บทที่ 9 หัวใจที่ทนเห็นเธอลำบากไม่ได้
เสียงฝนที่กระหน่ำลงบนหลังคาหน้าตึกคณะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เพียงพิณต้องหยุดยืนมองม่านน้ำตรงหน้าด้วยความหมดหวัง มือเรียวค้นกระเป๋าเป็นรอบที่สาม ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีทางเจอร่มพับที่ตัวเองลืมทิ้งไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือในหอพัก
“ซวยแล้ว…ลืมร่มอีกแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางทำหน้าเซ็งหงอยออกมาอย่างลืมตัว
“จะยืนบื้ออยู่อีกนานไหม” เสียงทุ้มคุ้นหูที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้หญิงสาวหันขวับไปมอง นทีครามยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความระอาเหมือนกำลังมองคนที่ชอบหาเรื่องน่าปวดหัวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน
“หนูรอฝนซาค่ะ” เพียงพิณตอบเสียงเบา ก่อนจะพ่นลมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“แล้วถ้าฝนตกถึงพรุ่งนี้ เธอจะนอนรออยู่ตรงนี้เลยหรือไง” น้ำเสียงแดกดันเรียกความสนใจให้หญิงสาวช้อนสายตามองอีกครั้ง ก่อนจะขมวดปมคิ้วเม้มปากหยักของเธอ
“พี่ก็พูดเกินไป…”
“รู้จักดูพยากรณ์อากาศบ้างไหม ก่อนออกจากห้องเคยคิดอะไรนอกจากหยิบกระเป๋าหรือเปล่า” เพียงพิณเม้มปากแน่นขึ้นอีก มองคนขี้ดุตาขวางสลับกับพื้น
“หนูแค่ลืมร่มเองนะคะ ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงสักหน่อย” ใบหน้าเรียวก้มหน้าพูดน้ำเสียงอู้อี้อย่างกับเด็กที่กำลังโดนผู้ใหญ่ดุอบรม
“สำหรับคนที่ชอบวิ่งไม่ดูทางอย่างเธอ การลืมร่มก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นวายได้ทั้งนั้น”
“พี่นทีคราม!” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยียวน
“หึ..” เธอสูดหายใจเข้าลึก ตั้งใจจะเถียงกลับให้หน้าหงาย แต่จู่ ๆ นทีครามกลับยื่นร่มคันยาวสีดำสนิทมาตรงหน้าเธอเสียก่อน
“เอาไป”
“แล้วพี่ล่ะคะ” หญิงสาวมองร่มสลับกับใบหน้าคมเข้ม
“ฉันมีขา ไม่ได้พิการ เดินฝ่าฝนไปได้” น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังตอบส่ง ๆ กับแววตาที่ไม่แม้แต่สบตามาทางเธอ ช่างดูไม่น่าซาบซึ้งเลยสักนิด ทว่า..ลึก ๆ เพียงพิณกลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“แต่ฝนตกหนักมากนะคะ” เพียงพิณไม่กล้ายื่นมือรับร่มมาครองไว้ เพราะเสียงฝนที่กำลังกระหน่ำลงมา คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าจะต้องมีใครสักคนเดินฝ่าออกไป
“เพิ่งรู้หรือไงว่าเป็นฝน” เพียงพิณมองเขาอย่างเหลือเชื่อ ในใจนึกสงสัยว่าคนอะไรจะปากเสียได้ทุกลมหายใจขนาดนี้
“ถ้าอย่างนั้นหนูไม่เอาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวรอ—”
“รับไป!” เสียงเข้มดุดันขึ้นจนคนฟังสะดุ้ง มือหนาจัดการยัดด้ามร่มใส่มือเธออย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ
“จะให้พูดซ้ำอีกกี่รอบ หรืออยากให้ฉันจับยัดใส่กระเป๋าให้ด้วย” ดวงตากลมใสกระพริบ ๆ ถี่ ๆ กลับเสียงดุที่ดังขึ้นของชายร่างโตตรงหน้า ก้อนเนื้อหัวใจของเธอกระตุกวูบ
“พี่ดุหนูทำไมเนี่ย” เธอยังคงจดจ้องอย่างไม่เข้าใจต่อท่าทีที่ชายตรงหน้ามีต่อเธอ แม้จะดูเหมือนห่วงใย แต่วิธีที่เธอได้รับมันไม่เห็นจะดีตรงไหน
“เพราะเธอพูดไม่รู้เรื่อง” เขาตอบสวนทันควัน ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดตึก มุ่งหน้าไปกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาทันที
เพียงพิณรีบป้องปากร้องเรียกฝ่าเสียงฟ้าร้อง “พี่คะ! แล้วพี่จะกลับยังไง!”
“เรื่องของฉัน!” นทีครามตะโกนตอบโดยไม่หันกลับมามอง ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงสิบวินาที ฝีเท้าหนาก็ตวัดหยุดกึก เมื่อโสตประสาทแว่วเสียงจามเล็ก ๆ ดังมาจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มหันขวับกลับมาทันควัน แววตาดุดันกว่าเดิมหลายเท่า
"ฮัดชิ๊วว!"
“นั่นไง! ยืนตากลมอยู่ได้ ทำไมไม่กางร่ม!” เพียงพิณกะพริบตาปริบ ๆ พลางลูบจมูกตัวเองที่เริ่มระเรือแต้มสีชมพูอ่อน ๆ จากการจามเมื่อครู่
“หนูแค่จามเองค่ะ”
“จามครั้งเดียวก็ไม่ต้องรอให้มีครั้งที่สองหรอก รีบกางแล้วกลับได้แล้วเพียงพิณ!”
“ค่ะ ๆ รู้แล้วค่ะคุณพ่อ” คำประชดประชันนั้นทำให้นทีครามชะงัก สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทวีคูณ “ใครเป็นพ่อเธอ!”
“ก็พี่ดุเหมือนพ่อเลยนี่คะ” เพียงพิณหลุดหัวเราะคิกคัก ความอึดอัดก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เธอกางร่มสีดำคันใหญ่ขึ้นคลุมตัวแล้วเตรียมวิ่งออกไปอย่างอารมณ์ดี “หนูกลับแล้วนะคะ ขอบคุณสำหรับร่มค่ะ!”
“เดินดี ๆ!” นทีครามตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่น
“อย่าวิ่ง! พื้นลื่น!” เสียงสั่งเฉียบขาดทำให้คนที่กำลังจะสับเท้าวิ่งต้องชะลอฝีเท้าลงอย่างจำใจ หญิงสาวหันมาโบกมือให้เขาหยอย ๆ ก่อนจะเดินลับหายไปทางประตูมหาวิทยาลัย
นทีครามยืนมองจนแผ่นหลังบางพ้นสายตาไปอย่างแน่ใจ เขาถอนหายใจยาว ดึงโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดหน้าจอ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความที่อยากส่งให้เธอลงไปในช่องแชตอันว่างเปล่า
ถึงหอแล้วส่งข้อความบอกด้วย
เขานิ่งจ้องประโยคนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็กดลบมันทิ้งไปจนหมดสิ้น... เขาย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งว่าเธอไม่ใช่เพียงพิณคนเดิมในความทรงจำของเขาอีกต่อไปแล้ว ในเส้นเวลานี้เธอเป็นแค่รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จัก และเขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรือทำตัวเป็นเจ้าของชีวิตเธอเหมือนแต่ก่อน
“บ้าชะมัด…” เขาความสบถกับตัวเองแผ่วเบา แรงสั่นเตือนจากเครื่องมือสื่อสารดึงเขาจากภวังค์ เป็นข้อความจากเจตน์ที่ทักเข้ามาด้วยความห่วงใย
[ เจตน์: มึงอยู่ไหนวะ ฝนตกหนักขนาดนี้ยังไม่กลับอีกเหรอ ]
นทีครามพิมพ์ตอบกลับสั้น ๆ อย่างเป็นตัวเอง
[ นทีคราม: กำลังกลับ ]
เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง ตัดสินใจก้าวขาเดินออกไปกลางสายฝนอันหนาวเหน็บ ทว่าก่อนจะพ้นเขตรั้วคณะ ชายหนุ่มกลับหยุดเดินแล้วหันมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวเพิ่งจากไปอีกครั้ง ร่มสีดำของเขาอยู่กับเธอ ส่วนตัวเขาในตอนนี้กำลังเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่สิ่งที่ทำให้นทีครามหงุดหงิดตัวเองที่สุดไม่ใช่ความหนาวเย็นของหยาดฝน... แต่เป็นความจริงที่ว่า ต่อให้เขาจะพยายามผลักไสและบอกตัวเองสักกี่ร้อยครั้งว่าไม่ควรเข้าใกล้เธอเพื่อเปลี่ยนโชคชะตา
สุดท้ายแล้ว... เขาก็ยังทนเห็นเธอลำบากไม่ได้อยู่ดี
