บทที่ 11 สร้างที่พัก

เฉินโม่หวายจับมือน้องสาวก่อนจะเอ่ยขอโทษนาง เฉินผิงผิงยิ้มให้พี่ชาย เด็กทั้งสองคนนั่งมองจ้าวเฟยเฟยที่เดินกลับมาจากอีกฝั่งของลำธาร นางได้ฟืนมามัดใหญ่จากนั้นก็ใช้หินจุดไฟแทนเพราะไม่มีชุดไฟ สักพักก็จุดติดก่อนจะเติมฟืนลงไปรอกระทั่งไปอ่อนลงนางจึงเขี่ยให้เป็นถ่านร้อนๆแดงๆจากนั้นก็นำมันเทศสี่หัววางลงไปแล้วกลบไฟทับ

จ้าวเฟยเฟยหยิบเลื่อยออกมา นี่คือเครื่องมือของบิดาตาเฒ่าเฉินมู่หยาง บ้านนอนไม่ได้จริงๆนั่นแหละแต่นางสามารถสร้างที่พักเองได้ ลำธารลึกเกือบหนึ่งเมตรหากทำแพน่าจะอยู่ได้ เพิ่งเข้าหน้าฝนได้ไม่ถึงเดือน ซ่อมแซมบ้านต้องรอเวลา อีกไม่นานตาเฒ่านั่นต้องไปทหารแล้วหากยังไม่ซ่อมอีกนางกับเด็กๆจะใช้ชีวิตลำบาก โดยเฉพาะญาติตัวดีของเขา เฉินผิงผิงเดินมาหามารดาก่อนจะเอ่ยถาม

"ท่านแม่...ท่านแม่ทำอะไรอยู่เจ้าคะ"

"แม่กำลังทำที่พักอยู่ คืนนี้ฝนคงตกอีก บ้านอยู่ไม่ได้แล้วไม่มีที่ให้หลบฝน"

จ้าวเฟยเฟยตัดไม้ไผ่มาทำราวตากผ้า ก่อนจะขนที่นอนที่เปียกฝนเมื่อคืนนี้มาตาก แดดกำลังแรง แต่แดดแบบนี้แหละหากถึงเวลาที่ฝนตกนั้นหนักหนาเชียวล่ะ เมื่อตากผ้าเรียบร้อยก็เริ่มเลื่อยต้นไผ่นางคำนวณความกว้างและความลึกของลำธาร

"ลำธารน่าจะกว้างถึงยี่สิบเมตร สร้างแพยาวสักสิบเมตรกว้างแปดเมตร หัวท้ายเหลือพื้นที่สักข้างละสามเมตร ข้างๆสามารถเดินได้รอบๆกว้างสักเมตรครึ่งน่าจะใช้เวลาไม่นาน หลังคาก็ใช้หญ้าคาที่เกี่ยวตากไว้นั่นก่อนแล้วกัน ผนังใช้ไม้ไผ่สับฟากเอาชั่วคราวก่อน อย่างน้อยก็มีผ้านวมที่ไปเอาคืนมาสามผืน ผ้าหยาบอีกสามม้วน ฝนตกก็คงไม่หนาวมากนัก ฝั่งนั้นมีเถาวัลย์เยอะเอามาแทนเชือกก่อนเถาวัลย์เหนียวกว่าเชือกอีกด้วย สร้างแพนี่แหละไม่ต้องขุดดินลงเสาให้ลำบาก"

เมื่อคำนวณเสร็จสรรพจ้าวเฟยเฟยก็เดินไปตัดใบบัวมาสามใบก่อนจะเขี่ยมันเทศออกจากกองไฟ นางขูดผิวด้านนอกที่เปื้อนขี้เถ้าออกจากนั้นก็ลอกเปลือกเรียบร้อยจึงเรียกเฉินผิงผิง

"ผิงผิง ลูกมากินมันเทศก่อน กว่าท่านพ่อของลูกจะกลับคงอีกสองชั่วยาม"

อำเภอห่างจากหมู่บ้านยี่สิบลี้ เฉินมู่หยางเดินเข็นรถที่มีหมูป่าสามตัวกับกวางอีกหนึ่งตัวหนักใช่น้อยอย่างน้อยๆที่คำนวนจากสายตาก็เกือบหนึ่งพันชั่งละมั้ง ฝนตกอย่างนี้ราคาคงดีเพราะหลายๆคนไม่ขึ้นเขาล่าสัตว์

เด็กน้อยที่ได้ยินมารดาเรียกก็รีบวิ่งมาหาทันที จ้าวเฟยเฟยอุ้มนางมานั่งตักก่อนจะบิมันเทศแล้วเป่าจนเย็นค่อยๆป้อนนาง

เฉินโม่หวายเห็นน้องสาวกินมันเทศเผาก็กลืนน้ำลาย ปกติเขาและชาวบ้านจะสับให้หมูไม่เคยคิดว่ามันกินได้มาก่อน อีกทั้งเมื่อเผาแล้วยังหอมอีกด้วย เฉินผิงผิงเห็นพี่ชายมองตาละห้อยก็เอ่ยขึ้น

"ท่านแม่ พี่ชายผิดไปแล้ว ท่านแม่ให้อภัยพี่ชายได้หรือไม่เจ้าคะ"

"มีมือก็หยิบกินเองจะมาให้ใครโอ๋กัน ผิงผิงเด็กดีค่อยๆกินนะแม่จะไปตัดไม้ก่อน หากเสร็จไม่ทันมืดเราจะไม่มีที่นอน"

เด็กน้อยพยักหน้า จ้าวเฟยเฟยไปเลื่อยต้นไผ่สร้างบ้านแพ เรื่องพวกนี้นางถนัดอยู่แล้วเพราะชาติก่อนนางชอบที่จะทำเครื่องเรือนและงานไม้ด้วยตัวเอง แม้จะเป็นนักธุรกิจก็ตาม

จ้าวเฟยเฟยเลือกต้นไผ่ขนาดเท่ากันทุกต้นเพื่อความสมดุลของฐาน นางใช้ต้นไผ่ที่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดสิบชุ่น ไผ่โบราณลำต้นใหญ่มากอีกทั้งตั้งตรง จ้าวเฟยเฟยตัดหวายมาทำแทนเชือก นางนำต้นไผ่มาทำลูกบวบเป็นฐานชั้นล่างเพื่อรองรับน้ำหนัก ฐานใช้ต้นไผ่มัดรวมกันแปดต้นเพื่อทำลูกบวบ

จ้าวเฟยเฟยทำลูกบวบจำนวนแปดลูกจากนั้นก็ตัดไม้ไผ่ยาวเก้าเมตรมาวางขวางและผูกด้วยเถาวัลย์ยึดกับลูกบวบทีละต้นจนเต็มเป็นแพขนาดใหญ่ เฉินผิงผิงเห็นก็ตาโต ท่านแม่ร้ายกาจยิ่งนักนางสร้างบ้านในน้ำได้ด้วย จ้าวเฟยเฟยวางขวางเรียบร้อยเพื่อกันน้ำในลำธารกระฉอกขึ้นมาเปียกนางจึงวางเรียงแนวยาวอีกหนึ่งชั้น กว่าหนึ่งชั่วยามนางจึงได้แพสูงประมาณสามฉื่อ ก่อนจะสับฟากไม้ไผ่มาปูทำพื้นให้เรียบเฉินผิงผิงหยิบกระบอกน้ำมาส่งให้แต่ท่านแม่ของนางอยู่ในลำธารเด็กน้อยลงไปไม่ได้

"ท่านแม่ ดื่มน้ำเจ้าคะ ท่านแช่น้ำนานแล้วหนาวหรือไม่เจ้าคะ"

"อย่ามาใกล้ลำธารมันลื่นเพราะเมื่อคืนฝนตก แม่จะเดินไปเอาเองลูกวางไว้ตรงนั้นแหละ"

เฉินผิงผิงวางกระบอกไม้ไผ่เอาไว้ให้ท่านแม่ของนาง ยามนี้ทานแม่ไม่ดุแล้วอีกทั้งยังป้อนมันเทศและกอดนางด้วย เฉินโม่หวายไม่วางใจสายตายังคงจ้องจ้าวเฟยเฟยอยู่ แต่ด้วยความหิวและกลิ่นหอมเดิมเขาคิดว่าจะไม่กินของสตรีใจร้ายคนนั้น แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งเคี้ยวมันเทศอย่างอร่อย

จ้าวเฟยเฟยที่เดิมจะใช้ไม้ไผ่ทำหลังคา แต่นางเดินไปเจอหญ้าคาตอนที่ตัดไม้ไผ่จึงเกี่ยวแล้วผึ่งแดดเอาไว้ก่อน นางเริ่มขึ้นเสาโดยนางวางเสาแปดต้น จากนั้นก็ทำคานใช้ไม้ไผ่มาวางตรงกลาง ก่อนจะเอาไม้ไผ่วางตั้งขึ้นพิงกับคานและปีนขึ้นไป ลมพัดมาทำให้แพกระเพื่อมนางเกือบจะตกจากหลังคา มือคว้าเอาไว้ข้างเดียว แต่กลับรู้สึกว่ามีมือมาโอบเอวนางเอาไว้ เมื่อมองดูก็เห็นเป็นเฉินมู่หยางที่กึ่งอุ้มนาง

"ขอบคุณ"

"ไม่เป็นไร เจ้าทำอะไรข้าบอกจะเช่าบ้านท่านหลี่เจิ้งมิใช่หรือ"

"เจ้าอยากไปเช่าก็ไป ข้าจะสร้างที่พักเอง ไม่อยากให้ญาติเจ้ามาวุ่นวายอีก"

"เอ่อ ข้าไม่ได้ให้เงินพวกเขาวันนี้ข้าขายให้เถ้าแก่สามเจ้าพวกเขาไม่มีเนื้อพอดี เขาซื้อเหมาตัวละสามสิบตำลึง กวางข้าขายได้ยี่สิบตำลึง ข้าเอาเขากวางไปขายร้านยาตามที่เจ้าบอกได้มาหนึ่งร้อยตำลึง เอ่อเงินข้าให้เจ้าเก็บดีหรือไม่"

เฉินมู่หยางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องบอกนางทั้งที่เมื่อก่อนเขาคร้านจะพูดกับนางด้วยซ้ำ จ้าวเฟยเฟยแค่พยักหน้าก่อนจะทำงานตรงหน้าต่อ เฉินมู่หยางบอกว่าเขาจะขึ้นไปเอง จากนั้นก็ปีนขึ้นไป จ้าวเฟยเฟยไม่พูดมากหากฝนตกจะลำบากนางส่งท่อนไม้ให้กับเขา ไม้ไผ่ซีกถูกมัดขวางไม้ท่อนเป็นเหมือนตารางก่อนที่จ้าวเฟยเฟยจะมัดหญ้าฟางเป็นกำเล็กๆจากนั้นก็ขัดจากด้านล่างสลับหว่างขึ้นไปจนถึงด้านบน

สองคนใช้เวลาสามชั่วยามก็ทำหลังคาเรียบร้อย จ้าวเฟยเฟยหยิบคบเพลิงที่นางทำไว้ก่อนหน้าออกมาแล้วจุด เฉินมู่หยางสับฟากต้นไผ่ก่อนที่จ้าวเฟยเฟยจะนำมาขัดเป็นตารางสลับกันจากนั้นก็นำไปมัดติดกับเสาที่ทำรอเอาไว้ ผนังเรียบร้อยก็เข้ายามซวีพอดี เฉินมู่หยางซื้อซาลาเปามายี่สิบลูกมื้อเย็นจึงไม่ต้องทำ

จ้าวเฟยเฟยตั้งเสาสูงประมาณสี่ฉื่อรอบๆแพเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแค่ใช้ไม้ไผ่ที่นางผ่าซีกมาขัดก็จะได้ราวกั้นแพเพื่อกันเด็กๆตกลงไป ด้านหน้าด้านหลังมีพื้นที่ใช้สอยพอควร รอบๆแพสามารถเดินได้ มองลงไปที่ลำธารไม่ว่านำจะขึ้นสูงเพียงใดแพก็ไม่จมและน้ำไม่อาจเข้ามาถึงด้านบน เฉินมู่หยางทึ่งในฝีมือสร้างแพของนางจริงๆ เขาเองแม้จะเป็นนายพรานบิดาเป็นช่างไม้ก็ไม่อาจสร้างออกมาได้เช่นนี้

"ตาเฒ่า ท่านทำสะพานสักอันข้ามจากตลิ่งมาแพ เอาให้กว้างหน่อย ข้าจะไปขนเสื้อผ้ากับเครื่องเรือนมาไว้ในนี้"

"เราไม่เอาติดริมฝั่งหรือ"

"ข้าจะถ่อแพไปกลางลำธารยามค่ำคืน แม้น้ำจะไม่ลึกเท่าไหร่แต่คงไม่มีใครว่ายน้ำข้ามมาแย่งเสบียงข้าแน่ๆ"

จากนั้นนางก็เดินไปยังบ้านดินที่โดนฝนเมื่อคืนตอนนี้สภาพไม่ต่างกับเศษดินเท่าไหร่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป