บทที่ 11 ความห่วงใยที่คุ้นเคย..กลับกลายเป็นล้ำเส้น
“ถ้าหึงก็บอกว่าหึงสิวะ จะปากแข็งไปถึงไหน” เจตน์เอ่ยประโยคนั้นพลางกอดอกมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาจับผิด ทันทีที่นทีครามลากแขนเขาออกมาจากหน้าห้องเรียนเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า
“หุบปาก” นทีครามตวัดเสียงสั่งเข้มพลางหันขวับไปมองเพื่อนด้วยสายตาคาดโทษ
“เอ้า กูพูดความจริง” เจตน์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขยี้แผลคนฟอร์มจัด ในตอนนี้เขาอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ กับท่าทีคนหงุดหงิดตรงหน้า
“มึงไปซักไซ้น้องเขาว่าสนิทกับพี่ภาคินหรือเปล่า แถมยังออกปากเตือนให้ระวังผู้ชายหน้าไหนจะมาทำดีด้วย ถ้าอาการแบบนี้ไม่เรียกว่าหึงแล้วมึงจะให้เรียกว่าอะไรวะ”
“กูแค่เตือนในฐานะรุ่นพี่” นทีครามเค่นเสียงตอบผ่านลำคอ ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยทว่าแววตากลับสั่นไหว
“รุ่นพี่ที่ไหนเขาทำหน้าจะกินหัวผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้รุ่นน้องตัวเองวะ” เจตน์หัวเราะร่าพลางส่ายหน้าเอือมระอา นทีครามไม่ตอบคำต่อต่าย เขาทำเพียงหันไปจ้องมองเพื่อนสนิทเขม็งคล้ายจะใช้สายตาทิ่มแทง จนเจตน์ต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับเป็นเชิงยอมแพ้ ทว่ารอยยิ้มล้อเลียนยังไม่เลือนหายไปจากใบหน้ากวน ๆ นั้น
“เออ ๆ ไม่แซวแล้วก็ได้ ทำหน้าเป็นยักษ์จะเด็ดหัวกูอยู่นั่น” เจตน์ปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตายังคงเปี่ยมด้วยความสงสัย “แต่กูถามจริง ๆ เถอะไอ้คราม มึงกับน้องเพียงพิณเคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อนหรือเปล่าวะ”
“เปล่า” นทีครามตอบสั้นและเฉียบขาดทว่านัยน์ตากลับวูบไหวลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วทำไมมึงต้องเอาตัวเข้าไปสนใจ ทุกข์ร้อนแทนเขาขนาดนั้นด้วยวะ” เจตน์ถามย้ำ เป็นคำถามจี้ใจดำ เหมือนกับเอามีดคมมาแท่งเข้าที่ก้อนขั้วหัวใจ นทีครามตกอยู่ในความเงียบงันทันที ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่น
เพราะหากเขาเลือกที่จะตอบออกไปตามความจริงอันเหลือเชื่อ เขาคงต้องบอกเพื่อนว่า เพียงพิณ เคยเป็นผู้หญิงที่เป็นดั่งโลกทั้งใบในชีวิตของเขา เป็นคนที่เขารักสุดหัวใจ เป็นคนที่เขาเคยละเลยทำร้าย และเป็นเพียงคนเดียวในชีวิตที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทัน ทว่าสำหรับเธอในเวลานี้ เขาเป็นเพียงแค่รุ่นพี่สายรหัสหรือพี่เลี้ยงนิสัยเสียจอมบงการคนหนึ่งเท่านั้น
“กูไม่ได้อยากยุ่งกับน้องนอกเหนือหน้าที่ของพี่เลี้ยงสายรหัสหรอก... มึงเลิกวอแวกูสักที” นทีครามเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังบอกตัวเองมากกว่าบอกเพื่อน
“งั้นก็ดี มึงก็เลิกมองตามแผ่นหลังน้องเขาสักทีเถอะว่ะ” เจตน์ทิ้งท้ายพลางตบตบบ่าเพื่อนเบา ๆ นทีครามไม่ได้เอ่ยคำใดตอบโต้อีก เขาตัดสินใจเดินหนีเข้าอาคารเรียนไปทันที ทว่าถ้อยคำประชดประชันของเพื่อนสนิทกลับดังก้องและติดอยู่ในหัวของเขาตลอดช่วงเวลาการเรียนตลอดทั้งเช้า เขารู้ดีว่าตนเองควรเลิกมองเธอ เลิกสนใจเธอ และเลิกเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน หากทำได้จริง ๆ ก็คงดีกว่านี้
.
.
.
ช่วงบ่ายอันอบอ้าวภายในห้องสโมสรนักศึกษา สมาชิกกลุ่มกิจกรรมได้รับมอบหมายให้แบ่งสรรหน้าที่สำหรับโครงการบันทึกความทรงจำในมหาวิทยาลัย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดชวนอึดอัด เพียงพิณรับหน้าที่ดูแลการถ่ายภาพและรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดของนักศึกษา ส่วนภาคินอาสาช่วยประสานงานเรื่องสถานที่จัดนิทรรศการอย่างขันแข็ง
“ถ้าน้องเพียงพิณสะดวก พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพี่จะพาไปดูพื้นที่ตรงลานกิจกรรมกลางนะครับ จะได้วางแผนเรื่องแสงกับมุมถ่ายภาพล่วงหน้า” ภาคินหันไปเอ่ยกับหญิงสาวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ได้ค่ะพี่ภาคิน หนูอยากไปดูสถานที่จริงอยู่พอดีเลยค่ะ” เพียงพิณตอบรับพลางคลี่ยิ้มสดใสตาเปล่งทอประกาย นทีครามที่กำลังแสร้งทำเป็นตรวจเช็กรายชื่อสมาชิกกลุ่มเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษทันควัน สายตาคมกริบจ้องตรงไปยังหญิงสาว
“พรุ่งนี้เธอมีเรียนบ่ายไม่ใช่หรือไง” เขาถามเสียงเข้มชวนหาเรื่อง เพียงพิณหันมามองเขาด้วยความฉงน
“มีค่ะพี่นทีคราม แต่หนูเรียนเลิกก่อนบ่ายสองค่ะ” เธอชี้แจงตามความจริง ไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไรกับการแทรกตัวระหว่างบทสนทนาของชายหนุ่ม
“แล้วจะดันทุรังไปกับเขาทำไม” นทีครามโพล่งถามออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด คำถามขวานผ่าซากนั้นส่งผลให้บรรยากาศรอบโต๊ะประชุมเงียบกริบลงถนัดตา สมาชิกคนอื่น ๆ ต่างพากันเลิกลักมองหน้ากันไปมา
เพียงพิณขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เธอจ้องหน้าเขากลับอย่างไม่ลดละ
“ก็ไปดูสถานที่ทำกิจกรรมเพื่อเตรียมงานไงคะ” เธอตอบเสียงแข็งฉะฉานออกไป แววตาหวานสวยของเธอตอนนี้จดจ้องมายังนทีครามอย่างๆไม่ลดละ
“ให้คนอื่นในกลุ่มไปแทนไม่ได้หรือไง” นทีครามยังคงตั้งแง่บงการ
“พี่นทีครามคะ งานนี้หนูได้รับมอบหมายให้เป็นคนรับผิดชอบเรื่องภาพถ่ายโดยตรง ถ้าหนูไม่ไปดูหน้างานเอง หนูจะรู้ได้ยังไงคะว่าต้องเตรียมกล้องหรือเลนส์อะไรบ้าง” เพียงพิณเอ่ยแย้งน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอัดอั้น ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่เธอพูดมานั้นมีเหตุผลรองรับอย่างถูกต้อง ทว่าความคิดด้านมืดที่ว่าเธอจะต้องออกไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นตามลำพังสองต่อสอง กลับทำให้ความหึงหวงและหวาดกลัวเข้าตาจนหงุดหงิดจนไม่อาจควบคุมคำพูดร้ายกาจได้
“เธอเพิ่งจะรู้จักเขาได้ไม่กี่วัน จะไว้ใจคนแปลกหน้าง่ายไปหน่อยไหม” นทีครามประชดประชันเสียงเย็น เพียงพิณนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหวานชาหนึบ เธอกระแทกปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังฉาด
“พี่กำลังจะบอกว่าหนูใจง่าย หัวอ่อน ไม่มีวิจารณญาณในการเลือกคบคนหรือคะ” น้ำเสียงหวานของหญิงสาวเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ แววตาที่ฉายแววความระอุร้อนออกมาประทับจดจ้องไปยังนทีครามอย่างไม่เกรงกลัว
“ฉันไม่ได้พูดคำนั้นออกมาสักคำ” นทีครามปฏิเสธเสียงแข็งทว่าสายตากลับหลบวูบ
“แต่การกระทำของพี่มันทำเหมือนหนูเป็นเด็กคิดเองไม่ได้เลยนะคะ!” เพียงพิณพ่นลมหายใจออกประชดประชันดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาคลอเบา ๆ ด้วยความนึกน้อยใจ นทีครามเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงในอกรุ่มร้อน
“ฉันแค่ไม่อยากให้เธอต้องมาเจอมีปัญหาทีหลัง” เขากล่าวอ้าง ด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าภายในใจของเขากับกำลังข่มอารมณ์เอาไว้จนแทบทะลักออกมา
“ถ้าอย่างนั้น ก่อนที่พี่จะตัดสินใจแทนหนู พี่ช่วยเอ่ยปากถามหนูก่อนสักคำได้ไหมคะ ว่าหนูมีวิธีจัดการเรื่องนี้ยังไง แทนที่จะมาคอยชี้นิ้วสั่งให้หนูทำตามแต่สิ่งที่พี่คิดว่าดีอยู่ฝ่ายเดียวทุกครั้ง!” เพียงพิณตอกกลับประโยคยาวเหยียด คำพูดตัดพ้อแฝงความเสียใจของเธอ ทำให้นทีครามหวนนึกถึงอดีตชาติอันแสนเจ็บปวดอย่างรุนแรง... ครั้งหนึ่งในชีวิตก่อน
เพียงพิณก็เคยพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงและแววตาร้าวรานเช่นนี้ เธอเคยขอร้องให้เขาฟังเหตุผลของเธอ ขอให้เขาหยุดคิดและตัดสินใจแทนตัวเธอในทุก ๆ เรื่อง และขอเพียงแค่ให้เขาหันมาเชื่อใจคนรักอย่างเธอเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าคราวนั้นเขากลับทรนงตน คิดว่าการบงการและจัดการทุกอย่างแทนเธอคือรูปแบบการปกป้องที่ดีที่สุด และท้ายที่สุด ความโอหังนั้นก็ทำให้เขาต้องสูญเสียเธอไปตลอดกาล
“ถ้างั้น..ก็ตามใจเธอสิ” นทีครามเอ่ยตอบเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงความเย็นชาประชดประชัน
“อยากทำอะไรก็ทำ ต่อไปนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของเธออีกแล้ว” เพียงพิณจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเธอฉายประกายความผิดหวังเสียใจออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่เธอจะก้มหน้าก้มตาเก็บรวบรวมเอกสารตรงหน้าเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณค่ะพี่นทีคราม แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน” เธอเอ่ยทิ้งท้ายเสียงแผ่วก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินสะบัดหน้าออกจากห้องประชุมไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามองเขาอีกเลย
นทีครามทำได้เพียงนั่งนิ่งเป็นก้อนหินอยู่ที่เดิม ความรู้สึกผิดบาปเริ่มก่อตัวและกัดกินก้อนเนื้อในอกทีละน้อย ทว่าทิฐิอันแรงกล้ากลับตรึงร่างกายของเขาเอาไว้กับเก้าอี้ ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อนวิ่งตามเธอไป เจตน์ที่นั่งเฝ้าดูเหตุการณ์ขัดแย้งทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นลอบถอนหายใจยาวเหยียดพลางเดินเข้ามาหาเพื่อนสนิท
“มึงนี่มันเกินเยียวยาจริง ๆ เลยนะไอ้คราม” เจตน์เอ่ยพึมพำออกมาอย่างเอือมละอาต่อท่าทีและการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเอง
“มึงจะพูดอะไรก็พูดมา..” นทีครามเอ่ยสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ปากมึงบอกไม่อยากยุ่ง ไม่อยากให้เขาอยู่ใกล้ แต่การกระทำจู้จี้ของมึงดันตามติดเป็นเงาเขาเลยไอ้คราม” เจตน์สบตาเพื่อนอย่างรู้ทัน นทีครามลอบกลืนน้ำลายหนึบลงคอ ฝ่ามือหนาบีบกำเข้าหาแน่นจนข้อขาว
“ที่กูพูดไปมันก็ความจริงทั้งนั้น” นทีครามยังคงปากแข็งเยือกเย็น ยืนยันคำเดิมว่าสิ่งที่ตัวเองตัดสินออกไปยังคงเป็นผลดีต่อตัวเพียงพิณที่สุด
“เออ ๆ เอาเถอะพ่อคุณ จะทำอะไรก็ทำเป็นคนดีก็พอ” เจตน์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายระอา ก่อนจะเดินสับเท้าตามสมาชิกคนอื่น ๆ ออกไปจากห้อง ปล่อยให้นทีครามจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันและความอ้างว้างเพียงลำพัง
.
.
.
เย็นวันนั้น... นทีครามเดินทอดน่องผ่านลานกิจกรรมกลางมหาวิทยาลัยก่อนจะกลับหอพักโดยไม่ตั้งใจ หรือลึก ๆ แล้วเขาอาจจะตั้งใจพาตัวเองมาที่นี่เขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ สายตาคมกริบพลันสะดุดกึกเมื่อเห็นร่างบางอันคุ้นตาของเพียงพิณกำลังยืนชูกล้องถ่ายภาพแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังสาดแสงลอดผ่านทิวไม้ใหญ่
ภาคินยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ คอยช่วยถือกระเป๋าอุปกรณ์และส่งเลนส์ให้หญิงสาวอย่างเต็มใจ ทั้งคู่พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเป็นธรรมชาติและดูสนิทสนมขึ้นกว่าเดิม เพียงพิณหลุดหัวเราะร่าเริงเสียงใสยามที่ภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาไม่ตรงตามที่ใจคิด ก่อนจะยกกล้องขึ้นแนบดวงตาเพื่อกดชัตเตอร์อีกครา
นทีครามรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดหัวใจจนอึดอัดแน่นในอก ลึก ๆ แล้วเขาอยากเป็นคนเดินเข้าไปยืนตรงนั้นแทนภาคิน อยากเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าเหนื่อยไหม อยากเตือนให้เธอระวังพื้นหินต่างระดับตรงทางเดิน และอยากบอกให้เธอรีบกลับเข้าหอพักก่อนที่ฟ้าจะมืดค่ำไปมากกว่านี้ ทว่าความจริงอันโหดร้ายกลับตบหน้าเขาฉาดใหญ่... เขาไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อเขาเป็นคนลั่นวาจาเอ่ยปากบอกเธอเองว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวตัดสินใจหมุนตัวหันหลังเตรียมเดินจากมา ทว่าเพิ่งก้าวขาไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของภาคินก็ดังแหวกความเงียบขึ้นมา
“น้องเพียงพิณ! ระวังครับ!” นทีครามสับเท้าหันกลับไปมองกึ่งวิ่งกึ่งเดินในทันที ภาพที่เห็นคือเพียงพิณก้าวพลาดสะดุ้งขอบทางเดินหินจนร่างบางเสียหลักเกือบจะล้มกระแทกพื้น ทว่าภาคินกลับว่องไวกว่า เขารีบถลาเข้าไปประคองวงแขนและโอบไหล่บางของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ร่างของเธอจะตกถึงพื้น
ตึก... ตึก... ตึก...
หัวใจของนทีครามหล่นวูบดิ่งลงสู่ตาตุ่มด้วยความตกใจกลัว สองขาเรียวแกร่งของเขาเกือบจะก้าวพุ่งตัวเข้าไปหาเธออยู่แล้ว ทว่าสมองส่วนลึกกลับสั่งการให้เขาหยุดชะงักตัวเองเอาไว้ได้ทันเวลา เพียงพิณยืนตั้งหลักได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง เธอยกมือขึ้นลูบอกพลางหัวเราะแห้ง ๆ ส่งให้ภาคินและเอ่ยปากกล่าวขอบคุณรุ่นพี่หนุ่มด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะก้มลงตรวจเช็กความเสียหายของกล้องตัวโปรดในมือ
เมื่อเห็นประจักษ์แก่สายตาว่าหญิงสาวปลอดภัยดีและไม่ได้เอ่ยปากรับบาดเจ็บใด ๆ นทีครามจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาวออกจากปอดแผ่วเบาเพื่อระบายความอัดอั้น
“บ้าชะมัด…” ชายหนุ่มก้มหน้าลงต่ำสบถด่าทอตัวเองอย่างเดือดดาล แค่เห็นเธอทำท่าจะล้มลงไปต่อหน้าต่อตา เขากลับแทบลืมเลือนสิ้นทุกสิ่ง ลืมแม้กระทั่งสัจจะวาจาที่ตนเคยพร่ำบอกตัวเองว่าควรจะอยู่ห่างจากเธอให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง
นทีครามตัดสินใจหันหลังเดินกลับหอพักตึกเรียนโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองภาพบาดตาบาดใจนั้นอีก ทว่าในค่ำคืนอันยาวนานนี้ เขารู้แจ้งแก่ใจดีแล้วว่า การเลือกที่จะหลีกหนีและผลักไสไม่ได้ช่วยทำให้ความกลัวในส่วนลึกของหัวใจจางหายไปเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับยิ่งทรมาน บีบคั้นให้เขาต้องทำได้เพียงยืนมองดูเธออยู่ห่าง ๆ ในวันและเวลาที่หัวใจร่ำร้องอยากจะวิ่งเข้าไปโอบกอดและปกป้องเธอมากที่สุด
และบางที... บทเรียนสำคัญที่สุดที่เขาต้องเรียนรู้และปรับปรุงตนเองในชีวิตใหม่เส้นเวลานี้ อาจไม่ใช่การพยายามพร่ำสั่งห้ามตัวเองไม่ให้กลับไปรักเพียงพิณ แต่อาจเป็นการเรียนรู้วิธีที่จะรักและดูแลเธออย่างไร โดยไม่ทำให้เธอต้องรู้สึกเจ็บปวดและร้องไห้เพราะกำแพงความกลัวอันโง่เขลาของตัวเขาเองอีกครั้งหนึ่ง
