บทที่ 10 หออภิรมย์ 4/3

“ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเรียกอย่างร้อนรนของปี้หลันกงกงพร้อมเหล่าทหารองครักษ์ ที่บัดนี้เจอตัวผู้เห็นนายที่พวกเขาตามหามานานสองนาน ปี้หลันโล่งอกเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่เป็นอะไรมากนัก หากพระองค์เป็นอะไรไปปี้หลันคนนี้จะเอาหน้าที่ไหนไปพบไทเฮาเล่าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท

“เราไม่เป็นอะไร พวกเจ้าลุกขึ้นเถิดก่อนจะมีคนมาเห็น”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”

เอ๊ะ!ประเดี๋ยวนะทำไมพระสนมหลี่ซื่อซินถึงมาอยู่กับฝ่าบาทได้เขาควรจะอยู่ที่วังหลวงสิ ปี้หลันได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่กล้าถามออกไป

“กลับกันเถอะฝ่าบาท ไหน ๆ ก็เจอท่านกงกงแล้ว” หลี่ซื่อซินพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าไม่มีเหตุต้องอยู่ที่นี่ต่อ

“จะรีบกลับทำไมพระสนมนานครั้งเราจะได้ออกมา ท่านอยู่เที่ยวเล่นกับเราก่อนแล้วค่อยกลับนะ มาเถิดเราได้ยินมาว่าที่ตลาดมีเทศกาลโคมลอย พวกเราไปดูกันเถิดนะ”

“แต่ว่าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หากไม่รีบกลับจะเป็นที่สงสัยเอาได้” ปี้หลันแย้งขึ้นเพราะนี่ก็ยามห้ายแล้วหากรู้ว่าฮ่องเต้กับพระสนมหายไปมีหวังวังหลวงต้องวุ่นวายแน่

“เอาเถิดกงกงท่านไม่ต้องเป็นห่วง เราแค่อยากดูโคมลอยเท่านั้น”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

แสงจันทร์ทอแสงสาดส่องในยามค่ำคืนกระทบสายน้ำ เหล่ามัจฉาต่างแหวกม่านธาราอย่างรื่นรมย์ ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เมื่อมองไปยังท้องฟ้าก็พบกับโคมลอยที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่างไสวดุจยามตะวันแรกแย้ม

ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างออกจากบ้านมาดูโคมไฟงามบนท้องฟ้าที่ส่องแสงสว่างไสว บ้างก็เตรียมโคมลอยมาปล่อยด้วยก็มี ทำให้บรรยากาศสองข้างทางครึกครื้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

บรรยากาศยามนี้ทำให้ผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดทั้งสองมองทิวทัศน์เบื้องหน้าโดยปราศจากคำพูดใด ความงามยามค่ำคืนช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของสองบุรุษได้เป็นอย่างดี

“เราเคยได้ยินมาว่าหากอธิษฐานกับโคมลอยแล้วคำอธิษฐานจะเป็นจริง” คนงามเอ่ยแล้วมองไปยังคนตรงหน้ายิ้ม ๆ เวลาแบบนี้เขาไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสมัน

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็พอได้ยินมาบ้าง” หลี่ซื่อซินตอบรับ เขามองดูโคมลอยที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าพินิจดูแล้วมันช่างสวยงามยิ่งนัก

หลี่ซื่อซินเป็นนักรบที่ชายแดนมานานยากนักที่เขาจะได้เจอบรรยากาศสวยงามเช่นนี้

“ท่านอธิษฐานสิ่งใดหรือพระสนม” เมื่อปล่อยโคมไฟออกไปเว่ยหรู่อี้จึงถามขึ้นเพราะเห็นอีกฝ่ายอธิษฐานอยู่นาน

“แล้วไยกระหม่อมต้องบอกฝ่าบาทด้วยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่ซื่อซินตอบกลับยิ้ม ๆ ทำให้เว่ยหรู่อี้ต้องยิ้มตามไปด้วย รอยยิ้มของทั้งสองทำให้ผู้คนที่พบเจอต่างต้องมนตร์ที่น่าหลงใหลนี้ ภาพของหนึ่งบุรุษงามหนึ่งบุรุษผู้หล่อเหล่าน่าเกรงขามช่างชวนมองกว่าโคมไฟที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเสียอีก

“ยามท่านยิ้มเช่นนี้น่ามองกว่าตอนท่านทำหน้าตาโกรธเกรี้ยวเสียอีกนะพระสนม” เว่ยหรู่อี้ตรัสหยอกเย้าคนตรงหน้ายิ้ม ๆ แต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะทำให้หลี่ซื่อซินหุบยิ้มในทันที

“แล้วผู้ใดเล่าชอบทำให้กระหม่อมทำหน้ายักษ์หน้ามาร”

หลี่ซื่อซินตอบไม่จริงจังนักก่อนจะมองไปยังท้องฟ้าอีกครั้งหากหยุดเวลาได้เขาก็อยากจะหยุดมันเอาไว้ไม่อยากให้มันผ่านไป

หลายปีมานี้หลี่ซื่อซินต้องแบกรับหน้าที่หนัก ไม่ใช่ว่าใครจะทำมันได้หากแต่เพียงต้องมีใจรักแผ่นดินเป็นมั่น เขาเกิดมาในตระกูลนักรบที่เสียสละเพื่อบ้านเมืองมาถึงสามช่วงคน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าที่ที่เขาต้องแบกรับมันหนักหนาเพียงใด หากแต่เวลานี้เขาก็พอผ่อนคลายมันไปได้บ้างก็เพียงเท่านั้น

เขาเพียงอธิษฐานกับโคมไฟไม่ให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับแผ่นดิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป