยไม่มีราคาที่ต้องจ่าย

กลางดึก ไข้ของเขาสูงขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มละเมอเสียงต่ำ ฟังไม่ได้ศัพท์นัก อชิรญาขยับเข้าไปใกล้เพื่อฟังว่าเขาเจ็บตรงไหนหรือไม่

“อย่า...อย่าไป...”น้ำเสียงนั้นแผ่วและแตกพร่า ต่างจากเสียงเย็นชาที่เธอได้ยินตอนเขารู้สึกตัวราวกับเป็นคนละคน

อชิรญาชะงัก มือที่กำลังจะวางผ้าบนหน้าผากเขาค้างอยู่กลางอากาศ

ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเจ็บปวดเหมือนกำลังจมอยู่ในฝันร้าย “อย่าทิ้งผมไว้...”

หัวใจของอชิรญาอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่รู้ว่าเขากำลังพูดกับใคร ไม่รู้ว่าคนที่เคยทิ้งเขาไว้คือใคร แต่เสียงของเขาในเวลานี้เปลือยเปล่าและโดดเดี่ยวจนความโกรธก่อนหน้าของเธอค่อย ๆ จางลง

เธอวางผ้าเย็นบนหน้าผากเขาเบามือ ก่อนพูดเสียงอ่อนลง “ไม่มีใครทิ้งคุณไว้ตรงนี้หรอกค่ะ ฉันยังอยู่ คุณปลอดภัยแล้ว”

เขานิ่งลงเล็กน้อย แต่ยังหายใจไม่สม่ำเสมอ มือข้างที่ไม่ได้เจ็บขยับเหมือนคว้าอะไรบางอย่างในอากาศ อชิรญาลังเล ก่อนยื่นมือไปให้เขาจับ

นิ้วของเขากุมมือเธอไว้แน่นเกินกว่าคนหมดแรงควรจะทำได้ ราวกับมือเล็ก ๆ นี้เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้งไว้ในความมืด

อชิรญานั่งนิ่ง ปล่อยให้เขาจับมือไว้ เธอมองออกไปนอกช่องไม้ที่มีน้ำฝนไหลเป็นสาย ท่ามกลางเสียงพายุ หัวใจเธอกลับเงียบลงอย่างประหลาด

บางทีคนเราก็ไม่ได้พบกันในวันที่ดีที่สุด บางทีการพบกันอาจเริ่มจากเลือด โคลน ฝน และความระแวง

แต่ในคืนที่ชีวิตใครคนหนึ่งแขวนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างเป็นกับตาย ความจริงบางอย่างก็เผยออกมาอย่างซื่อตรงกว่าคำพูดในวันที่ทุกอย่างปกติ

ผู้ชายคนนี้อาจเย็นชา อาจหยิ่ง อาจมองโลกด้วยความไม่ไว้ใจ แต่ลึกลงไป เขาก็เป็นเพียงคนหนึ่งที่กลัวการถูกทิ้ง และอชิรญารู้จักความกลัวแบบนั้นดีเกินไป

เธออยู่เฝ้าเขาจนฟ้าใกล้สาง ฝนค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงละอองบาง ๆ หมอกสีขาวลอยปกคลุมไร่ชาเหมือนผืนผ้านุ่มคลุมภูเขาทั้งลูก แสงแรกของวัน        ค่อย ๆ แทรกผ่านเมฆหนา ส่องให้เห็นหยดน้ำเกาะพราวบนยอดใบชา

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเขาชัดกว่าเมื่อคืน แม้ยังอ่อนแรงอยู่มาก สิ่งแรกที่เขารับรู้คือมือของตัวเองกำลังกุมมือใครบางคนไว้

อชิรญานั่งหลับพิงเสาไม้ข้างแคร่ ใบหน้าเปียกชื้นซีดเซียว ขอบตาคล้ำจากการอดนอน ผมยาวยุ่งเหยิงเพราะฝนและลม มือที่เขากุมไว้มีรอยแผลเล็ก ๆ หลายแห่ง เขาค่อย ๆ ปล่อยมือเธอ

อชิรญาสะดุ้งตื่นทันที สายตาเธอยังงัวเงีย แต่พอเห็นเขาลืมตาก็รีบขยับเข้ามาใกล้

“คุณตื่นแล้ว รู้สึกยังไงบ้างคะ เวียนหัวมากไหม มองเห็นชัดไหม เจ็บหน้าอกหรือเปล่า”คำถามยาวเหยียดทำให้เขาต้องใช้เวลาประมวลผล ก่อนตอบเสียงแหบ “ผมยังไม่ตาย”

“นั่นไม่ใช่คำตอบทางการแพทย์ค่ะ”

“ผมคิดว่าดีขึ้น”

“ดีค่ะ อย่างน้อยก็ยังตอบกวนได้ แสดงว่าสติดีกว่าเมื่อคืน”

เขามองเธอเงียบ ๆ ความทรงจำบางช่วงกลับมาเป็นภาพไม่ต่อเนื่อง รถเสียหลัก ฝน กระจกแตก มือของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดึงเขาออกจากความตาย เสียงบอกว่าเธอยังอยู่ และความอบอุ่นของมือเล็ก ๆ ในคืนที่เขาเผลอหลุดเข้าไปในฝันร้ายเก่า

“เมื่อคืนผม...” เขาหยุดเล็กน้อย “ผมพูดอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”

อชิรญาสบตาเขา เธอเห็นความระแวงกลับมาในดวงตานั้น แต่คราวนี้มันเจือความไม่มั่นใจบางอย่าง

“คุณมีไข้ค่ะ คนมีไข้พูดอะไรบ้างก็จำไม่ค่อยได้หรอก”

“คุณได้ยินไหม”

เธอนิ่งไป ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ได้ยินบางคำค่ะ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรเอามาถาม ถ้าคุณอยากเล่า คุณค่อยเล่าเอง ถ้าไม่อยากเล่า ฉันก็จะถือว่าเป็นเสียงของคนป่วยคนหนึ่งในคืนพายุ”คำตอบนั้นทำให้เขามองเธอนานขึ้น ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ฉวยโอกาสล่วงล้ำ ไม่ได้ทำท่าสงสารจนเขารู้สึกอ่อนแอ และไม่ได้ทำเหมือนไม่ได้ยินเพื่อโกหกให้เขาสบายใจ เธอเพียงวางระยะอย่างพอดี ระยะที่คนเจ็บยังพอมีศักดิ์ศรีของตนเองเหลืออยู่

“ขอบคุณ” เขาพูดอีกครั้ง ครั้งนี้ชัดกว่าเดิม

อชิรญายิ้มจาง ๆ “ถ้าขอบคุณจริง หลังจากลงดอยแล้วไปโรงพยาบาลด้วยนะคะ อย่าคิดว่าตัวเองแข็งแรงจนไม่ต้องตรวจ อุบัติเหตุแบบนี้อาจมีอาการซ่อนอยู่”

“คุณเป็นครูหรือหมอ”

“เป็นครูที่ต้องรู้ทุกอย่างนิดหน่อยค่ะ เพราะบนดอย ถ้ารอคนที่เชี่ยวชาญทุกเรื่องอย่างเดียว บางทีเด็ก ๆ คงไม่ได้เรียน คนป่วยคงไม่ได้กินยา และคนดื้อบางคนคงได้นอนอยู่ใต้ดินถล่มไปแล้ว”

เขาเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่เสียงคนเรียกจากด้านนอกทำให้ทั้งสองหันไปพร้อมกัน

“ครูอชิรญา! ครูอยู่แถวนี้ไหม!”

เสียงชาวบ้านดังผ่านหมอกเข้ามา อชิรญารีบลุกขึ้น เดินไปเปิดประตูกระท่อม ภาพที่ปรากฏคือชาวบ้านสามสี่คนถือไฟฉายและเสื้อกันฝนเดินมาทางไร่ชา ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความโล่งใจเมื่อเห็นเธอ

“ครู! โธ่เอ๊ย พวกเราตามหาทั้งคืน นึกว่าเป็นอะไรไปแล้ว”

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ มีคนประสบอุบัติเหตุเมื่อคืน ฉันพาเขามาหลบฝนที่นี่”

ชาวบ้านรีบเข้ามาช่วยดูชายหนุ่ม บางคนจำรถคันที่ตกข้างทางได้และพูดถึงข่าวคนจากบริษัทที่จะขึ้นมาสำรวจพื้นที่ อชิรญาได้ยินแล้วใจหล่นวูบ เธอหันไปมองชายหนุ่มบนแคร่

เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น แม้ใบหน้าจะยังซีด แต่แววตาเริ่มกลับมานิ่งลึกและควบคุมอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่นาน รถกระบะของชาวบ้านก็มารับทั้งคู่ลงไปยังลานหมู่บ้าน ใกล้กันนั้นมีรถของทีมงานอีกคันจอดอยู่ ชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาอารมณ์ดีแต่ตอนนี้สีหน้าเคร่งเครียด รีบวิ่งเข้ามาหาทันที

“คุณกฤตนัย!”

อชิรญาชะงัก กฤตนัย ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อแปลกสำหรับเธอ เธอได้ยินมาหลายครั้งจากปากผู้นำชุมชนและเอกสารโครงการ ผู้บริหารคนสำคัญที่จะขึ้นมาดูพื้นที่ด้วยตัวเอง คนที่บริษัทส่งมาเจรจาซื้อที่ดินผืนใหญ่ใจกลางไร่ชา ที่ดินของเธอ

ชายหนุ่มที่เธอลากออกจากรถกลางพายุ คนที่เธอเฝ้าทั้งคืน คนที่เธอให้เสื้อคลุมและมือของตัวเองจับไว้ยามละเมอ คือคนเดียวกับที่ต้องการซื้อผืนดินซึ่งเป็นมรดกสุดท้ายของครอบครัวเธอ

กฤตนัยเหลือบมองเธอ เขาเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปของเธอทันที และคงเข้าใจว่าความจริงบางอย่างเปิดเผยแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป