บทที่ 7 ใจเจ้ากรรมตกหลุมรักเธอซ้ำ ๆ
“กิจกรรมแรกของเราคือให้แต่ละคู่แนะนำตัวกัน แล้วตอบคำถามสามข้อครับ หนึ่ง ชอบอะไร สอง ไม่ชอบอะไร และสาม ความประทับใจแรกที่มีต่อคู่ของตัวเอง!”
เสียงประกาศของเจตน์ที่มาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ปลุกความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกลางลานกิจกรรม แต่มันกลับทำให้นทีครามรู้สึกอึดอัดจนแทบอยากจะหันหลังเดินหนีไปเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ทว่าความตั้งใจนั้นก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีเสียงหวานใสคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“พี่นทีครามคะ” ชายหนุ่มจำต้องหันกลับไปสบตาคนตรงหน้า เพียงพิณกำลังยืนส่งยิ้มบาง ๆ ในมือเรียวโอบกอดสมุดบันทึกเล่มเล็กกับปากกาสีชมพูเอาไว้ ดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายระยิบระยับด้วยความสนใจและตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัว
“เราต้องนั่งคุยกันตรงไหนเหรอคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองหาพื้นที่
“ตรงไหนก็ได้” นทีครามตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก
“งั้นตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ดีไหมคะ แดดไม่ร้อนด้วย”
“ตามใจ” เสียงทุ้มตอบอย่างไม่สบตา ไม่ได้ทำให้หญิงสาวรุ่นน้องอย่างเพียงพิณรู้สึกอึดอัดเลย
เมื่อเห็นเขาไม่ขัด เพียงพิณก็พยักหน้ารับอย่างร่าเริง เธอก้าวเดินนำไปข้างหน้าด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา ต่างจากนทีครามที่เดินตามหลังมาด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้งและใบหน้าเคร่งขรึม
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังบางลนลาน ในใจเกิดความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรง ลึก ๆ แล้วเขาควรจะดีใจที่โชคชะตาเหวี่ยงให้ได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดเธออีกครั้ง แต่ยิ่งเห็นเธอสดใสและมีชีวิตชีวามากเท่าไร
หัวใจของเขากลับยิ่งบีบรัดจนเจ็บปวด เพราะภาพความทรงจำในอดีตอันแสนเศร้าและรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้ามันซ้อนทับกันจนเขาแทบจะแยกไม่ออก
“พี่นทีครามคะ” เสียงเรียกนั้นดึงเขาออกจากพะวังค์อีกครั้งเมื่อทั้งคู่มาถึงม้านั่งใต้ร่มไม้
“อะไรอีก”เสียงทุ้มเข้มถามกลับพลางนั่งลงบนม้านั่ง โดยไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างจากเธอพอสมควรเพื่อสร้างกำแพงกั้น
เพียงพิณชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีห่างเหินนั้น เธอยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะก้มลงมองสมุดในมือ “หนูแค่จะถามข้อแรกค่ะว่า...พี่ชอบอะไร”
“ไม่รู้”
“เป็นไปได้ยังไงคะ คนเราต้องมีสิ่งที่ชอบบ้างสิ” หญิงสาวเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างไม่หมิ่นแคลน
“แล้วเธอล่ะ ชอบอะไร” เขาไม่ตอบ แต่เลือกที่จะโยนคำถามกลับไปแทน
“ถ่ายรูปค่ะ หนูชอบถ่ายภาพคนตอนที่เขาไม่ได้ตั้งใจโพสท่า เพราะหนูรู้สึกว่าช่วงเวลาแบบนั้นเป็นธรรมชาติและจริงใจที่สุด” คำตอบนั้นทำให้มือที่กำลังวางอยู่บนหัวเข่าของนทีครามชะงักกึก ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปในทันที ความทรงจำอันงดงามและแสนไกลแล่นปราดเข้ามาในสมอง เขาจำประโยคนี้ได้แม่นยำ...
เพียงพิณเคยพูดคำนี้กับเขาในวันที่พวกเขาทั้งสองคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งแรก ในอดีตคราวนั้นเขาเคยหัวเราะเยาะเธอและเย้าแหย่ว่า คนที่มัวแต่ชอบถ่ายรูปคนอื่นคงจะไม่มีรูปสวย ๆ ของตัวเองเก็บไว้หรอก วันนั้นเธอทำหน้างอนใส่เขาอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง จนสุดท้ายเป็นเขาเองที่ต้องเดินตามง้อด้วยไอศกรีมรสโปรดของเธอ
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงหวานที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลปลุกเขาให้หลุดพ้นจากอดีตอันแสนหวานและกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง
“เอ่อ..เปล่า” นทีครามปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“งั้นหนูถามข้อต่อไปนะคะ...พี่ไม่ชอบอะไร?”
“คนพูดมาก” คำตอบที่โพล่งออกไปทำเอาเพียงพิณกะพริบตาปริบ ๆ เธอค่อย ๆ หุบเม้มปากที่กำลังจะชวนคุยต่อลงทันที ใบหน้าหวานสลดลงเล็กน้อยก่อนจะพึมพำตอบรับ
“อ๋อ...ค่ะ” บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงจนน่าอึดอัด ความเงียบที่เกิดขึ้นบีบหัวใจของนทีครามจนรู้สึกหน่วง เขาอยากจะอ้าปากอธิบายเหลือเกินว่าคำพูดเมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจจะหมายถึงเธอ แต่คำพูดที่มักจะสวนทางกับความรู้สึกเสมอกลับทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องยากเกินไป
“แล้วข้อสุดท้ายล่ะ” เป็นเขาเองที่ทนความเงียบไม่ไหวและเอ่ยถามทำลายความอึดอัด
เพียงพิณเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองเขา “ความประทับใจแรกที่มีต่อพี่เหรอคะ?”
“อืม” หญิงสาวเงียบไปพยักหน้าเบา ๆ สายตาไล่มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา ก่อนจะตอบออกมาตรง ๆ ตามนิสัยของเธอ “พี่ดูเหมือนคนอารมณ์ไม่ดีและพร้อมจะหาเรื่องคนอื่นตลอดเวลาเลยค่ะ”
“นั่นเรียกว่าประทับใจ?” นทีครามเลิกคิ้วเข้มมองอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็หนูยังไม่รู้จักพี่นี่คะ จะให้หนูชมว่าพี่หล่ออย่างเดียวโดยข้ามเรื่องหน้านิ่วคิ้วขมวดไป มันก็ไม่ค่อยยุติธรรมกับความจริงเท่าไร” คำพูดขวานผ่าซากที่แฝงไปด้วยความทะเล้นนั้น ทำให้นทีครามหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว มันเป็นเสียงหัวเราะที่เกิดจากความรู้สึกข้างในจริง ๆ
เพียงพิณชะงักไปทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “พี่หัวเราะเป็นด้วยเหรอคะ!”
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของชายหนุ่มเลือนหายไปในพริบตา เขากลับมาทำหน้าเคร่งขรึมตามเดิม “ทำไมจะไม่เป็น”
“ก็หนูไม่เคยเห็นนี่คะ...” ประโยคสั้น ๆ นั้นราวกับมีดที่กรีดลึกลงบนแผลเก่าในใจ นทีครามนิ่งอึ้งไป...ใช่ เธอไม่เคยเห็น ในชีวิตนี้และในเส้นเวลาปัจจุบันนี้ เธอไม่เคยเห็นเขายิ้ม ไม่เคยรับรู้ว่าเขาเคยกอดเธอแน่นและรักเธอมากแค่ไหน และไม่มีวันได้รู้เลยว่า ผู้ชายที่นั่งทำตัวเย็นชาอยู่ตรงหน้าคนนี้ เคยร้องไห้ฟูมฟายจนแทบไม่มีน้ำตาหลงเหลือในวันที่ต้องสูญเสียเธอไป
“พี่นทีครามคะ”
“หืม?” เขาครางรับในลำคออย่างระแวดระวัง เพียงพิณวางปากกาสีหวานลงบนสมุดบันทึก จากนั้นจึงเอียงคอแล้วสบตาเขาตรง ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ทำไมพี่ถึงดูเหมือนรู้จักหนูมาก่อนเลยคะ?” คำถามนั้นส่งผลให้หัวใจของนทีครามกระตุกวูบอย่างรุนแรง ใบไม้เหนือศีรษะไหวเอนตามแรงลมที่พัดผ่านลานกิจกรรมไปอย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติและควบคุมลมหายใจเพื่อหาคำตอบที่ไม่ทำให้ความลับทั้งหมดต้องพังทลายลงตรงนี้
“คิดไปเองหรือเปล่า” เขาแสร้งทำเป็นราบเรียบ
“อาจจะค่ะ” เธอยอมรับง่าย ๆ “แต่ตอนที่หนูเกือบจะเดินชนรถเข็นเมื่อเช้านี้ พี่ดูตกใจมาก เหมือนกลัวหนูจะเป็นอะไรไปจริง ๆ แล้วเมื่อกี้ตอนที่หนูบอกว่าชอบถ่ายรูป พี่ก็มองหนูเหมือนกับว่า...” เธอเว้นจังหวะไปคล้ายกำลังค้นหาคำพูดที่อธิบายความรู้สึกได้ดีที่สุด
“...เหมือนพี่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน” นทีครามบีบมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะม้านั่งจนเส้นเลือดปูดโปน เขาเตือนตัวเองว่าไม่ควรพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ และไม่ควรปล่อยให้เธอเข้าใกล้ความจริงอันเหลือเชื่อแม้แต่นิดเดียว
“อาจจะแค่บังเอิญ ใคร ๆ ก็ชอบถ่ายรูปได้ทั้งนั้น” เพียงพิณจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ แม้แววตาจะยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
“งั้นเหรอคะ...” หญิงสาวหยิบสมุดและปากกาขึ้นมาเก็บเข้ากระเป๋าเมื่อได้ยินเสียงเจตน์ตะโกนเรียกให้ทุกคู่เดินกลับไปรวมตัวที่กลางลาน ลมหนาวพัดมาอีกระลอกพร้อมกับที่ร่างบางลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณที่ยอมทำกิจกรรมกับหนูนะคะพี่นทีคราม ถึงแม้ว่าพี่จะดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรก็เถอะ” เธอยิ้มให้เขาอย่างจริงใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
นทีครามทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นเคลื่อนตัวห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างของเธอถูกกลืนหายไปในกลุ่มนักศึกษาจำนวนมาก ในใจของเขาเฝ้าบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าอยากให้เธออยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง แต่ทว่าในความเป็นจริง เมื่อแผ่นหลังของเธอลับตาไป หัวใจกลับร่ำร้องและโหยหาอยากจะรั้งเธอเอาไว้ข้างกาย
ชายหนุ่มก้มหน้าลงต่ำปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุม พลางหัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่นและเวทนา เขาข้ามเวลากลับมาเพื่อแก้ไขและเปลี่ยนแปลงอดีต ไม่ใช่กลับมาเพื่อทำให้ตัวเองต้องตกหลุมรักเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าหากเพียงแค่การได้นั่งพูดคุยกันสั้น ๆ ไม่กี่นาทียังคงสั่นคลอนความรู้สึกของเขาได้มากมายถึงขนาดนี้... เขาจะฝืนแรงดึงดูดของหัวใจตัวเอง และหนีความรู้สึกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนกัน
