บทที่ 5 ความสดใสของเธอ ที่เกือบลืมไปแล้ว

นทีครามยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมอีกพักใหญ่ ลมบ่ายหอบเอาไอร้อนสลับความชื้นพัดผ่านใบหน้า ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติและความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

เขาควรกลับหอพัก หรือไปที่ไหนสักที่จากตรงนี้ ควรทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และควรเริ่มต้นใช้ชีวิตสิบปีนี้ใหม่โดยไม่เข้าไปเฉียดกรายหรือยุ่งเกี่ยวกับเพียงพิณอีก... แค่ทำให้ได้อย่างที่สมองสั่งก็พอแล้ว

“ไอ้คราม! มึงมัวมายืนทำซากอะไรตรงนี้วะ?” เสียงห้าวไล่หลังดังขึ้นพร้อมแรงตบปังที่หัวไหล่จนไหล่ทรุด เจตน์เพื่อนสนิทตัวดีในชุดนักศึกษายับย่นเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าสงสัยเต็มประดา ก่อนที่สายตาจับผิดจะเหลือบไปเห็นเศษกระดาษรายชื่อในมือหนา

“กูให้มึงไปส่งเอกสาร แล้วนี่..เอกสารของมึงวะ?”

“ไม่ใช่ของกู” นทีครามตอบเสียงเรียบ

“อ้าว ไม่ใช่ของมึง แล้วมึงจะถือติดมือไว้ทำไม?” นทีครามก้มลงมองกระดาษแผ่นยับที่ยังคงกำไว้แน่นในมือ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาวก่อนจะยื่นส่งมันให้เพื่อนสนิทอย่างไม่ใส่ใจ

“...เก็บได้”

“โห ใจบุญสุนทานผิดปกติขึ้นมาเชียวนะมึง ปกติเห็นคนทำของตกต่อหน้า มึงยังเดินหน้านิ่งข้ามไปได้หน้าตาเฉยเลย” เจตน์แหวะเข้าให้ กับท่าทีที่ผิดแปลกไปของนทีคราม

“มึงจะพูดมากอะไรนักวะไอ้เจตน์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างติดหงุดหงิด พร้อมนันย์ตาคมที่พร้อมจะหักคอเพื่อนสนิทจิ้มน้ำพริกกินซะให้ได้

“เออ ๆ ไอ้คนอารมณ์เสีย แหย่ติดแหย่หน่อยเครื่องติดเชียวนะมึง” เจตน์ยกมือสองข้างยอมแพ้ ทว่าเพียงครู่เดียวก็เหมือนนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“เออ บ่ายนี้มึงต้องไปช่วยงานสโมฯ รับน้องปีหนึ่งด้วยนะเว้ย” สิ้นประโยคหน้าหงุดหงิดของเพื่อนสนิทนทีคราม สายตาที่พร้อมจะแดกดันจู่โจมเข้าอย่างจัง

“ไม่ไป” เสียงชายหนุ่มปฏิเสธทันควัน ไม่มีท่าทีลังเลคิดก่อนเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ได้ มึงมีชื่อปักหมุดอยู่ในระบบแล้ว” เจตน์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง พลางชี้ปลายนิ้วลงกระดาษเอกสารที่ระบุชื่อของ นทีคราม อยู่ในนั้น

“ก็ถอนชื่อกูออกสิ” ท่าทีไม่เป็นเดือดเป็นร้อน เอ่ยออกมาอย่างไม่สนสี่สนแปดของนทีคราม ทำเอาเจตน์เผลอยกมือขึ้นมานวดคลึงขมับหนึบ

“กูเป็นแค่เพื่อนมึงครับ ไม่ใช่พระเจ้าที่จะดลบันดาลได้ทุกสิ่ง” เจตน์พยายามอธิบายให้นทีครามที่กำลังทำหน้าเบื่อโลกเต็มทน ให้เข้าใจว่าอย่างไงเรื่องนี้ตนไม่สามารถช่วยได้จริง ๆ

“อีกอย่าง รุ่นพี่ปีสองทุกคนต้องช่วยดูแลและเทกแคร์น้องปีหนึ่งตามที่สโมสรคณะจัดแบ่งไว้ มึงคิดจะเบี้ยวงานแล้วโยนภาระให้คนอื่นทำหมดเลยหรือไงวะ?”นทีครามขมวดคิ้วมุ่นพลางนิ่งเงียบไป

หากลองนึกย้อนกลับไป ชีวิตในอดีตก่อนหน้านี้เขาแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยเข้าร่วมหรืออินกับกิจกรรมรับน้องมากน้อยแค่ไหน เรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวัยเรียนเหล่านั้นถูกคลื่นความทรงจำตลอดสิบปีที่มีเพียงพิณกลืนหายไปจนหมดสิ้น

แต่เขากลับยังจำวันเกิดของเธอได้แม่นยำ จำอาหารรสจัดที่เธอชอบสั่งได้ และจำได้ดีว่าเวลาเธอโกรธ เธอมักจะเลือกเงียบเสียงลงก่อนจะพูดระเบิดทุกอย่างออกมาในคราวเดียว... ทว่าเขากลับจำรายละเอียดชีวิตของตัวเองในวัยยี่สิบปีไม่ได้มากเท่าที่ควรเลย

“...กลุ่มไหน” ชายหนุ่มเอ่ยปากถามในที่สุด

“กลุ่มสี่มั้ง ถ้าจำไม่ผิด เดี๋ยวไปเช็กที่บอร์ดรายชื่อเอา” เจตน์ตอบพลางส่งยิ้มกว้างแล้วเอื้อมมือมาคล้องแขนเพื่อน

“เพราะงั้นตอนนี้ไปแดกข้าวด่วน!” นทีครามสะบัดปัดแขนอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว “เดินเองได้ วุ่นวายกับกูจริง ๆ”

“ครับ ๆ คุณชายท่าน” เจตน์เบ้ปากออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ต่อต่ายอะไร เพียงรีบเร่งฝีเท้าไปส่งโรงอาหารทันที

12.14น.

ทั้งคู่ก้าวเดินเคียงกันไปตามทางเชื่อมอาคารเรียนรวมอันทอดยาว ทว่าในจังหวะที่ก้าวผ่านลานกิจกรรมหน้าคณะนิเทศศาสตร์ สายตาคู่คมของนทีครามกลับหยุดชะงักและตวัดหันไปมองโดยอัตโนมัติราวกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น

เบื้องล่างตรงนั้น... เพียงพิณกำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นซีเมนต์เพื่อเก็บแผ่นเอกสารที่ปลิวกระจัดกระจายอยู่ข้างกระเป๋าผ้าใบเก่ง มีเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยเธอรวบรวมกระดาษเหล่านั้น ขณะที่เจ้าตัวระเบิดเสียงหัวเราะใสกระจ่างพลางเอ่ยเล่าอะไรบางอย่าง จนคนรอบข้างพลอยหลุดหัวเราะขำขันตามไปด้วย

เวลานี้... เธอดูมีความสุขดีเหลือเกิน

มีความสุขดีเสียจนทำให้นทีครามเกิดความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายหนุ่มเกือบจะลืมเลือนไปแล้วว่าในชีวิตก่อนหน้านี้ ผู้หญิงที่กำลังยิ้มตาหยี่คนนี้เคยต้องหลั่งน้ำตาและแตกสลายเพราะคำพูดใจร้ายของเขามากแค่ไหน

“มองอะไรอยู่วะไอ้คราม?” คำถามทักท้วงของเจตน์ฉุดดึงสติอันพร่าเลือนทำให้นทีครามรีบเบือนสายตากลับมาทันที

“...เปล่า”

“เปล่าอะไรของมึง กูเห็นจ้องตาแทบไม่กระพริบตั้งนานสองนาน” เจตน์หรี่ตาจับผิด สลับไปมาระหว่างนทีคราม กับปลายสายตาที่ทอดยาวออกไปจดจ้อง

“มึงว่างมากหรือไงเจตน์” น้ำเสียงติดหงุดหงิดของนทีคราม ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของเจตน์ทวีขึ้น

“เออ กูว่างมาก ถึงได้มีเวลาว่างมาคอยนั่งสังเกตพฤติกรรมคนปากแข็งแถวนี้” นทีครามเลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด ชายหนุ่มสาวเท้าเร่งจังหวะความเร็วให้มากขึ้น ตั้งใจมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะไม่หันกลับไปมองทางด้านหลังอีกเป็นอันขาด

ทว่า... น่าแปลกเหลือเกิน ที่เสียงหัวเราะอันสดใสระดิ่งแก้วของเธอกลับยังคงดังก้องแว่ว และตามติดอยู่ในห้วงความคิดของเขาไม่ยอมจางหายไปไหน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป