บทที่ 1 เพราะเธอคือทั้งหมดของชีวิต

สองสัปดาห์หลังเกิดเรื่อง..

“ถ้าวันนั้นฉันไม่ปล่อยให้เธอเดินออกจากห้องไป… ทุกอย่างจะยังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า”

นทีคราม ไม่เคยได้รับคำตอบของคำถามนั้น เพราะผู้หญิงที่สามารถให้คำตอบเขาได้ ไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว…

เสียงฝนสาดซัดกระทบกระจกบานใหญ่ของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองดังระงมไม่ขาดสาย ชายหนุ่มวัยสามสิบยืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่นที่ตกอยู่ในความมืดสลัว

สายตาค้างอยู่ที่ประตูบานเดิมซึ่งปิดสนิทมานานหลายชั่วโมง ตรงนั้นคือจุดที่เพียงพิณยืนร้องไห้จนตัวโยนในคืนสุดท้ายที่พวกเขายังมีกันและกัน และตรงนั้นเองที่เขาเลือกจะเอ่ยประโยคที่เยือกเย็นและร้ายกาจที่สุดออกมา

‘ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วเหนื่อยขนาดนั้น ก็ไปเถอะเพียง’

เขายังจำสีหน้าของเธอได้ชัดเจน ดวงตาที่บอบช้ำคู่นั้น จดจ้องมองเขาด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด จำได้กระทั่งวินาทีที่หญิงสาวหยุดสะอื้น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ราวกับยอมแพ้และปล่อยมือจากความรักที่เธอพยายามประคับประคองมานานเหลือเกิน

ตอนนั้นอีโก้และความทิฐิทำให้เขาคิดว่าเธอแค่ต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ คิดว่าอีกไม่กี่วันเธอคงจะหายโกรธและกลับมา คิดว่าพรุ่งนี้ยังมีโอกาสให้เขาอธิบายทุกอย่างเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่ว่ากี่ครั้ง.. เขาหันมาจะเจอเธออยู่ที่เดิมเสอม

แต่เขาคิดผิด... และมันเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีวันให้อภัยได้

ครืนนนนน.... ครืนนนน....

เสียงสัญญาณโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน นทีครามเหลือบมองหน้าจออย่างไม่ใส่ใจ ทว่าหัวใจกลับกระตุกดิ่งเมื่อเห็นชื่อที่คุ้นเคยปรากฏอยู่บนนั้น มันคือชื่อของ เพียงพิณ เขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา มือสั่นเทาด้วยความหวังที่ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่แล้วความหวังนั้นก็ถูกแช่แข็งเมื่อข้อความตรงหน้าถูกส่งมาจากหมายเลขที่เขาไม่เคยบันทึกไว้

‘คุณเป็นญาติของคุณเพียงพิณหรือเปล่าครับ? เกิดอุบัติเหตุรถชน...’

ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านแผ่นหลังทันที ลมหายใจของเขาขาดช่วงไปชั่วขณะ หลังจากคืนนั้น ทุกอย่างในชีวิตของนทีครามก็พังทลายลงอย่างยับเยิน บ้านที่เคยอบอุ่นและอบอวลด้วยเสียงหัวเราะเหลือเพียงความว่างเปล่า อาหารในตู้เย็นที่เคยมีคนคอยถามว่าอยากกินอะไรกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่คิดจะแตะต้อง งานที่เขาเคยยกย่องว่าสำคัญที่สุดในชีวิตถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามทำอะไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงที่แสนโหดร้ายเพียงข้อเดียว

เขาไม่มีเธออีกต่อไปแล้ว…

สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการสูญเสีย คือการรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตัวเองมีโอกาสทำให้ทุกอย่างดีกว่านี้ แต่กลับเลือกที่จะละเลยมัน คืนนั้นนทีครามนั่งกอดเข่าอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความมืดและเสียงฝนที่ย้ำเตือนถึงความล้มเหลว ชายหนุ่มหลับตาลง ภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเพียงพิณลอยเด่นขึ้นมาในความทรงจำ หยาดน้ำตาที่กักเก็บไว้ไหลรินอาบแก้ม

“ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “พี่จะไม่ปล่อยให้เธอต้องร้องไห้เพราะพี่อีกแล้ว”

ความอึดอัดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก ก่อนที่สติรับรู้ทั้งหมดของเขาจะดับวูบลงไปในความมืดมิด

.

.

.

“ตื่นโว๊ยยยย! ไอ้คราม! จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนวะ!” แรงเขย่าอย่างแรงที่ไหล่พร้อมเสียงตะโกนแหลมของใครบางคนดังขึ้นข้างหู นทีครามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญ พยายามปัดมือนั้นออกแต่คนปลุกกลับไม่ยอมแพ้ แสงแดดเจิดจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะสายตาทำเอาเขาต้องฝืนลืมตาขึ้นในที่สุด กลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟลอยปะปนกับเสียงจอกแจกจอแจของกลุ่มนักศึกษาที่คุ้นหูดังมาจากด้านนอก

เขากะพริบตาช้า ๆ มองเพดานสีขาวสะอาดตาที่ไม่ใช่ห้องคอนโดของตัวเอง ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ดวงตากวาดมองรอบห้องพักขนาดกะทัดรัดที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์และกองหนังสือเรียน

“ตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำ วันนี้เปิดเทอมวันแรกนะเว้ย หรือมึงจะเรียนจบตอนอายุสามสิบจริง ๆ วะ!” นนท์ เพื่อนสนิทในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนเท้าสะเอวบ่นอยู่ข้างเตียง

นทีครามนิ่งงันไปทันที คำว่า ‘สามสิบ’ ทำให้เขาหนาววาบ ชายหนุ่มก้มลงมองมือตัวเอง ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านและร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการโหมงานหนักในวัยสามสิบกลับเรียบเนียน แขนขาดูมีเรี่ยวแรงและไร้ร่องรอยของวัยที่เพิ่มขึ้น ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าบนโต๊ะก็สั่นครืด หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมแสดงวันที่ซึ่งทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก

สิบปีก่อน... วันที่เขายังอายุยี่สิบปีและเรียนอยู่ชั้นปีที่สาม เป็นวันเดียวกันกับวันที่เพียงพิณยังเป็นเพียงเด็กสาวเฟรชชี่ปีหนึ่งที่เขาไม่เคยหันไปมอง

นทีครามคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทาจนแทบจับไม่อยู่ หัวใจที่เคยตายซากไปแล้วกลับมารัวกระหน่ำในอกอย่างบ้าคลั่ง เขาพึมพำชื่อที่โหยหาออกมาเบา ๆ ราวกับกลัวว่ามันจะสลายหายไป “เพียงพิณ…”

ยังไม่ทันที่เขาจะทำความเข้าใจกับปาฏิหาริย์ตรงหน้า เสียงประกาศจากลำโพงตามสายของมหาวิทยาลัยก็ดังแว่วเข้ามาจากหน้าต่าง และในวินาทีนั้นเอง ประโยคถัดมาก็ทำให้โลกทั้งใบของเขาหมุนคว้างด้วยความตื้นตัน

“ขอให้นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ณ ลานกลางมหาวิทยาลัยในเวลานี้ค่ะ…”

นทีครามหลับตาลงช้า ๆ น้ำตาความยินดีรื้นขึ้นมาที่ขอบตา เขากลับมาแล้วจริง ๆ กลับมาในวันที่ความผิดพลาดยังไม่เกิดขึ้น กลับมาในวันที่เขายังมีโอกาสกอดเธอไว้และแก้ไขทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ...

คราวนี้เขาจะกล้าพอที่จะรักเธอให้ดีกว่าเดิม และปกป้องเธอจากความเจ็บปวดในอนาคตได้หรือไม่ หรือเขาอาจไม่ควรคู่กับเธอเลยต่างหาก...

บทถัดไป