บทที่ 3 ยังจดจำได้ดี...ที่เป็นเธอ
ณ ลานกลางมหาวิทยาลัย
บรรยากาศ ณ ลานกลางมหาวิทยาลัยอบอวลไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงสาย แสงแดดปลายฤดูร้อนสาดส่องลอดผ่านพุ่มใบของต้นนนทรีใหญ่ ลงมากระทบพื้นซีเมนต์เป็นเงาดำพร่างพราย ลมเอื่อย ๆ พัดพาเอาไอร้อนและเศษใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามทางเดิน เสียงกลองสันทนาการรัวกระหน่ำสลับกับเสียงเจื้อยแจ้วของรุ่นพี่ที่กำลังจัดแถวต้อนรับเฟรชชี่หน้าใหม่
นทีครามยืนหลบมุมอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ห่างจากเวทีกิจกรรมหลักพอสมควร เขาพยายามสะกดจิตตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขามาที่นี่เพียงเพราะหน้าที่พี่ระเบียบ อยากมาเห็นบรรยากาศเก่า ๆ ในอดีต และไม่ได้มาเพราะผู้หญิงที่ชื่อเพียงพิณเลยสักนิด
ทว่าดวงตาคมกริบกลับกวาดมองผ่านกลุ่มชนนับร้อยอย่างร้อนรนเพื่อมองหาเพียงคนเดียว
“มึงมองหาใครอยู่แน่ ๆ ไอ้คราม” เจตน์ที่ยืนกอดแฟ้มรายชื่ออยู่ข้างกายทักขึ้น สายตาจับผิดจับจ้องมาที่เขา
“เปล่า” เสียงตอบทันควันของนทีไม่ได้ช่วยให้ความสงสัยในตัวเขาที่มีต่อเพื่อนสนิทอย่างเจตน์น้อยลงเลย
“เปล่าบ้านมึงสิ เหลียวซ้ายแลขวาจนคอจะเคล็ดอยู่แล้ว”น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของเจตน์ ดึงความสนใจจากนทีครามให้ลอบมองตัวเองว่าตนเองว่ามีท่าทีแบบนั้นจริงหรือเปล่า
“มึงก็สนใจใบรายชื่อในมือไปเถอะน่า” นทีครามยืนกอดอกเอ่ยตอบด้วยท่าทีติดหงุดหงิด
“กูก็ดูอยู่ แต่พฤติกรรมมึงมันน่าสนใจกว่าเยอะเลยนี่หว่า” นทีครามไม่ยอมต่อปากต่อคำ เขากำลังจะเบือนหน้าหนี ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
เสียงหัวเราะใสกระจ่างดั่งกระดิ่งแก้วก็ดังแว่วมาจากกลุ่มนักศึกษาทางด้านขวา มือหนากระตุกกึก แม้เสียงนั้นจะเบาบางท่ามกลางเสียงตะโกนรอบข้าง แต่สำหรับนทีคราม มันกลับชัดเจนจนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วกัปชั่วกัลป์ หญิงสาวในชุดนักศึกษาปีหนึ่งกำลังก้มตัวลงช่วยเพื่อนร่วมคณะเก็บกระดาษเอกสารที่หล่นกระจายเกลื่อนพื้น
เรือนผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นลวก ๆ มีปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียน ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสฉายแววมีน้ำใจฉบับเจ้าตัว เธอสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวมอซอแทนรองเท้าคัทชูตามระเบียบ และมีกระเป๋าผ้าดิบสะพายอยู่ข้างกาย
ทุกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นฉุดให้ภาพความทรงจำในอดีตหมุนวนกลับมาซ้อนทับ
เพียงพิณในวัยสามสิบมักจะรวบผมแบบนี้เวลาเข้าครัว... เพียงพิณมักเลือกรองเท้าผ้าใบเพราะเธอเกลียดการโดนรองเท้ากัด... และเพียงพิณมักจะยิ้มแย้มเสมอยามยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่น แม้ในตอนนั้นตัวเองกำลังลำบากอยู่ก็ตาม
เขายังจำได้หมด... จำได้กระทั่งแววตาหม่นแสงของเธอในคืนสุดท้ายที่ยืนอยู่หน้าประตูคอนโด แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า ‘พี่เคยคิดถึงความรู้สึกของหนูบ้างไหม’
"อึก.." นทีครามกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“นที? มึงเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงของเจตน์ฉุดเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริง ชายหนุ่มพยักหน้าแกน ๆ ทั้งที่ลำคอแห้งผากราวกับผืนทราย
เพียงพิณลุกขึ้นยืนตรงหลังจากจัดการเก็บเอกสารเสร็จเรียบร้อย เธอปัดฝุ่นออกจากกระโปรงพลางหัวเราะร่ากับประโยคเย้าแหย่ของเพื่อน ก่อนจะหมุนตัวเหลียวมองไปรอบ ๆ ลานกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ และในจังหวะหนึ่ง สายตากลมโตคู่นั้นก็เลื่อนผ่านสบประสานเข้ากับนทีครามพอดิบพอดี
ชายหนุ่มกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ทว่าดวงตาของเธอจับจ้องที่เขาเพียงสองสามวินาที ก่อนจะเบือนกลับไปพูดคุยกับเพื่อนสาวข้างกายต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีกระแสความผูกพัน... ไม่มีแววตาแห่งความโหยหา... ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของการเคยใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานับสิบปี สำหรับเพียงพิณในเวลานี้ นทีครามเป็นเพียงรุ่นพี่ต่างคณะคนหนึ่งที่ยืนทึ่มทื่ออยู่ใต้ต้นไม้ เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก
ความจริงข้อนั้นควรจะทำให้เขาโล่งใจ ทว่ามันกลับกรีดลึกในอกจนเจ็บปวดแปลบอย่างน่าประหลาด
“มึงจะยืนบื้ออีกนานไหมไอ้คราม” เจตน์ยัดแฟ้มเอกสารใส่มือเขา “ช่วยเอาใบรายชื่อเสริมนี้ไปให้โต๊ะลงทะเบียนฝั่งนู้นหน่อย พี่ ๆ เขาฝากมา” นทีครามรับแฟ้มมาถือไว้โดยสัญชาตญาณ
“โต๊ะไหน” แม้ท่าทีจะดูไม่เต็มอกเต็มใจจะทำนัก แต่เพราะหน้าที่ทำให้ต้องยอมจำนน
“นู่นไง ฝั่งคณะนิเทศฯ ที่มีซุ้มผ้าใบสีฟ้า ๆ น่ะ” ชายหนุ่มมองตามนิ้วของเพื่อน และพบว่าโต๊ะลงทะเบียนที่ว่าตั้งอยู่ห่างจากจุดที่เพียงพิณนั่งอยู่ไม่ถึงสิบเมตร
“ให้คนอื่นไปส่งไม่ได้หรือไงวะ”เจตน์หรี่ตาจับผิดทันควันต่อท่าทีของเพื่อนสนิทตนที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนอย่างทุกที
“ทำไมวะ มึงกลัวอะไรตรงนั้น” สายตาของเจตน์มองลอบสลับไปมาระหว่างจุดวางเอกสาร กับเพื่อนสนิทของตนอย่างนทีคราม
“กูไม่ได้กลัว” แม้ปากของนทีครามจะตอบกลับอย่างไม่ติดขัด แต่แฝงไปด้วยความประหม่าลึก ๆ
“ไม่ได้กลัวก็เดินไปสิวะ เร็ว ๆ เลย” นทีครามนึกอยากฟาดแฟ้มใส่หน้าเพื่อนสนิทนัก แต่สุดท้ายเขาก็จำต้องยอมก้าวขาเดินออกไปตามคำสั่ง ชายหนุ่มสาวเท้าช้า ๆ พยายามทิ้งระยะห่างจากกลุ่มเฟรชชี่ปีหนึ่งให้มากที่สุด ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเดินผ่านหลังกลุ่มของเพียงพิณ
ฟึบ!
จู่ ๆ กระแสลมหมุนแรงก็พัดกรรโชกเข้ามาอย่างไร้ทิศทาง ลมหอบใหญ่พัดเอากระดาษในแฟ้มที่ปิดไม่สนิทปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เฮ้ย! เอกสาร!”
