บทที่ 2 เทวะบัญชา2
คราเมื่อศึก คึกสนุก มารปลุกมาร
มาล่าผลาญ ทหารฟ้า เมฆาไหว
ทั้งหมู่เทพ ครุฑยักษ์นาค ลำบากไกล
พ่อวอนให้ จ้าวครุฑา มาช่วยกัน
ครั้นสยบ เสร็จรบมาร ซึ่งชาญชัย
จ้าวครุฑใหญ่ ได้ร้องขอ ลูกพ่อนั้น
ให้มาเป็น องค์ชายา ครุฑาพลัน
เป็นรางวัล ที่ขอพ่อ ช่วยต่อกร
เอ่ยวาจา ในครานั้น เป็นมั่นหมาย
จะให้คลาย ในคำพูด สุดย้อนศร
ด้วยไม่คิด เหล่าครุฑา มาเว้าวอน
จะถ่ายถอน สัตย์วาจา คงน่าอาย..
มหาราชแห่งนาคากลัดกลุ้มยิ่งมิได้ต่างจากธิดาทั้งสี่แม้แต่น้อย ประการหนึ่งก็ห่วงยิ่งในการบำเพ็ญหากไม่ไปเสียตอนนี้พวกนางจะเป็นเช่นไร
ประการที่สองดวงใจลูกคงสลาย ด้วยแต่ละนางก็มีชายคนรักที่หมายมั่นแล้วยังเหล่าคนรักนั้นอีกเล่าจะทำเช่นไร ไม่ให้เกิดศึก แม้ในใจกลัดกลุ้มยิ่งนักแต่ต้องวางสีหน้าให้นิ่งเฉย ไม่ให้เหล่าธิดาวิตกไปมากกว่านี้
"อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ต้องอภิเษก กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ขอจงเห็นแก่พ่อ แก่วงศ์วาน มิเช่นนั้นอาจจะเกิดศึกแก่กัน ให้ถือว่านี่คือ บัญชาจากพ่อ"
"พระบิดา!!"
แทบจะตะโกนพร้อมกันเลยทีเดียว บัดนี้ห้ามน้ำตาไม่อยู่เสียแล้ว แม้แต่นราณีธิดาผู้พี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในสี่นาง…
..สระบัวขาว..
กลิ่นหอมขจรขจายของดอกปาริชาตลอยมาต้องจมูกโด่งบนใบหน้าเรียวได้รูปของเมธาวี แต่บัดนี้ดวงตากลมโตสดใส
กลับเต็มไปหยาดน้ำใสๆ
สายตาเหม่อมองไปที่ดอกบัวขาวที่งามสะพรั่งเต็มสระปุณฑริกวัน ซึ่งเป็นสระที่งดงามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างอุทยานจิตรดา กับ อุทยานมิสกวัน หนึ่งในสระงามของอุทยานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
"คิดถึงยิ่งนัก"
เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนเอ่ยเบาๆ พร้อมสวมกอดหลวมๆทางด้านหลัง พอดีกับหยาดน้ำตาที่หยดลงมาสัมผัสแขนผู้สวมกอดทันที จากความคิดถึงกลายเป็นความร้อนใจ
"เมธาวี!น้องเป็นอันใด เหตุใดจึงร้องไห้เช่นนี้"
"……."
ไม่มีเสียงตอบ แม้จะค่อยๆจับร่างบางให้หันมาสบหน้า ก็เห็นเพียงความเศร้าบนใบหน้างามนั้น
"เจ้าทำให้พี่ร้อนใจใคร่รู้ หากไม่ตอบพี่ก็จะดูด้วยทิพยอำนาจว่าเกิดอันใดแก่เจ้า" เพียงไม่นานใบหน้าคมเข้มนั้นถึงกับคิ้วขมวด กำหมัดแน่น
"พญาอัคคีครุฑามันต์ กล้าขอเจ้าไปเป็นชายา!"
"เจ้าพี่เจ้าขา น้องจักต้องทำเช่นไร น้องไม่อยากไป" หยดน้ำตาไหลริน แต่ผู้ที่ใจจะขาดยืนกำหมัดอยู่ตรงหน้าฝืนยิ้มดึงร่างบางเข้ามาสวมกอด
"ต้องมีทางออก พี่จะขอเข้าพบท่านท้าวมหานาคะนาคราชพ่อเจ้า เพื่อสู่ขอเจ้าก่อน"
"แต่พระบิดา ลั่นวาจาออกไปแล้ว ทรงไม่สามารถคืนคำได้นะเจ้าคะ แล้วท่านพญาอัคคีครุฑามันต์เอง ตอนนี้มีทั้งศักดิ์และสิทธิ์เหนือเจ้าพี่ทุกประการ"
"เรื่องนี้พี่จัดการเองเจ้าวางใจเถิด หยุดร้องไห้นะคนดีของพี่" คำปลอบโยนที่อบอุ่นคลายกังวลเพียงเล็กน้อย แต่เพิ่มความรักและศรัทธายิ่งในคนรัก
จ้าวนาคแสนศาสตรายะวิจิตรนาคราช หนึ่งในกษัตริย์นักรบผู้กล้า เพียงสบตากันครั้งแรกก็มีใจปฏิพัทธ์ต่อกันในทันที ด้วยบุญวาสนาแต่เก่าก่อนที่เคยร่วมกันมา สระแห่งนี้คือที่ที่ได้พบและได้รัก บัวขาวจะถูกเก็บมามอบให้เมธาวีอยู่เสมอ ความสุขที่เคยมี บัดนี้กำลังจะจางหาย...
อีกด้านหนึ่งของอุทยานอันวิจิตรสระนิลุบลวันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ระหว่างอุทยานสวรรค์จิตรดากับปารุสกวัน นราณีธิดาผู้พี่ที่ดูเข้มแข็งกำลังหยิบรัตนะสีต่างๆบริเวณสระบัวเขียว โยนลงในสระเพื่อระบายความอัดอั้น
"นราณี! เจ้ากำลังทำร้ายดอกบัวเขียวที่งดงามในสระ เดี๋ยวเหล่าเทพธิดานางฟ้าแถวนี้ก็ไปฟ้ององค์สักกเทวราชดอก"
นาคาหนุ่มรูปงามผิวพรรณขาวเหลืองดั่งทอง ด้วยเป็นนาคราชตระกูลวิรูปักข์ บุญบารมีนั้นทำให้มีรัศมีเรืองรองยิ่งนัก รูปร่างกำยำเยี่ยงนักรบ นั่งชันเข่าพิงหลังบนกิ่งไม้งามใกล้ๆสระ มองมายังเทวะนาคีผู้เป็นธิดาองค์มหาราชแห่งนาคา
"เรื่องของข้า ท่านคงไม่สนใจดอกว่าจะเกิดอะไรกับข้าบ้าง" น้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจประชดประชัน
"เจ้าคิดว่า วสันตะผู้นี้จะไม่รู้เรื่องที่เหล่าเทพนาคาโจษจันกันให้อื้ออึงกระนั้นหรือ นราณียอดรัก " น้ำเสียงยังฟังดูไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"หากท่านพี่วสันตะทราบแล้ว ไฉนยังดูใจเย็นอยู่เล่าเจ้าคะ?"
"ใครกันเล่าจะกล้าขอเจ้าไปเป็นชายา เขาคงเข้าใจผิดว่าเจ้านั้นเรียบร้อยอ่อนหวานเยี่ยงธิดาองค์อื่นๆ"
"ท่านพี่! ท่านกล่าวเยี่ยงนี้เหมือนว่าข้าแข็งกร้าว ถ้าเช่นนั้นมาบอกรักข้าทำไมเจ้าคะ!" นราณีลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวมองขึ้นบนต้นไม้ตามเสียงที่มาทันที
"ก็ข้ารัก ข้าชอบของข้าแบบนี้ ทำไมกันเล่าต้องหน้าเง้าหน้างอเช่นนั้น" คำตอบกับรอยยิ้มบาดใจ ทำเอาคนหน้างอยิ้มออกมาทันที
"แล้ว...ท่านพี่รู้มั้ยเจ้าคะ ว่าใคร? เป็นผู้มาขอน้องไปเป็นชายา" คนถามแอบลอบมองท่าที
"จริงๆ ถ้าพี่อยากจะรู้ก็รู้ได้ แต่อยากให้เจ้าบอกพี่ด้วยตนเอง"
นาคารูปงามยังคงห้อยขาสบายใจ ด้วยไม่คิดว่าผู้ที่มาสู่ขอคนรักตนจะมีสิทธิ์มากกว่าตนเองผู้เป็นนัดดาแห่งท้าววิรูปักข์ หนึ่งในสี่ท้าวจตุโลกบาลผู้คุมเหล่านาคทั้งหมด
"เขาคือ พญาสุบรรณไพรษี!!"
ตุ๊บ!!
เสียงบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ เสียงหล่นนั้น ทำให้นราณีต้องหันกลับไปมอง ซึ่งบัดนี้ผู้ที่ห้อยขาสบายใจเมื่อสักครู่ ลงมายืนถมึงทึงกำหมัดหน้าเครียด
"เจ้าไพรษี! ช่างกล้านัก!"
