บทที่ 3 จุดเริ่มต้นของรอยร้าว 2
ณ หอพักนักศึกษาหญิง
ตุบ !
กระเป๋าเป้ใบใหญ่และกองแฟ้มหนักอึ้งถูกเหวี่ยงลงปลายเตียงอย่างไม่ไยดี ร่างระหงในชุดนักศึกษาตัวโคร่งทิ้งตัวลงนั่งกระแทกเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวถอดแว่นตากรอบหนาเตอะวางกระแทกโต๊ะจนเกิดเสียงดังแกร๊ก
ความเงียบในห้องมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่ง ๆ แต่ในโสตประสาทของโรสกลับอื้ออึงไปด้วยเสียงเคาะแหวนเกียร์สแตนเลสและน้ำเสียงหยิ่งผยองของพายุที่ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา
‘จืดชืด แว่นเตอะ เสื้อผ้ายับย่นหน้ามันย่อง... ต่อให้แก้ผ้าเดินมาทอดสะพานให้กูฟรี ๆ กูก็ไม่เอา’
ลมหายใจร้อนผ่าวถูกพ่นจากริมฝีปากอิ่ม โรสเท้าแขนกับขอบโต๊ะ นัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสจ้องมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก ภาพที่เห็นคือหญิงสาวที่ซ่อนทรวดทรงคอดกิ่วไว้ใต้เสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์ กระโปรงพลีทยาวกรอมเท้า และผมสีดำขลับที่ถูกมัดรวบตึงดูไร้ชีวิตชีวา
เธอจงใจแต่งตัวแบบนี้เพื่อเลี่ยงความวุ่นวายและสายตาแทะโลมจากพวกผู้ชาย มุ่งมั่นแค่เรื่องเรียนและการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่การทำตัวเป็นธาตุอากาศ...
ไม่ได้แปลว่าใครจะมีสิทธิ์มาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอด้วยคำพูดสวะ ๆ แบบนั้น !
ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งยกขึ้นบดคลึงติ่งหูตัวเองซ้ำ ๆ อย่างลืมตัว ยิ่งนึกถึงแววตาเหยียดหยามของอดีตเฮดว้ากคนนั้น แรงบีบที่ติ่งหูก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามโทสะที่เดือดพล่าน
แกร๊ก...
เสียงลูกบิดประตูดังขึ้น พร้อมร่างของ ‘มิ้นท์’ เพื่อนสนิทควบตำแหน่งรูมเมทที่ก้าวเข้ามาพร้อมถุงช็อปปิ้งแบรนด์ดัง มิ้นท์ชะงักเท้าเมื่อเห็นเพื่อนสนิทนั่งหน้าตึงกำมือแน่น
“เป็นอะไรเนี่ยโรส นั่งหน้าเครียดคิ้วชนกันเชียว แล้วนั่น... ถอดแว่นทำไม” มิ้นท์วางถุงกระดาษลงบนปลายเตียง แล้วเดินมาเท้าพนักเก้าอี้
โรสสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมละมุนจากผิวกายไม่ได้ช่วยให้ความคุกรุ่นในใจลดลงเลยสักนิด เธอเล่าเหตุการณ์หน้าลานเกียร์ให้เพื่อนฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านในตอนท้าย
“เขาบอกว่าต่อให้ฉันแก้ผ้าไปเสนอให้ฟรี ๆ เขาก็ไม่เอา !”
โรสแค่นหัวเราะ นัยน์ตาสีน้ำตาลวาวรื้นแต่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างเย่อหยิ่ง
“ฉันแค่อยากเรียนเงียบ ๆ ผิดมากเหรอที่ไม่ได้แต่งตัวโชว์เนื้อหนัง ทำไมต้องเอาฉันไปพูดจาเหยียดหยามเป็นตัวตลกในวงเพื่อนเขาด้วย”
มิ้นท์เบิกตากว้าง ตบพนักเก้าอี้ดังป้าบ !
“ไอ้พี่พายุ ! ไอ้รุ่นพี่วิศวะเถื่อนที่คิดว่าหล่อรวยแล้วจะปากหมาใส่ใครก็ได้งั้นเหรอ !”
มิ้นท์กัดฟันกรอด หมุนเก้าอี้โรสมาเผชิญหน้า
“แกฟังฉันนะโรส... แกสวย แกซ่อนรูป ผิวแกขาวเนียน แล้วกลิ่นตัวแกก็หอมกุหลาบชาขาวจนผู้ชายต้องเหลียวหลัง ถ้าแกยอมถอดไอ้แว่นป้านี่ออก แล้วใส่เสื้อผ้าพอดีตัว ไอ้พี่พายุนั่นแหละจะต้องกลืนน้ำลายตัวเองจนสำลัก !”
“ฉันไม่อยากยุ่งกับคนแบบนั้น” โรสเบือนหน้าหนี แต่ริมฝีปากยังเม้มสนิท
“แต่แกจะปล่อยให้เขาดูถูกฟรี ๆ ไม่ได้เหมือนกันเว้ย !”
มิ้นท์สวนทันควัน ก่อนเดินไปเทของจากถุงกระดาษลงบนเตียง ชุดเดรสสายเดี่ยวเข้ารูปผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดี เปิดเปลือยแผ่นหลังเว้าลึก ร่วงหล่นทับผ้าห่มพร้อมรองเท้าส้นสูงสีดำปลายแหลม
“พรุ่งนี้มีงานเฟรชชี่ไนท์ ตอนแรกฉันซื้อชุดนี้มาเผื่อตัวเอง แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว มันเกิดมาเพื่อแกว่ะโรส” มิ้นท์ทาบชุดเดรสสีแดงเข้ากับลำตัวเพื่อน สายตาเป็นประกายวาววับ
“การแก้แค้นที่เจ็บแสบที่สุด ไม่ใช่การเดินไปด่ามัน แต่คือการทำให้คนที่ด่าแก... คลั่งแกจนแทบเป็นบ้า แล้วแกก็ค่อยสลัดมันทิ้งเหมือนขยะ !”
โรสมองชุดซาตินที่แนบไปกับผิว นัยน์ตาสีน้ำตาลสะท้อนแสงไฟในห้อง ความลังเลตีตื้นขึ้นมาในอก...
เธอไม่เคยทำตัวโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน แต่เมื่อคำปรามาสเถื่อน ๆ ของพายุดังแทรกเข้ามาในหัวอีกครั้ง มือน้อยที่กุมกันแน่นก็ค่อย ๆ คลายออก
โรสแตะเนื้อผ้าลื่นมือของชุดเดรส ความเย็นของผ้าซาตินและกลิ่น Wild Peony & White Tea อบอวลขึ้นราวกับปลุกตัวตนที่ถูกกดทับให้ตื่นขึ้น สลัดคราบยัยเนิร์ดจืดชืดทิ้งไป
“พรุ่งนี้...”
เสียงหวานเอ่ยแผ่ว แต่ความดื้อรั้นในแววตากลับหนักแน่นจนคนฟังขนลุก
“ช่วยแต่งหน้าให้ฉันทีนะมิ้นท์ เอาให้จำไม่ได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้คือยัยเนิร์ดที่เขาบอกว่า... ให้ฟรียังไม่เอา”
มิ้นท์คลี่ยิ้มกว้างเจ้าเล่ห์ พยักหน้ารับอย่างรู้ใจ
ค่ำคืนพรุ่งนี้...
งานเฟรชชี่ไนท์จะไม่ได้มีแค่เสือร้ายจอมหยิ่งผยองอีกต่อไป แต่จะมีกุหลาบซ่อนหนามที่พร้อมจะกรีดผิวเนื้อของอดีตเฮดว้ากให้แสบร้อนจนลืมหายใจ !
