บทที่ 2 ตอนที่ 2 สัญญาเช่า

ตอนที่ 2 สัญญาเช่า

#เช้าวันถัดมา

พริมมาถึงร้านก่อนเจ็ดโมงครึ่ง ไม่ใช่เพราะตั้งใจมารอใคร แต่เพราะเมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับ เอาแต่คิดถึงผู้ชายหน้าดุที่ซื้อขนมปังไหม้ไปตั้งหกก้อน แล้วบอกว่าจะกลับมาคุยเรื่องตลาด

เธอไม่ได้คิดถึงเขาเสียหน่อย

แค่สงสัยว่าคนเราจะกินขนมปังไหม้หกก้อนหมดได้อย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งน้ำหนึ่งเหยือก

“พี่พริม เตรียมขนมปังไว้ให้คุณคีรินทร์ด้วยหรือเปล่าคะ” เด็กฝึกงานเอ่ยถาม ขณะช่วยเรียงครัวซองต์ลงตู้กระจก

“พี่เตรียมขนมปังปกติ”

“อ๋อ แสดงว่าคิดว่าเขาจะกลับมา”

“พี่เตรียมไว้ขายลูกค้าทุกคน”

“แต่พี่วางไว้ตรงหน้าเคาน์เตอร์พอดีเลยนะคะ”

พริมขยับถาดขนมปังไปอีกฝั่งทันที

“ตรงนี้แสงสวยกว่า”

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังตอนแปดโมงตรง

พริมเงยหน้าจากถาด ตรงประตูมีคีรินทร์ยืนอยู่เหมือนเมื่อวาน เพิ่มเติมคือวันนี้เขาไม่ได้พาลูกน้องเข้ามาด้วยสามคน มีเพียงชายตัวสูงในชุดสูทที่เดินตามหลังมาอย่างสุภาพ และถือแฟ้มเอกสารอยู่หนึ่งเล่ม

“กาแฟดำครับ” คีรินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียวที่ดีกว่าเมื่อวาน

“วันนี้มีขนมปังไม่ไหม้นะคะ” พริมเอ่ยบอกเขา

“ผมไม่ได้ถาม”

“แต่คุณมองอยู่”

เขามองถาดขนมปังตรงหน้าแล้วเลื่อนสายตากลับมาหาเธอ “เอามาหนึ่งชิ้น”

“จะเอาไปทำอะไรคะ”

“กิน”

“แน่ใจนะคะ ไม่ได้แค่ไม่อยากให้เสียของ”

คีรินทร์นิ่งไปเล็กน้อย

“วันนี้ไม่ไหม้ ผมเลยไม่ต้องใช้เหตุผลนั้น”

พริมเผลอยิ้ม ก่อนหันไปชงกาแฟ เธอจัดขนมปังใส่จานพร้อมเนยและแยมเล็กน้อย วางตรงหน้าเขา ส่วนแฟ้มเอกสารถูกวางไว้บนเคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง

“เมื่อวานคุณบอกว่าจะมาคุยเรื่องตลาด” เธอว่า

“ใช่”

“คุยตอนคุณกินขนมปังได้ไหมคะ จะได้แน่ใจว่าคุณกินจริง”

“ได้”

เขาหยิบมีดขึ้นมาปาดเนยบนขนมปังอย่างเรียบร้อย พริมแอบสังเกตว่าทุกอย่างที่เขาทำดูเป็นระเบียบไปหมด แม้แต่การวางช้อนยังเหมือนวัดระยะด้วยไม้บรรทัด

“คุณเป็นเจ้าของตลาดทั้งหมดหรือคะ” เธอถาม

“บริษัทเป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ มีบางแปลงที่เป็นของเอกชน”

“แล้วคุณมีอำนาจตัดสินใจเรื่องแผนพัฒนาหรือเปล่า”

“ผมเป็นคนดูแลโครงการ”

“แปลว่ามี”

“แปลว่าผมต้องฟังข้อมูลก่อนตัดสินใจ”

พริมพยักหน้าช้า ๆ

“ดีค่ะ เพราะฉันมีข้อมูลให้ฟัง”

คีรินทร์วางขนมปังลงบนจาน

“คุณเตรียมแผนไว้แล้ว?”

“ยังค่ะ แต่ฉันมีเวลาเตรียมได้ถ้ารู้ว่ากำลังแข่งกับอะไร”

เธอหยิบซองกระดาษจากใต้เคาน์เตอร์ สอดไว้ข้างเครื่องคิดเงินตั้งแต่เมื่อวานหลังได้ยินข่าวเรื่องบริษัทเข้ามาสำรวจ ซองนั้นมีตราของผู้จัดการพื้นที่ตลาด พริมเปิดออกและดึงหนังสือแจ้งเตือนมาให้เขาดู

“นี่ฉันเพิ่งได้เมื่อวานค่ะ”

คีรินทร์อ่านเอกสาร บนหน้าแรกระบุว่าสัญญาเช่าร้านละมุนจะหมดในอีกหกสิบวัน และบริษัทเสนอให้ต่อสัญญาในอัตราค่าเช่าใหม่ ซึ่งสูงกว่าเดิมเกือบสามเท่า หากไม่ยอมรับ ร้านต้องคืนพื้นที่ภายในกำหนด

สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วที่จับกระดาษหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ใครเป็นคนส่งให้คุณ”

“ฝ่ายจัดการตลาดค่ะ คุณไม่รู้เหรอคะ”

“ยังไม่มีการอนุมัติค่าเช่าใหม่”

“แต่มีตราบริษัทอยู่ตรงนี้”

“ผมจะตรวจสอบ”

พริมดึงเอกสารกลับมา

“ฉันไม่ได้เอามาให้คุณยกเลิกให้เป็นพิเศษนะคะ ฉันแค่อยากรู้ว่าแผนของบริษัทจะทำอะไรกับร้านค้าเก่า”

“ผมเข้าใจ”

“แล้วคุณจะตรวจสอบจริง ๆ หรือแค่พูดให้ฉันสบายใจ”

ชายที่ถือแฟ้มด้านหลังคีรินทร์ขยับเหมือนจะพูด แต่คีรินทร์ยกมือห้ามไว้ก่อน

“ผมจะให้คุณเห็นเอกสารที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนออกหนังสือฉบับนี้”

“แล้วถ้าบริษัทตั้งใจขึ้นค่าเช่าจริงล่ะคะ”

“คุณมีสิทธิ์เสนอแผนอื่น”

“สิทธิ์เสนอไม่เหมือนสิทธิ์ตัดสินใจนะคะ”

“จริง” เขาตอบโดยไม่เถียง “แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ”

พริมมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดเล่มเล็กจากชั้นใต้เคาน์เตอร์ขึ้นมา

“งั้นฉันขอพาคุณดูตลาดค่ะ อยากให้เห็นว่าร้านที่อยู่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อกับตัวเลขค่าเช่า”

คีรินทร์เหลือบมองแฟ้มที่เลขาฯ ถืออยู่

“ผมมีนัดกับทีมสำรวจพื้นที่ตอนเก้าโมง”

“ดีเลยค่ะ เดินพร้อมกันได้”

“คุณจะพาทีมไปด้วยหรือ”

“ฉันจะพาคุณไปค่ะ ทีมคุณจะตามหรือไม่ตามก็แล้วแต่”

พริมคว้ากระเป๋าผ้าและบอกเด็กฝึกงานให้ช่วยดูร้านครึ่งชั่วโมง ก่อนเดินนำออกไป คีรินทร์วางเงินค่ากาแฟกับขนมปังไว้บนเคาน์เตอร์ เขารอรับเงินทอนเหมือนเมื่อวาน และรับถุงขนมปังที่พริมยื่นให้โดยไม่ได้ขอ

“ซื้อเพิ่มเหรอคะ” เธอถาม

“เผื่อผมกินไม่อิ่ม”

“ดีค่ะ วันนี้ไม่ไหม้แล้ว”

“ผมรู้”

ตลาดกุหลาบยามเช้าคึกคักกว่าที่พริมคาด กลิ่นดอกไม้จากแผงหน้าทางเข้าเจือกับกลิ่นหมูปิ้งและกาแฟโบราณ เสียงแม่ค้าทักกันข้ามแผง เสียงรถเข็นล้อดังครืดคราดไปตามทางเดินปูนที่มีรอยแตกร้าวเป็นช่วง ๆ

“ตรงนี้ทุกวันพุธมีร้านขายดอกไม้จากสวนแถวชานเมือง” พริมชี้ไปยังพื้นที่ใต้ต้นหูกระจง “ถ้าแผนใหม่ย้ายทางเดิน เขาจะไม่มีที่จอดรถเข็น แล้วก็ต้องขนของไกลขึ้น”

คีรินทร์มองพื้นที่ที่เธอชี้

“มีข้อมูลจำนวนร้านค้ากับเวลาเปิดปิดไหม”

“มีค่ะ ฉันช่วยป้าจันทร์ทำบัญชีตลาดอยู่บ้าง”

“คุณรู้จักทุกร้านหรือ”

“เกือบหมดค่ะ ที่จำไม่ได้ก็จำหน้าได้”

“ทำไมต้องช่วยทำบัญชี”

พริมชะงักนิดหนึ่ง

“ป้าจันทร์เป็นคนเลี้ยงฉันมา ร้านนี้เป็นของป้ามาก่อน ฉันช่วยงานมาตั้งแต่เด็ก พอป้าเริ่มเหนื่อยก็เลยรับช่วงต่อ”

คีรินทร์ไม่ได้ถามต่อ เขาเดินช้าลงให้ตรงกับจังหวะของเธอ ทั้งสองหยุดหน้าร้านซ่อมรองเท้าที่เจ้าของกำลังจัดคู่รองเท้าบนชั้น พริมทักชายสูงวัยอย่างคุ้นเคยแล้วแนะนำคีรินทร์ว่าเป็นคนจากบริษัทที่จะมาดูแผนตลาด

ชายสูงวัยมองสูทของคีรินทร์แล้วมองรองเท้าหนังเงาวับของเขา

“เดินตลาดไหวหรือพ่อหนุ่ม พื้นไม่เรียบ ระวังสะดุดล่ะ”

“ไหวครับ”

“ถ้าสะดุดอย่าฟ้องตลาดนะ ลุงซ่อมรองเท้าได้ ไม่ได้ซ่อมเข่า”

พริมหลุดหัวเราะ คีรินทร์ก้มมองพื้นทันทีเหมือนตรวจสอบว่ามีหลุมอยู่ตรงไหน

พวกเขาเดินต่อไปยังร้านขายยา ร้านน้ำผลไม้ และแผงผักที่รถเข็นของหญิงสูงวัยเมื่อวานจอดอยู่ พริมทักทุกคนและฟังเรื่องที่แต่ละร้านกังวล บางคนกลัวค่าเช่าแพง บางคนกลัวว่าจะไม่มีที่ขายของระหว่างปรับปรุง ส่วนบางคนอยากให้ซ่อมห้องน้ำและเพิ่มไฟตรงทางเดิน

คีรินทร์จดข้อมูลลงในสมุดของตัวเอง

“ทีมสำรวจของคุณไม่มีข้อมูลพวกนี้หรือคะ” พริมถามตอนเดินพ้นแผงผัก

“มีข้อมูลจำนวนพื้นที่กับรายได้โดยประมาณ”

“แต่ไม่มีเสียงคนใช้พื้นที่จริง”

“ตอนนี้มีแล้ว” เขาปิดสมุด

พริมชะลอฝีเท้า “คุณจะเอาไปใส่ในรายงานจริงไหม”

“ถ้าข้อมูลตรวจสอบได้”

“คุณนี่เชื่ออะไรยากจังนะคะ”

“เป็นนิสัยของผม”

“คงเหนื่อยน่าดู”

“บางครั้ง”

คำตอบสั้น ๆ ของเขาทำให้พริมเงียบไป เธอเคยคิดว่าคนมีอำนาจคงใช้ชีวิตง่าย อยากได้อะไรก็สั่งให้คนเอามาให้ แต่ดูจากสีหน้าแล้วคีรินทร์อาจไม่ได้มีชีวิตสบายอย่างที่คนอื่นคิด

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณคีรินทร์ครับ ทีมสำรวจมาถึงแล้วครับ”

ชายในชุดสูทที่เดินตามมาหยุดห่างออกไป เขาหันมามองพริมก่อนถามเจ้านาย

“จะเริ่มวัดพื้นที่ตามผังเดิมเลยไหมครับ”

“รอก่อน” คีรินทร์ตอบ

“แต่กำหนดส่งแผน…”

“ผมบอกให้รอก่อน” น้ำเสียงเขายังคงราบเรียบ ทว่าผู้ช่วยรีบพยักหน้า

พริมไม่ชอบที่เขาใช้เสียงแบบนั้นกับลูกน้อง แต่ก็เห็นว่าคำสั่งนั้นทำให้ทีมสำรวจหยุดปักหมุดลงกลางทางเดิน

“ขอบคุณค่ะ” เธอพูด

“ผมยังไม่ได้ทำอะไร”

“คุณหยุดเขาไม่ให้วัดทางเดินก่อนฟังคนในตลาด นั่นก็นับแล้วค่ะ”

คีรินทร์มองร้านค้ารอบตัว “ผมจะให้ฝ่ายจัดการตรวจสอบหนังสือแจ้งค่าเช่า และเปิดรับข้อเสนอจากร้านค้า แต่ผมอยากได้แผนที่มีตัวเลข ไม่ใช่แค่คำว่าอยากให้อยู่เหมือนเดิม”

“ได้ค่ะ ฉันจะทำแผนให้”

“คุณมีเวลาเจ็ดวัน”

“ทำไมต้องเจ็ดวันคะ”

“กำหนดประชุมโครงการ”

“ฉันมีร้านต้องดู มีขนมต้องอบ แล้วก็มีชีวิตส่วนตัวนะคะ”

“สิบวัน” เขาต่อรองทันที “ผมเลื่อนประชุมได้สามวัน”

พริมกอดอก

“สองสัปดาห์ค่ะ”

เขาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

“ตกลง”

“แล้วหนังสือค่าเช่าล่ะคะ”

“ผมจะสั่งระงับการเปลี่ยนค่าเช่าระหว่างตรวจสอบ”

“ชั่วคราวนะคะ ไม่ใช่ยกเลิกให้ร้านฉันร้านเดียว”

“ผมจะให้ตรวจสอบทุกร้านที่ได้รับหนังสือแบบเดียวกัน”

พริมพยักหน้า

“แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อยค่ะ”

“เมื่อวานคุณบอกว่าผมพูดน้อย”

“วันนี้คุณพูดมากขึ้นแล้วนี่คะ”

“เพราะคุณถามเยอะ”

“ฉันถามเรื่องร้านค่ะ”

“ผมก็ยังตอบเรื่องร้าน”

พริมยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปทางร้านละมุน

“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะเอาแผนร่างมาให้ดูค่ะ”

“อีกสองสัปดาห์ไม่ใช่หรือ”

“แผนร่างค่ะ ไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์”

คีรินทร์พยักหน้ารับ ระหว่างเดินกลับมาที่ร้าน เขาเปิดถุงขนมปังแล้วหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมากัด พริมเหลือบเห็นแต่ไม่พูดอะไร

“รสชาติเป็นยังไงคะ” เธอถามเมื่อถึงหน้าร้าน

“กินได้”

“คำชมของคุณนี่ประหยัดมากเลยนะคะ”

“ผมพูดตามจริง”

“งั้นพรุ่งนี้ลองชิมเค้กค่ะ เผื่อคุณจะมีคำชมยาวขึ้นอีกนิด”

“ผมจะมาดูแผน”

“ค่ะ มาดูแผน แล้วก็ชิมเค้ก”

คีรินทร์ไม่ได้ปฏิเสธ เขาก้าวออกไปพร้อมทีมสำรวจ ส่วนพริมยืนมองตามจนรถสีดำเคลื่อนออกจากซอย

เธอกลับเข้าร้าน เปิดสมุดบัญชีของตลาด แล้วเริ่มจดข้อมูลที่เพิ่งรวบรวมมา ค่าเช่า จำนวนร้านค้า พื้นที่ทางเดิน และความต้องการของคนในชุมชน

สองสัปดาห์ไม่มากนัก แต่ก็น่าจะพอให้เธอพิสูจน์ได้ว่าตลาดนี้ควรมีอนาคต

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง เด็กฝึกงานที่แอบมองรถอยู่หน้าร้านรีบหันกลับมา

“คุณคีรินทร์ลืมของหรือเปล่าคะ”

พริมมองไปที่เคาน์เตอร์ มีถุงขนมปังวางอยู่หนึ่งถุง

คีรินทร์ไม่ได้ลืมอะไร

เขาแค่ซื้อขนมปังปกติกลับไปด้วยอีกสองก้อน

“พี่พริมคะ ดูสิคะ”

“ก็แค่ลูกค้าซื้อขนม” พริมตอบ พลางหยิบถุงขึ้นจัดให้เรียบร้อย “ไม่มีอะไรพิเศษสักหน่อย”

แต่เธออดยิ้มไม่ได้ตอนนึกถึงชายหน้าดุที่อาจกลับมาพรุ่งนี้เพื่อดูแผนตลาด หรือเพื่อชิมเค้กกันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป