บทที่ 4 เธอ..ก็ยังคือเธอ

“เฮ้ย! เอกสาร!”

เสียงอุทานระงมลั่นปลุกสติของนทีครามให้ตื่นตัว มือหนายื่นออกไปไขว่คว้าแผ่นกระดาษที่ลอยละลิ่วตัดหน้าไว้ได้ทันท่วงที ทว่าสายตาคมกริบกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบตามเศษกระดาษอีกแผ่นซึ่งกำลังจะปลิวเตลิดไปตรงกลางทางเดิน

เพียงพิณ ร่างบางวิ่งถลาไปข้างหน้าอย่างลืมตัว โดยไม่ทันสังเกตเห็นรถเข็นขนอุปกรณ์ของรุ่นพี่คณะอื่นที่กำลังสวนมาด้วยความเร็ว

“ระวัง!”

สัญชาตญาณที่เร็วกว่าความคิดสั่งให้ส้นเท้าของนทีครามสับพุ่งไปข้างหน้า ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แล้วออกแรงดึงเข้าหาตัวเต็มแรง หญิงสาวชะงักกึก ร่างทั้งร่างเสียหลักถอยครูดกลับมาปะทะแผงอกกว้างของเขาตามแรงเหวี่ยง ขณะที่กระดาษเจ้ากรรมแผ่นนั้นปลิวละลิ่วข้ามหัวไปตกแหมะอยู่ข้างกระถางต้นไม้แทน

“โอ๊ย!” เพียงพิณอุทานเบา ๆ ด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานเหยเกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาคนสวมบทฮีโร่จำเป็นที่ยังคงรวบจับข้อมือของเธอไว้แน่น

“เดินดูทางด้วย” น้ำเสียงที่เปล่งออกไปเข้มและดุดันเกินกว่าที่ตั้งใจไว้มาก

เพียงพิณกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง เธอก้มมองข้อมือตัวเองที่เริ่มขึ้นรอยแดงจาง ๆ ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มพิมพ์ใจที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจกลับมาให้เขาโดยไม่มีแววโกรธเคือง “ขอโทษค่ะพี่ หนูมัวแต่เสียดายเอกสารเลยรีบไปหน่อย”

รอยยิ้มซื่อ ๆ นั้นบีบก้อนเนื้อในอกซ้ายของนทีครามจนปวดหนึบ ชายหนุ่มเม้มปากแน่น เขาเคยเห็นเธอยิ้มแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในอดีต ทว่าในความทรงจำสุดท้าย รอยยิ้มแสนล้ำค่านั้นกลับถูกบดขยี้จนพังทลายลงด้วยน้ำมือและคำพูดอันเห็นแก่ตัวของเขาเอง

“รับไป เอกสารของเธอ” เขาชิงยื่นกระดาษแผ่นที่คว้าไว้ได้ให้เพื่อตัดบท

“โห ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เพียงพิณรับไปพลางก้มหน้าก้มตาจัดระเบียบแผ่นกระดาษในมือให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะช้อนสายตาใสซื่อขึ้นมองเขาอีกครั้ง

“พี่อยู่คณะไหนเหรอคะ?”นทีครามนิ่งงันไป ลำคอเหนียวหนึบจนกลืนน้ำลายลำบาก

วินาทีนั้นในหัวของเขามันเต็มไปด้วยความต้องการอันเห็นแก่ตัว เขาอยากจะตะโกนบอกเธอเหลือเกินว่าเขารู้จักเธอดีแค่ไหน อยากบอกว่าเธอไม่ต้องระวังตัวเวลาอยู่ใกล้เขา อยากเอ่ยปากถามว่าเมื่อคืนหลับสบายไหม เช้านี้กินข้าวหรือยัง และยังชอบสั่งข้าวต้มหมูสับใส่ขิงเยอะ ๆ เหมือนเดิมไหม... ทว่าความจริงอันโหดร้ายกลับตีแสกหน้าเตือนสติ ว่าคำถามเหล่านั้นมันเป็นสิทธิ์ของคนรัก ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันวันแรก

“บริหารฯ” นทีครามกล้ำกลืนก้อนความรู้สึกแล้วตอบสั้น ๆ ฝ่าเท้าทั้งสองข้างอยากจะก้าวให้ผ่านพ้นจากเธอไปสักที แต่ใจเจ้ากรรมดันเอาแต่ใจเหลือเกิน... อยากจะมองเธอใกล้ ๆ แบบนี้อีกสักเสียววิก็ยังดี

“อ๋อ! หนูอยู่นิเทศฯ ค่ะ” เสียงใสของเธอเปล่งออกมาดั่งดอกไม้บาน แววตาของเธอทอประกายจนก้อนเนื้อในอกชายหนุ่มกระตุกวูบ

“รู้แล้ว” ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะสมองจะทันได้ประมวลผลคำตอบที่หลุดออกจากปากไวเกินกว่าความยับยั้งชั่งใจทำให้เพียงพิณชะงักกึก คิ้วเรียวขมวดมุ่น

“คะ? พี่รู้ได้ยังไงเหรอคะ” นทีครามใจหายวาบ รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งก้าวเท้าเหยียบกับดักที่ขุดล่อเอาไว้ด้วยมือตัวเอง ชายหนุ่มรีบยกนิ้วชี้ไปที่อกเสื้อของเธอเพื่อแก้สถานการณ์ลนลาน

“หมายถึง... ป้ายชื่อคณะบนเอกสารน่ะ เห็นมันโผล่ออกมา” เพียงพิณก้มมองตามมือเขา ก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักกับความซุ่มซ่ามของตัวเอง

“จริงด้วยค่ะ ซุ่มซ่ามจัง หนูยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลย” เด็กสาวยื่นมือขวามาตรงหน้าด้วยท่าทีเป็นกันเองแสนสดใสตามประสาเด็กปีหนึ่ง

“เพียงพิณค่ะ เรียกเพียงเฉย ๆ ก็ได้” นทีครามจ้องมองฝ่ามือเล็ก ๆ ที่ยื่นค้างอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาพร่าเลือน...

มือเรียวคู่นี้ที่เคยเอื้อมมากุมมือเขาไว้ในวันที่โลกทั้งใบของเธอพังทลาย มือคู่เดิมที่เคยวางทับหลังมือเขาบนโต๊ะอาหารยามพยายามอธิบายเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต และมือคู่นี้อีกเช่นกันที่ยอมปล่อยมือเขาไปในวันความรักหมดแรงเหนี่ยวรั้ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมมือที่สั่นเทาของตัวเองให้ยื่นไปเกี่ยวกระชับฝ่ามือนุ่มอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหายไปต่อหน้า

“...นทีคราม”

“โห ชื่อเพราะจังค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ รุ่นพี่นทีคราม” เธอยิ้มกว้างจนตาหยี

‘ยินดีที่ได้รู้จัก’ คำพูดธรรมดาแสนเบสิกกลับทรงอานุภาพรุนแรงจนหัวใจของคนที่ผ่านโลกมาถึงอายุสามสิบแทบทรุดฮวบลงกับพื้น เขาเคยนอนกอดร่วมเตียง ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี คาดหวังว่าจะกุมมือกันไปจนแก่เฒ่า ทว่าในวันนี้ เธอกลับมายื่นมือทำความรู้จักกับเขาใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ราวกับเรื่องราวความรักอันลึกซึ้งเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ชีวิตของเธอเลย

นทีครามค่อย ๆ คลายนิ้วมือออกอย่างอ้อยอิ่ง “...เหมือนกัน” เขารับคำได้เพียงแค่นั้น

โชคดีที่เพียงพิณไม่ได้เฉลียวใจถึงความผิดปกติในแววตาหม่นแสงคู่ตม เธอหันไปตะโกนเรียกเพื่อนที่กำลังเดินตามหาเอกสารอีกฝั่ง ก่อนจะหันกลับมาก้มศีรษะไหว้เขาเล็กน้อยแล้วออกวิ่งเหยาะ ๆ กลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อน นทีครามยืนนิ่งเป็นรูปปั้น สายตาจับจ้องแผ่นหลังบางที่ค่อย ๆ ไกลออกไปจนลับสายตา

ในที่สุดเขาก็เพิ่งตระหนักรู้ว่า การได้กลับมาพบคนที่คิดถึงสุดหัวใจอีกครั้ง มันไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลและความทรมานให้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกัน มันกลับยิ่งตอกย้ำให้ความโหยหาทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เพราะในขณะที่เธอยังยืนอยู่ตรงนี้อย่างมีตัวตน... ทว่าความทรงจำและเรื่องราวความรักทั้งหมดกลับถูกทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของเขาเพียงคนเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป