บทที่ 12 หารือ 5/2

ด้านของหลี่ซื่อซินที่ตอนนี้คอยดูแลความเรียบร้อยของวังหลังอยู่ให้วุ่นเหตุเพราะตอนนี้มีเขาเป็นนายเพียงคนเดียว สิ่งไหนไม่เคยดูแลก็ต้องจัดการ สิ่งไหนยังไม่ชินก็เริ่มทำตัวให้ชิน วังหลังแห่งนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติมากมายไม่ว่าจะกิน ดื่ม หรือนอน เขายังต้องวางตัวให้เหมาะสมอยู่เสมอ มิเช่นนั้นก็จะโดนนางกำนัลตำหนักไทเฮาตำหนิเอาได้ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะลืมไปหรือเปล่าว่าเขาเป็นทหารจะให้มีกิริยาท่าทางเรียบร้อยดั่งเหล่าสตรีก็หาใช่เรื่องไม่

“ซิวอิงช่วยข้าหน่อยสิ” หลี่ซื่อซินกระซิบบอกนางกำนัลคนสนิท ตอนนี้เขาต้องมาเรียนมารยาทบนโต๊ะอาหารตามคำสั่งไทเฮา เขาก็จะตายอยู่ละจะแกล้งโวยวายทำลายข้าวของเหมือนครั้งก่อนก็เห็นว่ามิสมควรแล้วอย่างนี้เขาจะทำอะไรต่อไปได้ ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับกรรมต่อไป

“พระสนมเพคะหม่อมฉันสอนกี่รอบแล้วทำไมทรงจำไม่ได้เสียที” นั่นอย่างไรล่ะยัยป้าเจ้าระเบียบดุเขาอีกแล้ว

“ก็มันยากนิ อีกอย่างทำไมข้าต้องมาทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ด้วย” หลี่ซื่อซินบ่นออกมาให้คนตรงหน้าได้ยิน เขาก็หมดความอดทนกับมันเต็มทีแล้วเหมือนกัน เขาทำอันโน้นก็ผิดอันนี้ก็ผิด เขาชักจะจนปัญญาให้เขาออกรบจับศัตรูเสียยังดีกว่า

“ก็เพราะพระองค์เป็นถึงซูเฟย กิริยาท่าทางก็ต้องเรียบร้อยให้เหมาะสมกับฝ่าบาทสิเพคะ” หัวหน้านางกำนัลอาวุธโสหรือเจี่ย

หมัวหมัวเอ่ยเสียงเรียบ นางไม่มีทางทีกลัวเกรงพระสนมหลี่ที่เป็นแม่ทัพเลยสักนิด ซ้ำยังคอยสั่งให้เขาทำนู้นทำนี้อยู่ร่ำไป

หลี่ซื่อซินมีสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมทำตามอีกฝ่ายอย่างว่าง่ายแต่ภายในใจกลับก่นด่าเจ้าฝ่าบาทหน้าเต่าอย่างขุนเคือง หากมิใช่เพราะเขาต้องมาเป็นสนมให้อีกฝ่ายปานนี้เขาคงจะได้ฝึกดาบหรือลำทวนอยู่ที่ค่ายทหารเป็นแน่

“เรียนพระสนมกงกงตำหนักใหญ่ให้คนมาบอกว่าฝ่าบาทเรียกพระสนมเข้าเฝ้าเพคะ”

สวรรค์! ในที่สุดก็เห็นใจข้าเสียที

“พระสนมรีบเสด็จเถิดเพคะ” ซิวอิงเมื่อได้โอกาสก็รีบช่วยนายของตน ทางด้านเจี่ยหมัวหมัวเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ดีเสียอีกนางจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอนพระสนมต่อเพราะดูเหมือนพระสนมองค์นี้จะสอนยากสอนเย็นอย่างที่นางคิดไว้ไม่ผิด

ตำหนักใหญ่

“ถวายพระพรฝ่าบาท” หลี่ซื่อซินถอนคำนับอย่างสง่า ดูเหมือนว่าการตรากตรำเรียนมารยาทของเขาจะได้ผลอยู่บ้าง

“ลุกขึ้นเถอะ”

“มิทราบว่าฝ่าบาทเรียกกระหม่อมด้วยเหตุอันใด คงไม่ได้เรียกมาคุยเล่นกระมัง” ได้ทีหลี่ซื่อซินก็กล่าววาจากระทบคนตรงหน้า

“ท่านคิดว่าเราไร้สาระอย่างนั้นเชียว”

“หามิได้แต่ฝ่าบาทก็ทรงทำเช่นนั้นเป็นประจำ”

“เอาเถิดพระสนมเรามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาท่าน ครั้งนี้ถือเราว่ายอมแล้วกัน” หลี่ซื่อซินสังเกตสีหน้าจริงจังของคนตรงหน้าแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าฝ่าบาทหน้าเต่านี้คงมีเรื่องให้หนักใจเป็นแน่ มิเช่นนั้นคงไม่เรียกเขามาหาหรอก

“ฝ่าบาทมีเรื่องอันใดจะพูดคุยกับกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือจะเป็นเรื่องเมื่อคืนนั้น”

“ใช่เรื่องนั้น เราอยากจะรู้ว่าทำไมท่านถึงไปที่นั้น”

“กระหม่อมก็กราบทูลไปแล้วว่าแค่ไปตรวจดูความเรียบร้อย อีกอย่างฝ่าบาททรงอย่าลืมสิว่ากระหม่อมเป็นแม่ทัพที่ดูแลกรมทหารทั้งหมด เมื่อทราบข่าวอะไรมาก็ต้องไปตรวจสอบ” หลี่ซื่อซินร่ายยาว เขาคิดดูแล้วว่าไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกฝ่ายอีก เพราะดูท่าฝ่าบาทจะพอรู้อะไรมาบ้าง

“แล้วข่าวที่ท่านทราบมานี่ได้มาจากที่ใดกัน” คนงามถามต่อเพราะเขาก็อยากรู้ว่าแหล่งข่าวของอีกคนน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด

“กระหม่อมทราบมาจากท่านกุนซือจางกั๋วซิน ที่ก่อนหน้ากระหม่อมให้เขาไปสืบความที่หออภิรมย์จึงได้รู้มาว่าจะมีเรือต้องสงสัยเทียบท่าในคืนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกเราก่อน”

“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงราชวงศ์ กระหม่อมขอสืบให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยรายงานฝ่าบาท” เว่ยหรู่อี้พยักหน้าเข้าใจ

หลี่ซื่อซินจึงกล่าวต่อไปว่า “วันนั้นกระหม่อมเลยไปที่นั่นเพื่อตรวจสอบดู แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นแผนลวงของพวกมันที่หลอกให้เราติดกับดัก” สิ้นเสียงของพระสนมหลี่คิ้วของฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้คลายปมลง

“เห็นทีเรื่องนี้เราต้องร่วมมือกันแล้วละพระสนม”

“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น”

“เอาละพูดเรื่องเครียดกันมามากพอแล้ว หลายวันมานี้เราไม่ได้ไปเยี่ยมท่านเลยไม่ทราบว่าพระสนมสบายดีหรือไม่ หรือคิดถึงเราจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ”

ดูเอาเถิดเจ้าฝ่าบาทหน้าเต่านี่จริงจังได้ไม่นานก็กลับมาเป็นคนเช่นนี้อีกแล้ว “กระหม่อมกินอิ่มนอนหลับสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ดีกว่าตอนที่ฝ่าบาทมาหาเป็นไหน ๆ”

“พระสนมพูดแบบนี้เราก็เสียใจแย่” คนงามตีน่าเศร้าเล่าความเท็จ มุมปากกระตุกยิ้ม หากใครเห็นเข้าก็คงตกใจเป็นลมล้มพับไป

ตาม ๆ กัน หลี่ซื่อซินได้แต่กลอกตามองท่าทางของคนตรงหน้า หาก

ฝ่าบาททรงอยู่ในคณะละครหลวงคงได้รับบทนางร้ายเป็นแน่

“จริงสิเราได้ยินมาว่าวันนี้ท่านอยู่พูดคุยกับพระปิตุลาไม่ทราบว่าพอจะได้ข้อมูลอันใดมาบ้าง”

“พระปิตุลาแค่มาคุยเล่นกับกระหม่อมเพียงเท่านั้น เขาไม่ได้เผยพิรุธอันใดออกมาพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหรู่อี้พยักหน้ารับแล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม

“ได้ยินมาว่าเสด็จแม่สั่งให้ท่านเรียนคุณสมบัติของพระสนม เราหวังว่าท่านจะไม่ทำข้าวของเสียหายไปมากกว่านี้นะพระสนมหลี่”

“กระหม่อมว่าถ้าฝ่าบาทอยากให้เป็นแบบนั้น ก็ทรงกราบทูลไทเฮาให้หมัวหมัวตำหนักไทเฮาไม่ต้องมาสอนกระหม่อมแล้ว จะเป็นการดีนะพ่ะย่ะค่ะ” ได้ทีหลี่ซื่อซินก็รีบพูดสิ่งที่ตนต้องการไปทันที ใครมันจะอยากไปเรียนมารยาทบ้า ๆ นั่นกันเล่า ถ้าหนักสุดเขาก็คงจะได้ไปเข้าโรงครัวทำอาหารเป็นแน่

“เห็นคงทีจะไม่ได้ละพระสนม เสด็จแม่มีบัญชามาแล้วท่านก็ทน ๆ เรียนไปเถิด” หลี่ซื่อซินเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่เขาต้องทนเรียนคุณสมบัติสนมบ้า ๆ นี้อีกนานแค่ไหนกัน

เวลาผ่านไปจนถึงยามยามซวี (19.00 – 20.59 น.) แต่กลับได้ยินเสียงโวยวายมาจากตำหนักของพระสนมเอกอย่างหลี่ซื่อซินที่บัดนี้กำลังวุ่นอยู่กับการหนีนางกำนัลในตำหนักตน เหตุเพราะพวกนางบอกว่าจะจับเขาขัดตัว คืนนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาเขาจึงต้องเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วมีหรือคนอย่างหลี่ซื่อซินจะยอม

“โถ่! พระสนมทรงให้พวกหม่อมฉันจัดการเถอะนะเพคะ” ซิวอิงพูดออกมาอย่างเหนื่อยใจเพราะพระสนมเอาแต่ทำหน้ายักษ์หน้ามารน่ะสิ แล้วทีนี้ใครมันจะไปกล้าเข้าใกล้ ลำพังแรงพวกนางทั้งหมดก็จับไม่อยู่

“พอเลยนะซิวอิงเจ้าไม่เห็นใจข้าเลย ตัวของข้าข้าอาบน้ำเองได้” หลี่ซื่อซินว่าออกมาท่าทางหงุดหงิด

“แต่วันนี้ฝ่าบาทเสด็จนะเพคะพระสนม”

“ฝ่าบาทมาแล้วอย่างไร ไม่มาแล้วอย่างไร” พูดพลางเอาผ้ามาคุมกายเอาไว้ ที่เขามีสภาพเช่นนี้ก็เพราะพวกนางกำนัลพยายามจะถอดเสื้อผ้าเขาน่ะสิ เขาเป็นชายจะให้พวกนางมาปรนนิบัติอย่างนั้นมันก็กระไร อยู่โชคดีที่เขาสลัดพวกนางหลุดได้เห็นตัวบาง ๆ ร่างเล็กแบบนั้นพวกนางแรงเยอะเสียยิ่งกว่าบุรุษเพศบางคนเสียอีก

“โถ่พระสนม หม่อมฉันจะทำเช่นไรดี” ซิวอิงโอดครวญ พระสนมของนางช่างดื้อเสียจริง

“ก็ไม่ต้องทำสิ พวกเจ้าอยากไปทำอะไรก็ไปไม่ต้องมายุ่งกับข้า”

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เพคะ เดี๋ยวพวกกระหม่อมจะไปเรียกพวกขันทีมาปรนนิบัติพระสนมนะเพคะ” ซูถิงหนึ่งในนางกำนัลพูดเสนอความคิดเพราะนางก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน

“ไม่เอา! พวกเจ้าแค่ไปเตรียมอ่างอาบน้ำให้ข้าก็พอ” เมื่อไม่มีหนทางพวกนางเลยยอมจำนนทำตามที่พระสนมสั่งแต่โดยดี

“ฝ่าบาทเสด็จ!” สิ้นเสียงประกาศก็ปรากฏร่างทรงอำนาจของฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ พระองค์โบกมือไล่ให้ทุกคนออกไปเหลือเพียงแค่เขากับพระสนมหลี่เพียงเท่านั้น

เว่ยหรู่อี้มองสำรวจเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยจนเห็นมัดกล้ามของอีกคนจนชัดเจน บางครั้งเขาก็นึกริษยาคนตรงหน้าเหมือนกันที่มีร่างกายล่ำสันสมชายชาตรีต่างกับเขาที่มีใบหน้าสวยงามราวอิสตรี

“พระสนมท่านก็ยอม ๆ พวกนางไปเถิดหรือท่านกลัวน้ำ”

หลี่ซื่อซินถลึงตาใส่คนตรงหน้า หากไม่ใช่เพราะเจ้าฝ่าบาทหน้าเต่านี่ เขาคงไม่มีสภาพเป็นเช่นนี้ “กระหม่อมไม่ได้กลัวน้ำ แต่กระหม่อมเป็นชายแล้วให้พวกนางมาปรนนิบัติมันก็แปลก ๆ”

“ช่างเถอะ ท่านไปอาบน้ำเสียเราจะรออยู่ที่ห้องบรรทม”

“ทำไมต้องรอ ฝ่าบาทมีอะไรจะตรัสก็เชิญเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“หรือท่านจะให้เราอาบให้เลือกเอานะพระสนม” คนงามมีสีหน้าเจ้าเล่ห์ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายหัวจรดเท้าพลางยิ้มกริ่ม

“ฝ่าบาท! อย่ามาทำสายตาเช่นนั้นกับกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซื่อซินเริ่มโวยวาย เมื่อเห็นท่าไม่ดีเขาถึงรีบเดินไปหลังม่านอาบน้ำทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยสิ่งใดออกมา เว่ยหรู่อี้ยิ้มขำกับท่าทางของคนตรงหน้าพลางส่ายศีรษะเบา ๆ

“พระสนมให้เราช่วยดีหรือไม่” เว่ยหรู่อี้ตะโกนบอกคนที่อยู่หลังม่านยิ้มๆ หลี่ซื่อซินเมื่อได้ยินเช่นนั้นสายตาเหยี่ยวก็เริ่มมีไฟลุกโชน เหตุใดฮ่องเต้ถึงชอบแกล้งเขาให้อับอายยิ่งนัก

บัดซบ! เจ้าเต่าบัดซบ

เพล้ง! เสียงของกระจกบานใหญ่ตกแตกละเอียดด้วยฝีมือของผู้เป็นสนมแห่งวังหลัง

“นี่พระสนมเราบอกแล้วอย่างไร ว่าห้ามทำลายข้าวของหรือท่านอยากให้เราลงโทษ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ซื่อซินจึงสงบใจลง ขืนเขายังอารมณ์ร้อนอยู่เช่นนี้มีหวังตำหนักหยางหลงคงกลายเป็นตำหนักร้างเข้าสักวัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป