บทที่ 5 5
“อ๋อ เฮียไทจะให้จีงไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนใช่ไหมคะ”
“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้จะชวนเธอไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อน แต่ฉันจะพาเธอไปกินข้าวแล้วนั่งเป็นเพื่อนเธอ ก็เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่หรือไง”
“เฮียไทรู้ได้ไงคะ ว่าจีงยังไม่ได้กินข้าวเลย”
อย่ามาทำแบบนี้นะ เดี๋ยวหัวใจของหญิงสาวอย่างเธอหวั่นไหว เขายิ่งหล่อๆอยู่ด้วยแล้วมาทำตัวใจดี ดูเป็นห่วงแบบนี้ เธอกลัวใจจะไปแอบปลื้มเขาจัง
‘บ้าน่าจีง อย่าคิดเข้าข้างตัวเองสิ เฮียไทเขาแค่สงสาร’
“เธอเป็นคนช่างถามจังเลยนะจีง”
เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ไทเลยพึ่งรู้ว่าเธอก็เป็นคนช่างถามช่างสงสัยเหมือนกันนะ แต่เวลาทำหน้าสงสัยก็น่ารักดี ดูธรรมชาติดี
“ก็ซ้อไม่ยอมกินข้าวแล้วสาวใช้แสนซื่อสัตย์อย่างเธอก็คงไม่ยอมกินเหมือนกัน เจ้านายไม่กินเธอก็จะไม่กิน ฉันพูดถูกไหมล่ะ”
“...” จีงก้มหน้าหลบสายตาของไท ทุกคำที่เขาพูดออกมาถูกหมดทุกอย่าง เรื่องที่จะไม่กินข้าวถ้าคุณหนูยังไม่กิน อันนี้ไม่ได้มีใครมาบังคับเธอว่าห้ามกิน เธอสามารถกินได้ปกติแต่เธอไม่กินเอง ก็เธอคุณหนูจะอดเธอก็จะอดเป็นเพื่อนคุณหนูเอง
“หากรักเจ้านายจริง เธอต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้นะจีง ถ้าร่างกายของเธออ่อนแอแล้วเธอจะดูแลคุณหนูของตัวเองได้อย่างไง รักเจ้านายเป็นเรื่องดีแต่อย่าลืมรักตัวเองด้วย เข้าใจไหม”
“ขะ เข้าใจค่ะ ฮือ...”
จู่ๆก็เหมือนโดนพ่อสอน ทำให้น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มเสียอย่างนั้น คำพูดของไทพูดดีจนเธอรู้สึกผิดไปเลย เขาพูดถูกเธอควรจะต้องดูแลตัวเองให้ดีสิจะได้แข็งแรงและดูแลคุณหนูได้ในเวลาที่คุณหนูไม่สบาย
“แล้วจะร้องไห้ทำไมเนี่ย ฉันไม่ได้ดุเธอ หยุดร้องแล้วไปกินข้าว เร็ว!” ไม่รอให้เธอตอบหรืออะไร ไทคว้าข้อมือเล็กแล้วพาจีงเดินไปทางที่จะไปห้องครัวทันที
‘เข้าใจอารมณ์ของเฮียฉีแล้วว่ารู้สึกอย่างไงตอนที่อยู่กับซ้อหมวย เฮ้อ ผู้หญิงเป็นอะไรที่เข้าใจยากที่สุดในโลก!!’
ขณะที่ไทกำลังพาจีงไปห้องครัวอยู่นั้นภายในห้องนอนของหมวยก็...
“รู้ว่าเฮียเป็นคนใจร้ายแต่หมวยก็ไม่เคยฟังคำพูดของเฮียเลย ไม่กลัวเฮีย แล้วพอถูกทำโทษก็มาว่าเฮียใจร้ายแทนที่จะโทษตัวเอง แบบนี้กักบริเวณคงเบาเกินไปจริงๆสินะ”
หม่าม้าหาลูกมาให้เขาชัดๆ ไม่ได้หาเมียมาให้หรอก ที่ผ่านมาก็ใจดีกับเธอมากแล้วนะ สงสัยต้องทำตัวใจร้ายจริงๆบ้างแล้วถึงจะได้รู้จักคำว่ากลัวเฮียจริงๆ
“เฮียฉี ฮึก เฮียจะทำโทษอะไรหมวยอีก หมวยไม่เอานะแค่กักบริเวณอย่างเดียวก็พอแล้ว ทำผิดเรื่องหนีเที่ยวก็โดนกักบริเวณแล้ว ผิดหนึ่งอย่าง ทำโทษหนึ่งอย่าง เฮียจะมาสั่งทำโทษเพิ่มไม่ได้นะคะ เพราะหมวยยังไม่ได้ทำอะไรผิดเพิ่มเลย”
หันกลับมาพูดกับเขาเชิดหน้าใส่อย่างไม่ยอมแพ้ด้วย ยอมรับว่าเธอทำเป็นเก่งใส่เขา ทั้งที่ในใจก็กลัวเขาหัวหด มือสั่น ขาสั่นไปหมดแล้ว แต่ไม่ยอมแสดงออกให้เฮียรู้หรอกว่าหมวยกลัว
“ทำสิ หมวยทำผิดที่ไม่ยอมกินข้าวกินยา หนึ่ง ไม่กินข้าวเท่ากับทำผิดเพราะเฮียบอกให้หมวยกินข้าว สอง ไม่กินยาเท่ากับทำผิดเพราะเฮียบอกให้หมวยกินยา รวมเป็นทำผิดคำสั่งเฮียเพิ่มอีกสองอย่าง แบบนี้เฮียทำโทษหมวยเพิ่มได้”
“เฮียอะ ฮึกๆ ไม่เอา หมวยไม่ให้เฮียทำโทษเพิ่ม” หันหน้าหนีเขาอีกครั้งพร้อมธารน้ำตาที่ไหลรินลงมาเหมือนเขื่อนแตก
เธอเสียใจและรู้สึกอึดอัดมากเพราะไม่สามารถทำอะไรที่จะเอาชนะเขาได้เลย ถ้าอาฉีจะไม่ยอมก็คือไม่ยอมเขาไม่ใจดีกับเธอ แล้วหมวยก็ไม่สามารถขัดคำสั่งเขาได้ เธออาจจะพูดเถียงเขาแต่สุดท้ายก็ต้องทำตามความต้องการของอาฉีอยู่ดี
หมวยเป็นลูกคุณหนูถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็ก เธออยากได้อะไรก็มีแต่คนตามใจเธอไม่มีใครขัดใจ ไม่เคยถูกดุ ไม่เคยถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ แต่พอรู้ว่าต้องย้ายมาอยู่บ้านตระกูลจางและมาอยู่ในฐานะภรรยาของทายาทตระกูลนี้ด้วย
วินาทีแรกเลยเธอคัดค้านหัวชนฝา เพราะเธอกับอาฉีไม่เคยเจอกัน ไม่เคยคุยกันเลยสักคำ แล้วจะไปอยู่ด้วยกันได้ไง เราไม่ได้รู้จักกันดีด้วยซ้ำและเธอก็ยังไม่อยากมีสามี
โดยเฉพาะกับผู้ชายคนนี้ จาง อาฉี ชื่อเสียงเขาดังจะตาย เป็นทายาทมาเฟีย ทั้งหล่อ ทั้งรวยและเขาเป็นคนเก่งมาก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด มีอำนาจที่ใครหลายๆคนอยากมี ผู้หญิงก็อยากได้เขาเป็นสามีกันทั้งนั้น ยกเว้นหมวย คุณสมบัติเหล่านั้นของอาฉีไม่ได้ทำให้เธออยากได้เขาเป็นสามี ไม่ใช่สเปค!
แต่สุดท้ายก็ต้องยอมฝืนใจตัวเองย้ายมาอยู่ที่บ้านเขา มาเรียนรู้นิสัยของกันและกัน ที่เธอยอมก็เพราะบิดาขอร้องเพราะท่านหวังดีและอยากเห็นเธอเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมและดูแลเธอได้
ถ้าเธอแต่งงานกับอาฉี บิดากับมารดาจะได้สบายใจหมดห่วง และการดองกันของสองบ้านก็เป็นผลดีต่อธุรกิจของครอบครัวเธอด้วย ชื่อเสียงของตระกูลจางจะทำให้ธุรกิจของบิดาเติบโตและยิ่งใหญ่ได้มากขึ้นไปอีก
เพราะเหตุผลนี้และเข้าใจเจตนาที่หวังดีของท่านทั้งสองเธอเลยยอมย้ายมาอยู่ที่นี่เตรียมตัวเป็นภรรยาของเขา ถึงจะต้องมาเป็นภรรยาแต่เราสองคนไม่ได้นอนห้องเดียวกันเพราะต้องการให้เกียรติเธอ รอวันที่เราแต่งกันแล้วค่อยย้ายมาอยู่ห้องเดียวกัน ระหว่างนั้นก็ศึกษากันและกันไปก่อน แต่เราดันเข้ากันไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ‘เฮียชอบให้เชื่อฟัง ส่วนเธอไม่ชอบฟังใคร’
