บทที่ 11 หารือ 5/1

ยามอาทิตย์อุทัยเป็นการเริ่มต้นของสรรพสิ่ง การฝึกลมปราณในช่วงเวลานี้ถือเป็นการดูดซับพลังได้เป็นอย่างดี การฝึกลมปราณใต้แสงอาทิตย์เช่นนี้ก็มีผลดีใหญ่หลวง หลี่ซื่อซินจึงใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝนวรยุทธ์

หลี่ซื่อซินเมื่อเป็นพระสนมเอกก็เหมือนคนว่างงานจากเดิมเคยจับดาบทำศึก วางแผนการรบ บัดนี้มาอยู่วังหลวงจะหาสิ่งใดทำก็เป็นเรื่องต้องห้ามไปเสียหมด มีเพียงแต่การรำดาบฝึกปรือวรยุทธ์เท่านั้นที่เขาพอจะทำมันได้บ้าง

นางกำนัลน้อยทั้งตำหนักตนและตำหนักใหญ่ต่างพากันมาชื่นชมท่วงท่าอันล้ำเลิศของพระสนมหลี่ บางนางถึงขั้นผัดหน้าขาว ทาปากแดง เพื่อหวังสักวันจะต้องตาพระสนมแต่เมื่อมองไปยังฮ่องเต้รูปงามแล้ว พวกนางมีหรือจะหาเทียบ ขนาดฮ่องเต้รูปงามขนาดนี้พระสนมก็หาสนใจ พวกนางจึงควรจะเตรียมตัวทำงานรับใช้ทั้งสองพระองค์เสียยังดีกว่า

แปะ ๆ เสียงปรบมือของบุคคลปริศนาดังมาแต่ไกล เมื่อหันไปมองตามเสียงนั้นก็พบกับร่างสูงใหญ่น่ายำเกรงของพระปิตุลาเว่ยหลานชวน ที่กำลังย่างกรายเข้าหาเขาพร้อมด้วยเจ้าเหมียวตัวสีขาวขนปุกปุย

“กระหม่อมหลี่ซื่อซิน ถวายพระพรพระปิตุลา” หลี่ซื่อซินลดดาบลงก่อนจะถอนคำนับอย่างสง่า แม้เขาจะอยู่ชายแดนมานานแต่ก็พอรู้ทำเนียบในวังหลวงอยู่บ้าง

เจ้าเหมียวตัวอ้วนมองหน้าเขาก่อนจะขู่ฟู่ ๆ ออกมา เขาเองก็ได้แต่นิ่งเฉยไม่สนใจมันมากนัก เพราะเขาเองก็ไม่ค่อยถูกกับแมวเท่าไรนัก

“ต้องขออภัยท่านแม่ทัพ เจ้าเพ่ยเพ่ยคงไม่ชินกับคนแปลกหน้า” คนตรงหน้าเอ่ยยิ้ม ๆ หลี่ซื่อซินพยักหน้ารับเขาไม่ได้อะไรมากอยู่แล้ว

“ได้ยินมานานว่าท่านแม่ทัพใหญ่วรยุทธ์สูงส่งนัก วันนี้ได้เห็นกับตาถือเป็นบุญของข้าไม่น้อย” เว่ยหลานชวนกล่าววาจาชื่นชม

หลี่ซื่อซินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมานิด ๆ เพราะนานครั้งจะมีคนมาชมเขาตรง ๆ เช่นนี้ “พระปิตุลากล่าวเกินไปแล้ว” เขาตอบอย่างถ่อมตน

เขาเองถึงแม้ว่าจะเป็นแม่ทัพชายแดนมานาน แต่ก็พอจะได้ยินชื่อเสียงของพระปิตุลาพระองค์นี้มาบ้าง พระปิตุลาเว่ยหลานชวนเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้พระองค์ก่อนหรือเรียกง่าย ๆ ว่าน้องชายนั่นเอง พอมาสมัยนี้ก็มีศักดิ์เป็นอาของฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ ได้ยินมาว่าพระปิตุลาพระองค์นี้จิตใจแน่วแน่ เที่ยงตรงเป็นธรรม เมื่อตอนฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ตอนเยาว์วัยก็มีพระปิตุลาเว่ยหลานชวนคอยสอนสั่ง นั่นเป็นเรื่องราวที่ทุกคนต่างรู้ดี แต่ไม่ใช่ว่าฉากหน้าจะเป็นคนดีอย่างปากว่า หลี่ซื่อซินรู้ข้อนี้ดีกว่าใคร

“ท่านแม่ทัพเป็นพระสนมมาก็เกือบจะแรมเดือนไม่ได้ออกรบจับศึกคงจะเบื่อมิใช่น้อย” พระปิตุลาเว่ยหลานชวนพูดพร้อมกับลูบขนเจ้าเหมียวไปด้วย เจ้าเหมียวอ้วนทำหน้าเคลิบเคลิ้มชอบใจที่เจ้านายของมันทำแบบนั้น

“กระหม่อมก็พอเบื่อหน่ายอยู่บ้าง โชคดีที่วังหลวงมีลานศึกไว้คอยยืดเส้นยืดสายเลยผ่อนคลายไปได้บ้าง” หลี่ซื่อซินเอ่ยตอบ จริงดั่งที่เขาว่าหากไม่มีลานศึกแห่งนี้แล้วเขาก็คงเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำเป็นแน่ ต้องขอบคุณฮ่องเต้องค์ก่อนที่สร้างที่แห่งนี้ไว้เขาจึงพอคลายเมื่อยล้าอยู่บ้าง

“อย่างนั้นหรอกหรือ ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพจะคุยเป็นเพื่อนกับข้าได้หรือไม่” พระปิตุลาเว่ยหลานชวนเอ่ยก่อนจะมองหน้าเขานิด ๆ หลี่ซื่อซินพยักหน้าตอบรับเป็นการตกลง ดีเสียอีกที่เขาไม่ต้องคอยสืบเรื่องของคนตรงหน้าให้มากความได้พูดคุยกันคงพอจะรู้นิสัยใจคอมาบ้าง

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ซื่อซินก็พอจะเดาได้ว่าคนตรงหน้านิสัยใจคอเป็นอย่างไร ภายใต้ใบหน้าที่แย้มยิ้มแต่แววตากับมีอะไรซ้อนอยู่ ที่เขาเองก็ไม่อาจจะรู้ได้

“จริงสิชวนท่านแม่ทัพคุยเสียนานท่านแม่ทัพคงจะเหนื่อยแย่ อย่างนั้นข้าไม่รบกวนท่านแม่ทัพจะดีกว่า อีกอย่างเพ่ยเพ่ยของข้าก็ดูจะหิวแล้วด้วย” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ซื่อซินก็ไม่ได้ค้านอะไร ดีเสียอีกเพราะเขาก็เริ่มเบื่อแล้วเหมือนกัน

ท่ามกลางกระแสความเคลือบแคลงใจและความสับสน ไม่มีวี่แววที่เรื่องเมื่อคืนนั้นจะคลี่คลายลงไปได้ง่ายเลย คราแรกคิดว่าโชคดีที่จับพวกนั้นมาได้แต่น่าเสียดายที่พวกมันดันกินยาพิษปลิดชีพเสียก่อน เห็นทีเรื่องนี้ไม่ง่ายเสียเลย

“ฝ่าบาท พลานามัยสำคัญมากนะพ่ะย่ะค่ะ เมื่อคืนฝ่าบาทไม่ได้บรรทมมาทั้งคืน ทรงเสด็จกลับตำหนักใหญ่ก่อนเถิด” ปี้หลันที่เดินมาพร้อมกับถ้วยชาพูดขึ้น

“ท่านจะให้เรานอนหลับลงได้อย่างไรกงกง” เว่ยหรู่อี้ตอบพร้อมกับรับถ้วยชามาดื่ม คนงามสีหน้าเคร่งขรึมหนักกว่าเดิม เมื่อนึกคิดเรื่องนั้น เขาได้แต่มืดแปดด้าน

“กงกงเตรียมเกี้ยวเราจะไปตำหนักหยางหลง”

“ตอนนี้พระสนมไม่ได้ประทับอยู่ที่ตำหนักพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงประทับอยู่ที่ศาลาพักใจกับพระปิตุลา” ปี้หลันทูลรายงาน

“พระปิตุลาอย่างนั้นหรือ” เขามีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ทำไมพระสนมหลี่ถึงไปอยู่กับพระปิตุลาได้ เรื่องนี้น่าแปลกใจยิ่งนัก

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ปี้หลันรับคำ เว่ยหรู่อี้พยักหน้ารับอย่างเข้าใจโบกมือไล่ปี้หลันให้ออกไปก่อน

ที่แห่งนั้นมีอะไรกันแน่ ทำไมทำให้คนพวกนั้นถึงยอมตายเพื่อมัน เขาต้องสืบให้รู้เรื่องทั้งหมดให้ได้ พระสนมหลี่ต้องรู้อะไรมากกว่าที่เขารู้เป็นแน่เห็นทีเขาต้องเรียกมาถามให้รู้ความ

“ฝ่าบาท อำมาตย์หลิวมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านอำมาตย์หรือ ให้เข้ามาได้”

ประตูห้องทรงพระอักษรเผยออก ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดเต็มยศ กำลังย่างกรายเข้ามาหาเขา อำมาตย์หลิวมาได้เวลาพอดีเห็นทีเขาต้องพึ่งพาคนผู้นี้เสียแล้ว

“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”

“ไม่ต้องมากพิธี”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” หลิวอี้ม่านสังเกตเห็นสีพระพักตร์ที่เคร่งเครียดของฮ่องเต้ก็รู้ได้ทันทีว่าฮ่องเต้ต้องมีเรื่องหนักพระทัยเป็นแน่

“ท่านมาก็ดีแล้วท่านอำมาตย์ เรามีเรื่องจะหารือกับท่านพอดี”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หลิวอี้ม่านพอจะทราบสาเหตุที่ฮ่องเต้ทรงกังวลแล้วจึงค่อยกราบทูล “ฝ่าบาท ที่แห่งนั้นตอนนี้มีพระปิตุลากุมอำนาจอยู่เกรงว่ายากจะตรวจสอบแต่ถ้าหากฝ่าบาทมีพระประสงค์กระหม่อมจะส่งคนไปสอดแนม”

ได้ฟังดังนั้นเว่ยหรู่อี้ก็พยักหน้ารับ เขาพอเข้าใจอยู่บ้าง หออภิรมย์เป็นกิจการของวังหลวงที่พระปิตุลาเว่ยหลานชวนดูแล ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีอาจจะส่งผลเสียต่อพระปิตุลาก็เป็นได้เรื่องนี้จึงควรตรวจสอบให้แน่ชัด

“กงกงเรียกพระสนมหลี่มาพบเราที่ตำหนัก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป