บทที่ 8 กำแพงที่สร้าง..ดันทำร้ายหัวใจของเธอ
“น้องเพียงพิณครับ!” เสียงตะโกนเรียกจากด้านหลังรั้งให้เท้าเล็ก ๆ ที่กำลังจะก้าวออกจากลานกิจกรรมหยุดชะงัก เจตน์วิ่งกระหืดกระหอบตามมาพร้อมแฟ้มเอกสารหนาในมือ ก่อนจะยื่นส่งคืนให้หญิงสาวด้วยรอยยิ้ม
“สมุดกับเอกสารของน้องตกอยู่บนม้านั่ง พี่เกือบเอาไปส่งห้องกิจการนักศึกษาแล้วนะเนี่ย” สมุดบันทึกพร้อมทั้งเอกสารส่วนตัวของเธอถูกยื่นส่งให้
“อุ๊ย! ขอบคุณมากค่ะพี่เจตน์ หนูซุ่มซ่ามอีกแล้ว” เพียงพิณรับของไปกอดไว้พลางหัวเราะแห้ง ๆ รีบตรวจดูความเรียบร้อยของสิ่งของ
“ไม่เป็นไร ว่าแต่น้องกลับหอยังไง มีคนมารับหรือเปล่า?”
“หนูขึ้นรถรับส่งของมหาวิทยาลัยค่ะ เดี๋ยวเดินไปขึ้นตรงป้ายหน้าอาคาร”
“งั้นดีเลย พี่ก็จะไปทางนั้นพอดี เดี๋ยวเดินไปด้วยกัน พี่กำลังหาคนคุยด้วยอยู่พอดี ไอ้ครามมันยืนใกล้แล้วเหมือนอากาศรอบตัวติดลบ” เสียงหัวเราะสดใสของเพียงพิณดังขึ้นรับมุกตลกนั้นทันที
ทว่าทุกถ้อยคำกลับดังเข้าสู่โสตประสาทของนทีครามที่เพิ่งเดินพ้นลานกิจกรรมมาอย่างชัดเจน ชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งอยู่บนทางเดิน สายตาคมกริบจับจ้องภาพเพื่อนสนิทที่กำลังเดินเคียงข้างหญิงสาวอย่างเป็นกันเอง เขารู้ดีว่าเจตน์เป็นคนอัธยาศัยดี และรู้ดียิ่งกว่าใครว่าเพียงพิณมักจะสนิทใจกับคนที่ทำให้เธอหัวเราะได้ง่าย แต่การต้องมาทนเห็นภาพนั้นด้วยตาตัวเองในชีวิตนี้ กลับสร้างความหน่วงหนึบในอกจนยากจะอธิบาย
“มึงยืนทำอะไรตรงนั้นวะ?” เสียงนนท์เพื่อนอีกคนทักขึ้นจากด้านหลัง นทีครามละสายตากลับมาตอบสั้น ๆ “กำลังจะกลับ”
“แล้วไม่ไปกับเจตน์เหรอ?”
“ไม่จำเป็น” เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นแล้วหมุนตัวเดินแยกไปอีกทาง ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับยังคอยชำเลืองมองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ที่กำลังเดินห่างออกไป
“พี่นทีครามคะ!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยฉุดให้เท้าของเขาชะงักลงอีกครั้ง นทีครามหันกลับไปมอง เห็นเพียงพิณวิ่งเหยาะ ๆ ตรงดิ่งมาหาเขา โดยมีเจตน์ยืนส่งยิ้มกวน ๆ รออยู่ไม่ไกล
“มีอะไร” เขาแสร้งทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“พี่เจตน์บอกว่าพรุ่งนี้กลุ่มเราต้องมาประชุมเรื่องกิจกรรมค่ะ หนูเลยอยากถามว่าพี่สะดวกช่วงบ่ายไหม”
“ทำไมไม่ถามเจตน์...”
“ก็พี่เป็นพี่เลี้ยงกลุ่มหนูนี่คะ” คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้ชายหนุ่มพูดไม่ออกไปชั่วขณะ... ใช่ ในตอนนี้เขาเป็นเพียง ‘พี่เลี้ยงกลุ่ม’ เป็นรุ่นพี่ที่มีหน้าที่ดูแลตามระบบระเบียบ ไม่ใช่คนรักที่มีสิทธิ์คอยถามว่าเธอกินข้าวหรือยัง หรือจะกลับห้องกับใครเหมือนในวันวาน
“บ่ายสอง” นทีครามตอบในที่สุด “ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
“ได้เลยค่ะ หนูจะบอกเพื่อน ๆ นะคะ” เธอกำลังจะหันหลังกลับ แต่แล้วก็หยุดกึก มองเขาด้วยแววตาลังเลใจ
“เอ่อ พี่คะ... วันนี้หนูทำอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือเปล่า?” คำถามสั้น ๆ แต่กลับทรงอิทธิพลบีบคั้นหัวใจของคนฟังจนหนักอึ้ง
“ทำไมถึงถามแบบนั้น”
“ก็พี่ดูเหมือนไม่อยากคุยกับหนูเลยค่ะ ถ้าหนูทำอะไรผิด หนูขอโทษได้นะคะ” นทีครามสบสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังและนึกถึงช่วงเวลาในอดีต... ในชีวิตก่อน เธอเคยยืนตรงหน้าเขาด้วยแววตาตัดพ้อแบบเดียวกันนี้บ่อยครั้ง และเขาก็มักจะตอบปัดว่าไม่มีอะไร ก่อนปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ทิ่มแทงหัวใจเธอแทนคำพูด
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด” เขาตอบช้ากว่าปกติ เน้นย้ำทุกถ้อยคำ
เพียงพิณคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมาทันทีเมื่อนึกว่าเขาคลายความขุ่นเคือง “งั้นก็ดีค่ะ หนูนึกว่าพี่ไม่ชอบหนูเสียอีก”
“พี่ไม่ได้รู้จักเธอ จะไปชอบหรือไม่ชอบได้ยังไง” คำพูดที่ตั้งใจสร้างกำแพงเพื่อรักษาระยะห่าง ส่งผลให้รอยยิ้มบนใบหน้าหวานจางลงไปในทันตา แววตาคู่สวยหม่นแสงลงเล็กน้อย
“จริงด้วยค่ะ...” หญิงสาวก้มหน้าจัดแฟ้มในมือเพื่อซ่อนความรู้สึก ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มฝืน ๆ ให้เขาอีกครั้ง
“งั้นหนูไปก่อนนะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะพี่คราม” นทีครามยืนนิ่งเป็นเสาหิน ปล่อยให้ร่างบางเดินกลับไปหาเจตน์โดยไม่คิดจะรั้งไว้ เขาบอกตัวเองว่าเขาพูดความจริงทุกประการ เธอยังไม่รู้จักเขาในเส้นเวลานี้ และเขาก็ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ไปคาดหวังให้เธอเข้าใจความรู้สึกอันซับซ้อน ทว่าเหตุใดคำพูดที่ตรงกับความจริงนั้นกลับย้อนมาบาดลึกในใจเขาจนแทบกระอักเลือด
.
.
.
คืนนั้น... ภายในห้องพักอันมืดสลัวของหอพัก นทีครามนั่งอยู่บนเตียง สายตาจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เพิ่งเปิดใช้งาน นิ้วหนาเลื่อนผ่านรายชื่อผู้ติดต่อช้า ๆ ก่อนจะสะดุดนิ่งอยู่ที่ชื่ออันคุ้นเคยที่ฝังลึกอยู่ในใจ
ในชีวิตเดิม ชื่อนี้เคยปรากฏอยู่บนหน้าจอของเขาทุกวัน... ข้อความสั้น ๆ
ที่ส่งมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย รูปถ่ายอาหารหน้าตาประหลาดที่เธอตั้งใจทำมาอวด หรือเสียงบ่นกระปอดกระแปดยามที่เขาทำงานจนลืมเวลา ในอดีตเขามักมองข้ามและคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดาในชีวิต จนกระทั่งวันที่โชคชะตาพรากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ ข้อความเหล่านั้นก็ไม่เคยส่งมาถึงเขาอีกเลย
ชายหนุ่มกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงช้า ๆ ความเงียบงันและรอยอดีตรายล้อมรอบตัว ขอบตาร้อนผ่าวเมื่อตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ครั้งนี้พี่จะไม่ทำให้เธอเสียใจอีก” เขาพึมพำสัญญากับความมืด
ทว่าเพียงชั่วครู่ นทีครามกลับแค่นหัวเราะออกมาให้แก่ความสมเพชของตัวเอง เพราะแม้กระทั่งในวันนี้ วันแรกที่ได้พบกันในชีวิตใหม่ เขาก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่น่ารักได้อีกแล้ว...
บางทีบทเรียนสำคัญที่เขาต้องเรียนรู้ในการย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่การหาทางปกป้องเธอจากโชคชะตาอันโหดร้าย... แต่เป็นการเรียนรู้วิธีที่จะหยุดทำร้ายหัวใจอันบริสุทธิ์ของเธอ ด้วยกำแพงความกลัวของตัวเขาเองเสียก่อน
