บทที่ 10 ใครใช้ให้เป็นห่วง
ติ๊ง! (เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นตอนสามทุ่มสิบห้านาที)
นทีครามละสายตาจากหนังสือตรงหน้า ก่อนจะเหลือบมองหน้าจอมือถือที่วางอยู่ข้างกาย ในคราแรกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นข้อความจากผู้ใด ทว่าเมื่อนามของเพียงพิณปรากฏเด่นหรา หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างน่าหงุดหงิด
[ เพียงพิณ: พี่คะ หนูถึงหอแล้วนะคะ ขอบคุณสำหรับร่มอีกครั้งค่ะ ]
ชายหนุ่มจ้องมองข้อความสั้น ๆ นั้นอยู่นาน นิ้วโป้งขยับเหนือแป้นพิมพ์ พิมพ์คำตอบแล้วกดลบทิ้งอยู่สองสามครา ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะส่งประโยคขวานผ่าซากกลับไปเพียงประโยคเดียว
[ นทีคราม: คราวหน้าก็หัดดูพยากรณ์อากาศบ้าง อย่าให้คนอื่นต้องลำบากเพราะความสะเพร่าของเธอ ]
หลังกดส่ง เขาก็วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงกับโต๊ะทันทีพลางสบถแผ่วเบา
“ไอ้บ้าเอ๊ย…” แทนที่จะตอบรับคำขอบคุณดี ๆ เขากลับหาเรื่องดุเธอจนได้ แต่ไม่นานนัก หน้าจอก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
[ เพียงพิณ: รับทราบค่ะคุณรุ่นพี่ ต่อไปเพียงจะพกร่มติดตัวทุกวันเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องรบกวนพี่อีก ]
นทีครามกวาดสายตาอ่านซ้ำอยู่สองรอบ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น ไฉนประโยคธรรมดาเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกหน่วงร้าวราวกับถูกบีบหัวใจ ลึก ๆ แล้วเขาอยากพิมพ์บอกว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น อยากบอกว่าเขาไม่ได้รำคาญเธอเลยสักนิด แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงล็อกหน้าจอแล้วโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงกว้าง
“แบบนี้ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้กัน” เขาเอ่ยประโยคเดิมซ้ำ ๆ ราวกับตอกย้ำให้ตัวเองเข้าใจเจตนาของตัวเองจริง ๆ ไม่ให้หวั่นใจกลับไปให้เธอต้องบอบช้ำอีก
.
.
.
เช้าวันต่อมา... นทีครามเดินเข้าตึกคณะพร้อมเจตน์ เพื่อนสนิทจอมพูดมากที่คอยซักไซ้ไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ก้าวขาเข้ามหาวิทยาลัย
“เมื่อคืนมึงหายหัวไปไหนวะ โทรหาไม่รับ แถมวันนี้หน้าเหมือนคนไม่ได้นอนมาเป็นชาติ” เสียงคุ้นหูที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เจตน์ก็ยังคือเจตน์จริง ๆ
“เสือก” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ถูกเอ่ยออกไปอย่างไม่คิดอะไร
“เออ กูเสือก แล้วนี่ร่มใครวะ” เจตน์บุ้ยปากไปยังร่มสีดำในมือหนา “ร่มมึงไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเมื่อวานมึงเปียกซ่กเหมือนลูกหมาตกน้ำ”
“ให้คนอื่นยืม” ประโยคคำตอบที่ผิดวิสัยของนทีครามดังขึ้น ทำเอาเจตน์หรี่ตามองอย่างจับผิดทันที
“ใครวะ... คนอื่นที่ว่าชื่อเพียงพิณหรือเปล่า” นทีครามหันขวับ สายตาคมกริบ ขาซ้ายของเจตน์ก้าวประชับเข้ามาใกล้นทีครามครึ่งก้าว ใบหน้าที่กำลังแสดงอาการลุ้นออกมาอย่างออกหน้าออกตาจนอดหมั่นไส้ไม่ได้
“มึงรู้ได้ไง” เจตน์ยิ้มกว้างทันที ก่อนจะตบลงที่เข่าตัวเองดัง ป๊าบ! “นั่นไงเล่า! มีแต่หวยนี่ล่ะที่กูเดาไม่ถูก!”
“กูหมายถึงมึงเดาได้ยังไง ยังไม่ทันบอกว่ามึงเดาถูก” นทีครามรีบแย้งทันควัน
“ก็เมื่อวานกูเห็นน้องเขาถือร่มมึงกลับไป แถมมึงยังยืนมองจนเขาเดินลับตาอีกต่างหาก ว่างมากเหรอมึงน่ะ” นทีครามไม่ตอบคำถาม เขาเลือกที่จะเดินหนีไปอีกทาง ทิ้งให้เพื่อนสนิทหัวเราะไล่หลังอย่างอารมณ์ดี ทว่าเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องเรียน สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับภาพของเพียงพิณที่กำลังยืนคุยอยู่กับรุ่นพี่คนหนึ่ง เธอยิ้มกว้างสดใสขณะรับเอกสารจากอีกฝ่าย ท่าทางอันแสนสนิทสนมนั้นตรึงฝีเท้าของนทีครามให้หยุดนิ่งอยู่กับที่
“น้องเพียงพิณใช่ไหมครับ พี่ภาคินนะ เรื่องกิจกรรมถ่ายภาพที่น้องเสนอเมื่อวาน พี่สนใจมากเลย”
“จริงเหรอคะ! หนูนึกว่าจะไม่มีใครสนใจซะแล้ว”
“ไอเดียดีขนาดนั้น ใครจะไม่สนใจล่ะครับ ถ้ามีเวลาว่างลองมาคุยรายละเอียดกับพี่ได้นะ”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่ภาคิน!” รอยยิ้มแสนหวานชวนมองนั้นทำให้นทีครามนึกถึงวันเก่า ๆ ในอดีตขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อก่อนเพียงพิณก็เคยส่งยิ้มพิมพ์ใจแบบนี้ให้เขา ยิ้มจนเขาเผลอคิดไปว่าไม่ว่าตนจะทำผิดพลาดร้ายแรงเพียงใด เธอก็คงจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ... เขาเคยปักใจเชื่อเช่นนั้น และนั่นกลายเป็นความโอหังที่เขาไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เลย
“ยืนขวางประตูทำไมคะ รุ่นพี่” เสียงใสอันคุ้นเคยดึงเขาออกจากพะวังค์ความทรงจำ เพียงพิณเดินมาหยุดตรงหน้าพลางเงยหน้ามองเขาอย่างนึกสงสัย
นทีครามหลุดจากภวังค์ สายตาเหลือบมองเอกสารในมือเรียว “สนิทกับเขามากหรือไง”
“คะ?”
“รุ่นพี่คนนั้นน่ะ เพิ่งเจอกันก็ยิ้มให้ขนาดนั้นแล้วหรือ” เพียงพิณเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดั่งรู้ทัน
“พี่หึงหนูเหรอคะ”
“เพ้อเจ้อ!” ชายหนุ่มสวนกลับรวดเร็วและเสียงดังเสียจนเจตน์ที่เดินตามหลังมาหลุดหัวเราะพรืด นทีครามถลึงตาใส่เพื่อนสนิทเป็นเชิงคาดโทษ ก่อนจะหันกลับมาตีหน้าขรึมใส่คนตรงหน้า
“ฉันแค่เตือนว่าอย่าไว้ใจคนง่ายนัก เจอใครพูดดีด้วยหน่อยก็ยิ้มให้เขาไปหมด ระวังจะเดือดร้อน” รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าของเพียงพิณค่อย ๆ เลือนหายไป
“หนูรู้จักแยกแยะค่ะพี่ ไม่จำเป็นต้องให้พี่มาคอยบอกทุกเรื่องก็ได้” พูดจบ หญิงสาวก็หมุนตัวเดินเลี่ยงเข้าห้องเรียนไปทันที ทิ้งให้รุ่นพี่หนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นถูกต้องทุกประการ ทว่าเมื่อเห็นแผ่นหลังบางเดินห่างออกไป ความกลัวที่จะต้องสูญเสียเธอไปอีกครากลับแล่นปราดเข้ามาบีบรัดก้อนเนื้อในอกอย่างรุนแรง นทีครามหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดกั้นอารมณ์ ก่อนจะพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
“ฉันไม่ได้หึง…”
เขาเพียงแค่หวาดกลัว... กลัวว่าวันหนึ่งเธอจะมอบรอยยิ้มอันแสนงดงามนั้นให้กับคนอื่น รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว และที่หวาดหวั่นที่สุดคือกลัวว่า ต่อให้ตนจะย้อนเวลากลับมาได้สำเร็จ เขาก็ยังคงเป็นผู้ชายโง่เขลาคนเดิมที่ทำร้ายและทำให้เธอต้องเดินจากไปอยู่ดี
