บทที่ 2 ผู้มีพระคุณ
จินหว่านได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่เอ่ยสิ่งใด นางรู้ดีว่าวันหนึ่งมู่ฮองเฮาจะต้องรู้ถึงการมีอยู่ของนาง แต่ไม่คิดว่าจะล่วงมานานถึงห้าปี ที่นางจะต้องคอยมองท้องฟ้า สวนดอกไม้ที่งดงาม อยู่แต่ภายในห้องเท่านั้น
ตำหนักทองคำแล้วอย่างไร สวนดอกเหมยแดงที่นางชื่นชอบ หรือแม้แต่ดอกโบตั๋นที่งดงามเป็นหนึ่งนับร้อยกระถาง ในเมื่อนางไม่อาจออกไปไปชื่นชมได้แม้แต่เพียงอึดใจ อยากชื่นชมก็ทำได้เพียงให้นางกำนัลยกเข้ามาภายในห้องของนางแทน
ชุดผ้าไหมเนื้องามที่เป็นเครื่องบรรณาการ สิ่งของล้ำค่าที่วางประดับจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้นางได้ชื่นชม แต่ทุกสิ่งที่เห็นนางไม่ต้องการ นางอยากออกไปจากกรงขังทองคำนี้ใจแทบขาด ภายนอกรู้เพียงว่านางหนีหายไปหลังจากที่จ้าวตงหยุนรับญาติผู้น้องของนางเข้าจวน แต่ใครจะคิดว่านางจะถูกซ่อนเอาไว้ในวังหลวงเช่นนี้
มู่ฮองเฮามีเวลาไม่มาก นางส่งสายตาให้นางกำนัลและขันทีข้างกาย จับยึดร่างของจินหว่านเอาไว้ ยารสขมที่มองก็รู้ว่าไม่ใช่ยาบำรุงร่างกายถูกกรอกลงลำคอระหงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถึงจะต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพียงใด แต่ยาพิษที่ถูกกรอกใส่ปากถึงสองชามก็ทำให้จินหว่านไม่อาจหนีไปจากความตายได้ ร่างของนางค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้นดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน
“หึหึ หวังว่าฝ่าบาทจะมาช่วยเจ้าหรือ พระองค์เดินทางออกไปจัดการกบฏโซ่วอ๋องที่นอกเมือง ยามนี้จะมีกระจิตกระใจเป็นห่วงเจ้าได้อย่างไร ไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการเก็บกวาดเรื่องของเจ้าให้เอง”
จินหว่านขมวดคิ้วอย่างมึนงง นางไม่มีเวลาคิดเรื่องที่มู่ฮองเฮาพูด ด้วยไม่อยากเชื่อว่าโซ่วอ๋องที่พิการไปแล้วจะก่อกบฏได้อย่างไร ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้สติของนางเริ่มจะขาดๆ หายๆ
จินหร่วนยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน แม้ภายในร่างกายของนางจะถูกแผดเผาจนไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาของนางยังเบิกกว้างจ้องมองมู่ฮองเฮาให้ชัดเจน
“ขอบใจจะ เจ้า เจ้ามากที่ช่วยให้ ขะ ข้าหลุดพ้น”
แววตาของมู่ฮองเฮามีประกายความตกใจไหลผ่านอยู่ครู่ เมื่อเห็นรอยยิ้มของจินหว่านที่ยินดียอมรับความตาย
หลังจากนั้นจินหว่านนางไม่รู้แล้วว่ามู่ฮองเฮาจัดการร่างของนางเช่นใด และหาข้อแก้ตัวกับฮ่องเต้เช่นใดเมื่อนางหายตัวไป แต่อย่างว่า การหายตัวไปของนางอาจจะไม่กระทบกับหลี่หรงฝูเลยสักนิด เขามีสตรีข้างกายมากมายเพียงนั้น จะหาคนมาแทนที่นางเมื่อใดก็ย่อมได้
แต่หากมู่ฮองเฮาได้ล่วงรู้ว่านางมิได้ตายในครั้งนั้นไม่รู้จะมีสีหน้าเช่นใด นางถูกคนช่วยเหลือเอาไว้ แต่พิษที่ได้รับทำให้ต้องสูญเสียการมองเห็นและตัวนางไม่อาจพูดได้อีกเลย นางรู้จากผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ ว่าร่างของนางถูกทิ้งอยู่ที่สุสานนอกวังหลวง
ถึงแม้จะช่วยเอาไว้ได้ แต่พิษที่ได้รับก็เริ่มกัดกินร่างกายของนางไปมากแล้ว หมอที่เขาพามารักษาบอกว่านางอยู่ได้มากที่สุดคงไม่เกิดสามเดือน นางเองก็ไม่ประสงค์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เมื่อมองสิ่งใดก็ไม่เห็น ทั้งยังไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ก้าวเดินด้วยตนเอง
ในแต่ละวัน ผู้มีพระคุณของนางที่ไม่ยอมบอกกล่าวนามของเขา ภายในห้องมีเพียงเสียงทุ้มต่ำของเขาที่บอกเล่าเรื่องน่าสนใจที่เคยพบเจอมาให้นางฟัง โดยที่จินหว่านไม่อาจโต้ตอบกลับไปได้ เขาจะพานางเดินไปรอบเรือนพัก ทั้งยังเล่าให้ฟังว่ารอบๆ เรือนมีสิ่งใดอยู่บ้าง
‘ท่านผู้มีพระคุณข้าน้อยคงไม่อาจอยู่ถึงวันที่ดอกเหมยแดงจะบาน หวังว่าท่านจะชื่นชมมันแทนข้าแล้วเล่าให้ข้าฟังถึงความงามที่ข้างหลุมสักครั้งก็พอใจ’
จินหว่านทำได้เพียงเขียนใส่ฝ่ามือหนาของเขา เพื่อบอกสิ่งที่นางต้องการและโต้ตอบคำถามกับเขาในแต่ละครั้ง นางส่งยิ้มหวานให้เขาโดยที่ไม่รู้ว่าจะงดงามหรือน่าเกลียดเพียงใด
ด้วยยามนี้นางไม่รู้ว่ารูปลักษณ์ของนางยังจะงดงามเป็นหนึ่งอยู่หรือไม่ ทุกสองสามวันที่เขามาพบนาง มักจะตำหนิเรื่องที่นางผ่ายผอมลงไปเรื่อยๆ แต่นางก็ยังชอบฟังน้ำเสียงที่ไม่พอใจ และการดูแลของเขาที่เอาใจใส่นางอย่างดี ยังคิดฝันไปว่า จะดีเพียงใดหากนางได้มองเห็นใบหน้าของเขา แม้จะอัปลักษณ์อย่างที่เขาว่า นางก็ยินดีที่จะติดตามเขาไปชั่วชีวิต
แต่ชีวิตของจินหว่านนั้นสั้นนัก นางอยู่ไม่ทันถึงสามเดือนเช่นที่หมอได้บอกเอาไว้ ในวันที่ผู้มีพระคุณมาหานางอีกครั้ง หิมะแรกตกลงมา
“อาหว่าน หิมะแรกตกลงมาแล้ว” เสียงของเขาสั่นเทาอย่างน่าสงสาร
ด้วยรู้ดีว่าสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนเริ่มจะไม่ไหวแล้ว แต่นางก็ยังคงยิ้มหวานราวกับไม่กลัวความตายเช่นเดิมเหมือนที่ผ่านมา
‘ท่านพาข้าออกไปเดินได้หรือไม่’ ครั้งนี้นางเขียนช้าลงกว่าเดิมมากนัก แต่เขาก็ยังรอให้นางเขียนใส่มืออย่างใจเย็น
“เจ้าเดินไหวหรือ ข้าจะอุ้มเจ้าออกไป”
‘แต่ข้าอยากสัมผัสหิมะสักครั้ง’ นางบีบมือของเขาเอาไว้แน่นอย่างอ้อนวอน หลายปีที่ถูกขังอยู่ภายในตำหนักทองคำ จินหว่านไม่เคยได้สัมผัสหิมะเลยสักครั้ง มีเพียงนางกำนัลที่สงสารนางออกไปตักหิมะใส่ถาดทองคำเข้ามาให้นางได้สัมผัส แต่พอมาถึงมันก็เริ่มละลายไปเสียแล้ว
“ได้”
จินหว่านนางพยายามเอื้อมมือไปถอดรองเท้าและถุงเท้าของนางอย่างยากลำบาก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นความต้องการครั้งสุดท้ายของนางจึงยอมที่จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง
เมื่อฝ่าเท้าที่เขาราวกับหยกเนื้อดีสัมผัสหิมะที่หนาวเย็น แทนที่นางจะหดเท้ากลับมา จินหว่านดันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ มือของนางปัดป่ายไปตามพื้นที่มีหิมะอยู่ไม่มากอย่างสนุกสนาน
