บทที่ 2 ย้อนเวลามาวันเปิดภาคเรียนเมื่อสิบปีก่อน

นทีครามใช้เวลาเกือบสิบนาทีจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่งราวกับร่างที่ถูกสาป แสงสว่างวาบจากหน้าจอกระทบดวงตาที่เบิกกว้าง ลมหายใจของเขาติดขัดและหัวใจรัวกระหน่ำจนเนื้ออกสะท้าน ตัวเลขวันที่ซึ่งสลักเด่นหราอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาจากความโศกเศร้า และไม่ใช่ความฝันตื่นสายที่สมองสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงตัวเขาเอง

มันคือวันเปิดภาคเรียนเมื่อสิบปีก่อน...

วันที่ชีวิตของเขายังบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยหนทางเลือก วันที่ความเจ็บปวดในวัยสามสิบยังมาไม่ถึง และที่สำคัญที่สุด มันคือวันที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะก้าวเข้ามาตัดผ่านเส้นทางชีวิตของเขาเป็นครั้งแรก ...เพียงพิณ

เพียงแค่ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ความรู้สึกผิดก็แล่นพล่านจนก้อนสะอึกแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ

“มึงจะนั่งจ้องโทรศัพท์จนหน้าจอทะลุเลยไหมวะไอ้คราม?” เสียงห้าวของเจตน์ดังแทรกความเงียบมาจากปลายเตียง

เพื่อนสนิทที่นทีครามจำได้ดีว่าในโลกอนาคตเป็นชายวัยสามสิบผู้เคร่งครัดในชุดสูท กลับนั่งอยู่ตรงนั้นในสภาพนักศึกษาหนุ่มวัยคะนองที่เพิ่งซุกตัวตื่น ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เสื้อยืดคอกลมอเนจอนาถยับย่น ทว่าใบหน้ากลับดูผุดผ่องไร้ร่องรอยความกังวลของคนที่ยังไม่เคยผ่านมรสุมชีวิต นทีครามจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาพร่าเลือน

“เจตน์” นทีครามเปล่งเสียงเรียกอันแหบพร่า

“อะไรของมึง?” เจตน์ผละสายตาออกจากสิ่งที่กำลังทำตรงหน้า หันไปมองเพื่อนที่กำลังนั่งบนเตียง ใบหน้าแต้มรอยทุกข์เด่นชัด

“มึง... อายุเท่าไหร่” เจตน์ชะงักมือที่กำลังขยี้ตา เงียบไปสามวินาทีเต็ม ก่อนจะคว้าหมอนข้างมาโอบกอดแล้วหรี่ตามองเพื่อนราวกับกำลังประเมินว่าควรโทรเรียกหน่วยกู้ภัยหรือส่งโรงพยาบาลบ้าช่องไหนดี

“ยี่สิบสิครับเพื่อน มึงก็ยี่สิบ กูว่ามึงควรถามตัวเองมากกว่านะว่าเมื่อคืนเผลอกระดกน้ำยาล้างห้องน้ำเข้าไปหรือเปล่า”

ยี่สิบปี... นทีครามหลุบตาลงต่ำ พลางพลิกหลังมือตนเองขึ้นดู ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านจากการกรำงานหนักบัดนี้กลับเรียบเนียน แขนขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของวัยหนุ่มที่ไร้ซึ่งรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เขาไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์หรือคำสาปใดที่กระชากเขาข้ามห้วงเวลากลับมา แต่ถ้าหากทั้งหมดนี้คือความจริง... นี่คือโอกาส

โอกาสที่จะไม่เดินซ้ำรอยแผลเก่า โอกาสที่จะไม่ปล่อยให้อีโก้และความเงียบงันทำลายความรัก และโอกาสที่จะปกป้องดวงใจของเขาไม่ให้ต้องหลั่งน้ำตาเพราะความปากแข็งของตัวเองอีก

เขาจะไม่มีวันสูญเสียเธอไปเป็นครั้งที่สอง

“มึงเป็นอะไรของมึงวะไอ้คราม?” เจตน์ขยับตัวเข้ามาใกล้ สีหน้าเริ่มฉายแววกังวลจริงจัง

“หน้ามึงซีดเหมือนศพไม่ได้นอนมาสามวัน” แววตาหรี่ลงเผล้งมองไปนัยน์ตาของทนีครามอย่างจับผิด

“เออ กูไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรบ้านมึงสิ ตื่นมาก็ทำหน้าเหมือนกำลังรอฟังผลชันสูตรศพ แล้วยังมาถามอายุอีก ถ้าจำอายุตัวเองไม่ได้ กูแนะนำให้มึงคลานกลับไปนอนต่อเหอะ” นทีครามเลือกที่จะเงียบ เขาไม่มีทางอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เลยว่า ตัวเขาเองเพิ่งใช้ชีวิตผ่านความพังทลายในวัยสามสิบ ผ่านการทะเลาะเบาะแว้งอันดุเดือด

...และการสูญเสียที่กัดกินจิตวิญญาณจนไม่เหลือชิ้นดี ก่อนจะตื่นขึ้นมาในร่างเด็กอายุยี่สิบคนนี้ ใครจะไปเชื่อเรื่องบ้าบอคอแตกเช่นนี้ ขนาดตัวเขาเองยังนึกกลัวว่ามันจะเป็นเพียงสารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาก่อนที่ร่างกายนึกขยับในห้องไอซียูด้วยซ้ำ

“วันนี้มีรับน้องปีหนึ่งที่ลานกลางนะเว้ย” เจตน์เอ่ยเตือนพลางคว้าเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจากพนักเก้าอี้ขึ้นมาสะบัด “พวกเราสายรหัสและรุ่นพี่ต้องไปช่วยสแตนด์บาย มึงคงไม่ได้ลืมใช่ไหม”

คำว่า ‘ลานกลาง’ และ ‘ปีหนึ่ง’ ทำให้นทีครามชะงักกึก ราวกับมีกระแสไฟแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นในทันใด “เด็กปีหนึ่งต้องเข้าร่วมทุกคนเลยเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามออกมาไม่ดังนัก

“เออสิ ไม่งั้นเขาจะจัดงานรับน้องหาพระแสงอะไรวะ” เจตน์เอ่ยตอบปัดรำคาญ ก่อนจะลุกเต็มความสูงเตรียมตัวเพื่อไปอาบน้ำ เพราะเวลานี้ก็ใกล้สายเต็มทน เพื่อนในกลุ่มคนอื่น ๆ ก็ต่างแยกย้ายกันไปล่วงหน้าก่อนแล้ว

“แล้ว... คณะนิเทศศาสตร์ล่ะ” เจตน์หยุดมือที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อ หันขวับมามองนทีครามเต็มตา คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบชนกัน

“มึงถามทำไมวะปกติมึงเกลียดพวกสายศิลป์จะตาย” คราวนี้นทีโดนจับผิดเข้าเต็มเป้า เสียงลอบกลืนน้ำลายของนทีครามดังอึก

นทีครามลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อรู้ตัวว่าตนเองรีบร้อนจนหลุดพิรุธ “เปล่า... แค่ถามดู”

“แปลกฉิบหาย วันนี้นึกคึกอะไรขึ้นมาถามหาเด็กคณะอื่น ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยสน” เจตน์ผละสายตากลับมาสนใจตัวเองแทน ปลดเสื้อผ้าพร้อมทั้งเปลี่ยนเป็นสวมผ้าขนหนูสำหรับเตรียมอาบน้ำ

“กูถามไม่ได้หรือไง” ทนีครามดึงเชิงเบี่ยงเบนความสนใจจากเพื่อน ไม่ให้สงสัยอะไรไปมากกว่านี้

“ได้ครับคุณชาย ถามได้หมดเลยครับผม” เจตน์ยกสองมือขึ้นเหนือหัวเชิงยอมแพ้ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำไปพร้อมเสียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ

นทีครามนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ความคิดในสมองเริ่มตีกันยุ่งเหยิง ใจหนึ่งบอกว่าเขาไม่ควรไปปรากฏตัวตรงนั้น อย่างน้อยก็ไม่ควรเข้าไปฉุดรั้งเธอไว้ตั้งแต่วันแรก ถ้าหากการย้อนเวลาครั้งนี้คือโอกาสให้เขาแก้ไขอนาคต สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาควรทำอาจเป็นการ ‘ไม่รู้จักกัน’ ปล่อยให้เพียงพิณได้ใช้ชีวิตในแบบที่เธอควรจะเป็น ได้เติบโตอย่างงดงาม และได้พบเจอกับใครสักคนที่ไม่สร้างรอยแผลเป็นไว้ในใจเธอ ใครสักคนที่ดีและพร้อมกว่าเขา

มันเป็นความคิดที่เปี่ยมด้วยเหตุผล... แต่น่าเสียดายที่หัวใจของนทีครามไม่เคยขับเคลื่อนด้วยระบบเหตุผลมานานแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป