บทที่ 6 ตอนที่ 6 สัมผัสได้ชัด
ตอนที่ 6
สัมผัสได้ชัด
ธามรีบเข้ามาประคอง “คุณเป็นยังไงบ้างครับ ผมหาคุณทั้งคืน โทรไม่ติด พอเจอรถตกอยู่ข้างทางใจหายแทบแย่”
“ผมยังไหว” กฤตนัยตอบสั้น ๆ “นี่อชิรญา เธอช่วยผมไว้”
ธามหันมามองหญิงสาวทันที ก่อนยกมือไหว้อย่างจริงใจ “ขอบคุณมากนะครับ ถ้าไม่ได้คุณ...ผมไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
อชิรญาฝืนยิ้ม “ฉันแค่ทำสิ่งที่ควรทำค่ะ”
กฤตนัยจับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของเธอได้ จากเมื่อคืนที่แม้จะต่อว่าเขา แต่ยังมีความห่วงใยจริงใจ ตอนนี้กลับมีระยะห่างบางอย่างเกิดขึ้นทันที มันมองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ชัดเหมือนหมอกหนาที่ค่อย ๆ กั้นระหว่างคนสองคน
ชาวบ้านพากันซักถามเรื่องอุบัติเหตุ บางคนพูดถึงถนนลื่น บางคนโทษพายุ แต่ธามยังไม่พูดอะไร เขาเพียงขอตัวไปดูรถกับทีมงาน ส่วนกฤตนัยถูกพาไปนั่งพักที่ศาลาเล็ก ๆ หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
อชิรญาตั้งใจจะถอยออกไปเงียบ ๆ แต่เสียงของกฤตนัยเรียกไว้ก่อน
“อชิรญา”
เธอหยุดเท้า หันกลับมาอย่างช้า ๆ “คะ”
เขามองเธอด้วยสายตานิ่งขรึม “ผมอยากคุยกับคุณ”
“ถ้าเป็นเรื่องอาการของคุณ ฉันคิดว่าคุณควรคุยกับหมอมากกว่าค่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น”
เธอรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่ยังแกล้งไม่เข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ไว้ทีหลังเถอะค่ะ คุณเพิ่งเจ็บมา ควรพัก”
“ผมคือกฤตนัย”
“ฉันทราบแล้วค่ะ”น้ำเสียงของเธอนิ่งเกินไป นิ่งจนคนฟังรู้ว่ามีความผิดหวังซ่อนอยู่
กฤตนัยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดตรง ๆ “ผมขึ้นมาที่นี่เพื่อดูพื้นที่โครงการ และใช่ ผมตั้งใจจะเจรจาซื้อไร่ชาของคุณด้วยตัวเอง”
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากเขา อชิรญายังรู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ บีบหัวใจ เมื่อคืนเธอเห็นเขาเป็นชีวิตหนึ่งที่ต้องช่วยแต่เช้านี้ เขากลายเป็นคนที่อาจพรากบ้านของเธอไป
เธอมองเขานิ่ง นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนในยามทำแผลให้เขากลับแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ความหยาบกระด้าง แต่เป็นความเข้มแข็งของคนที่เคยถูกบีบให้ต้องปกป้องสิ่งสำคัญด้วยตัวเองมานาน
“ถ้าคุณอยากคุยเรื่องซื้อไร่ชา คำตอบของฉันคือไม่ขายค่ะ”
“คุณยังไม่ได้ฟังข้อเสนอของผม”
“ฉันไม่จำเป็นต้องฟังค่ะ เพราะคำตอบจะเหมือนเดิม”
“คุณอชิรญา ผมเข้าใจว่าคุณผูกพันกับที่ดิน แต่ผมอยากให้คุณมองภาพกว้าง โครงการนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อทำลายพื้นที่ เราจะพัฒนาแบบอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้ชุมชน ทำให้คนบนดอยมีงาน มีตลาดรองรับสินค้า และมีโอกาสมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผมไม่ได้ขึ้นมาพร้อมความตั้งใจจะไล่ใครออกจากบ้าน ผมต้องการทำให้พื้นที่นี้มีมูลค่าโดยที่คนในพื้นที่ยังได้ประโยชน์”
อชิรญามองเขาอย่างเจ็บลึก “คุณพูดเหมือนเอกสารทุกฉบับที่ฉันเคยอ่านค่ะ คำว่าอนุรักษ์ คำว่าพัฒนา คำว่าสร้างรายได้ ฟังดูดีเสมอเวลามันอยู่บนกระดาษ แต่เวลามันเกิดขึ้นจริง คนที่ต้องเสียก่อนคือคนเล็ก ๆ บนดอย คุณอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้มาไล่ใคร แต่วันที่ราคาที่ดินสูงขึ้น วันที่ค่าใช้จ่ายแพงขึ้น วันที่ชาวบ้านไม่อาจอยู่กับวิถีเดิมได้อีกต่อไป ใครจะรับผิดชอบชีวิตพวกเขาคะ”
“ผมรับผิดชอบในส่วนที่ผมทำได้”
“แต่ชีวิตคนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจค่ะ คุณรับผิดชอบด้วยตัวเลขไม่ได้”
กฤตนัยนิ่งไป สายตาเขาเข้มขึ้น ไม่ใช่เพราะโกรธอย่างเดียว แต่เพราะเธอแตะจุดที่เขาไม่คุ้นเคย ผู้คนในห้องประชุมมักถกเถียงกับเขาด้วยข้อมูล กำไร ขาดทุน และอัตราผลตอบแทน แต่ผู้หญิงตรงหน้าโต้แย้งด้วยชีวิตจริง ด้วยดินเปียกใต้เท้า ด้วยใบชา และด้วยความทรงจำที่เขายังไม่เข้าใจ
“คุณตัดสินผมเร็วไป” เขาพูดเสียงต่ำ
“เมื่อคืนคุณก็ตัดสินฉันเร็วเหมือนกันค่ะ คุณถามว่าฉันเป็นคนของใคร ทั้งที่ฉันกำลังดึงคุณออกจากรถที่กำลังจะถูกดินทับ”ประโยคนั้นทำให้เขาชะงัก
