บทที่ 8 หออภิรมย์ 4/1

รัชศกฟู่เป๋าปีที่หก ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ขึ้นครองราชย์นับเวลาก็หกปีเต็ม ในปีแรกพระองค์ปราบปรามพวกขุนนางกังฉินไปไม่น้อย ทรงใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งปราบปรามเหล่าขุนนางชั่วและยังยกเลิกการเก็บภาษีตลอดหนึ่งปีเต็มเพราะเวลานั้นเกิดกบฏชาวนา พวกชาวนาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเก็บภาษีของราชสำนักที่มากเกินไปจึงคิดก่อการกบฏ ขุนนางท้องที่ที่รู้เห็นเหตุการณ์ต่างถูกลิดรอนทรัพย์สินและถูกเนรเทศไปหลายคน หนึ่งปีให้หลังส่งขุนพลปราบปรามหัวเมืองที่คิดกบฏ ย่างเข้าปีที่สามบ้านเมืองถึงจะสงบสุขราษฎรอยู่ดีกินดีด้วยพระปรีชาสามารถขององค์จักรพรรดิ

ด้านของหลี่ซื่อซินซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ชายแดนในขณะนั้นก็คอยจับดาบรบรากับข้าศึกไม่เว้นว่าง สมัยตอนเป็นรองแม่ทัพเขาได้เรียนรู้จากท่านพ่อเรื่องกลการรบมาพอสมควร ท่านพ่อของเขาเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่หาผู้ใดเปรียบได้และยังเป็นแม่ทัพที่เจ้าแผนการคอยคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ มาใช้เสมอ หลี่ซื่อซินจึงได้เรียนรู้จากบิดาของเขาไม่น้อย เมื่อมาเป็นสนมหลี่ซื่อซินจึงไม่ชินกับบรรยากาศของวังหลวงเท่าไรนักเขาชินกับการนอนกลางดินในสนามรบเสียมากกว่า

สัมผัสลมเย็นกระทบผิวหน้า หลี่ซื่อซินใช้เวลาเพียงไม่นานก็ปรับสายตาเข้ากับยามเช้าของวัน เขาลุกขึ้นจากเตียงนุ่มอย่างเชื่องช้า ก่อนที่เหล่านางกำนัลน้อยใหญ่จะทำหน้าที่ของตนคอยปรนนิบัติพัดวีเขาในยามเช้าของทุกวัน เป็นแบบนี้มันก็สบายดีอยู่หรอก หากเขาแต่ไม่ได้อยู่ในฐานะพระสนมเอกของฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้

พูดถึงคนผู้นั้นเขาก็เริ่มจะเคยชินกับการที่ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้คอยแวะเวียนมาหาเขาอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าการเผชิญหน้าของพวกเขาในแต่ละครั้งจะทำให้เหล่าบรรดาข้ารับใช้ปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม ๆ กันก็เถอะนะ แต่ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะชอบแหย่รังแตนเสียยิ่งกว่าสิ่งใด

“กงกงพระสนมหลี่เป็นเช่นไรบ้าง” ฮ่องเต้ตรัสถามเพราะวันนี้เขามีราชกิจยุ่งมากจึงไม่มีเวลาไปหยอกล้อพระสนม

“ทูลฝ่าบาทตอนนี้พระสนมฝึกวรยุทธ์อยู่ที่ลานศึกพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรอกหรือ” พระองค์ตอบรับแล้วอ่านฎีกาในพระหัตถ์ต่อ

ภายในพระทัยก็หวนนึกถึงหน้าตาเกรี้ยวโกรธของอีกคนที่เขาแหย่นิดแหย่หน่อยก็เล่นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทำลายข้าวของจน

ปี้หลันกงกงต้องปวดกบาล สมกับที่เขาเล่าขานว่าแม่ทัพไร้พ่ายเป็นคนอารมณ์ร้ายดังว่า...คิดแล้วมันก็น่าขันยิ่งนัก

“ไทเฮาเสด็จ!” สิ้นเสียงประกาศก็ปรากฏร่างของหญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง พระนางมีใบหน้าสะสวย ผิวขาวละเอียด ท่าทางน่าเกรงขาม ถึงแม้นว่าจะดูมีอายุไปบ้างแต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำอะไรพระนางได้เลย

“ถวายพระพรเสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปีพัน ๆ ปี” เว่ยหรู่อี้ถอนคำนับอย่างสง่างาม

“ลุกขึ้นเถิดฝ่าบาท” สิ้นเสียงของไทเฮาฉีหนิง เว่ยหรู่อี้ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปประคองผู้เป็นมารดา

“มิทราบว่าเสด็จแม่มีเรื่องอันใดให้ลูกรับใช้” คนงามเอ่ยแล้วจึงรินน้ำชาให้ผู้เป็นมารดา ที่บัดนี้มีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด

“พวกเจ้าออกไปก่อน” ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้เมื่อเห็นดังนั้นจึงสั่งเหล่าข้าราชบริพารให้ออกไปเสียก่อนเพราะดูเหมือนว่าไทเฮาทรงมีเรื่องสำคัญจะพูดคุยกับพระองค์เป็นการส่วนตัว

“ฝ่าบาท จงอย่าไว้ใจผู้ใดถึงแม้ว่าผู้นั้นจะเป็นคนใกล้ชิด แม่ได้ทราบเรื่องที่ฝ่าบาทกำลังตามสืบอยู่มาบ้างหวังว่าฝ่าบาทจะระวังตัว” คำพูดของไทเฮาทำให้เว่ยหรู่อี้สงสัยไม่น้อยแต่ก็พอจะเดาความได้บ้าง

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ลูกจะระวังตัว”

“หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หากเรื่องที่เราคุยกันเล็ดลอดออกไปเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อฝ่าบาท” พระนางตรัสแล้วยกน้ำชาขึ้นดื่มแล้วจึงส่งของบางอย่างให้กับผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน สองแม่ลูกคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ไทเฮาจะขอตัวไปพักผ่อนที่ตำหนักของนาง

เมื่อไทเฮาฉีหนิงเสด็จกลับไป ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ก็เปิดดูสิ่งที่ได้รับมาทันที แต่ด้านในกับพบความว่างเปล่า พระองค์จึงใช้ไฟจากตะเกียงส่องดูก็ปรากฏข้อความด้านใน

‘หออภิรมย์’

หออภิรมย์อย่างนั้นหรือ ที่แห่งนั้นถูกสร้างเพื่อเหล่าบรรดาชายมั่งมี หญิงร่ำรวยที่อยากจะใช้เงินซื้อความสุขที่หาจากที่บ้านของตนไม่ได้ เพราะที่แห่งนั้นมีบรรดาหญิงงามและชายงามหน้าตาจิ้มลิ้มให้ได้เลือกสรรและที่แห่งนั้นยังเป็นอีกหนึ่งกิจการลับของวังหลวงที่คนทั่วไปไม่รู้อีกด้วย

“ฝ่าบาทแอบเสด็จมาแบบนี้จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ” ปี้หลันในชุดชาวบ้านธรรมดาถามผู้เป็นนาย เขาตามเสด็จฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้มายังหออภิรมย์ สถานที่ที่ฮ่องเต้ไม่ควรที่จะเสด็จมาอย่างยิ่ง หากไทเฮารู้เข้าคงไม่พอพระทัยเป็นแน่ เห็นทีหัวของปี้หลันคงต้องหลุดจากบ่าก็คราวนี้

“ท่านจะกลัวอันใด อีกอย่างเรียกเราว่าคุณชายเว่ย” ว่าแล้วจึงเดินไปยังประตูทางเข้าที่บัดนี้ครึกครื้น มีบรรดาหญิงงามและชายงามต่างพากันออกมาต้อนรับแขกคุณหญิงคุณชายที่ต้องการซื้อความสุขจากที่แห่งนี้

“ว้าย! ตายจริงคุณชายท่านนี้ดูท่าจะพึ่งมาใหม่ เด็ก ๆ มาต้อนรับคุณชายเร็วเข้า” แม่เล้าที่ดูแลหออภิรมย์แห่งนี้พูดขึ้นเมื่อเห็นเว่ยหรู่อี้เดินเข้ามา ดูเหมือนว่าคุณชายท่านนี้จะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่กระเป๋าหนักคงทำเงินให้นางไม่น้อย

“ไม่ทราบว่าคุณชายนามว่าอย่างไร” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้เพราะชายตรงหน้าถือเป็นบุรุษงามล่มเมืองก็ว่าได้ หากนางได้เขามาทำงานที่หออภิรมย์ของนางเห็นทีคนตรงหน้าจะทำเงินให้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่ดูท่าแล้วจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่

“ข้าแซ่เว่ย ไม่ต้องมากความข้าขอห้องชั้นบนมองเห็นวิวด้านนอก” เว่ยหรู่อี้บอกความต้องการของตนไป

“เจ้าค่ะ ข้าจะให้คนจัดเตรียมให้” นางรับคำ แล้วรีบเดินนำไปทันที

“นี่คือรั่วเอ๋อร์หญิงงามของหอภิรมย์แห่งนี้เจ้าค่ะ เชิญคุณชายตามสบาย ข้าขอตัวนะเจ้าคะ”

“ขอบคุณเจ้ามากรับนี่ไป” ปี้หลันพูดก่อนจะนำถุงเงินให้นาง

“รั่วเอ๋อร์ดูแลคุณชายท่านนี้ดี ๆ เล่า” แม่เล้าสั่งเด็กของนางเมื่อเห็นว่าถุงเงินนี้หนักเอาการ

“เจ้าค่ะ ท่านแม่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป