บทที่ 1 บุรุษบนรถเข็น

“ท่านหมอนางเป็นเช่นไรบ้าง”

“อีกไม่กี่ชั่วยามก็ฟื้น ท่านอย่าได้กังวล”

“ขอบคุณท่านมาก ข้าไม่ส่ง”

“มิบังอาจ มิบังอาจ” คนที่ถูกเรียกว่าหมอยกมือขึ้นประสานกันด้านหน้า ผงกมือขึ้นลงสองสามครั้งท่าทางเคารพทว่าสายตาที่มองมากลับเผยความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง

เป็นเพียงบุรุษไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง เขาไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพ แต่ที่ยอมมาตรวจอาการสตรีผู้นี้ เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลใหญ่ และเงินตอบแทนหนักไม่เบา

ชายหนุ่มเห็นสายตาดูแคลนที่มองมาก็ได้แต่เก็บงำประกายความรู้สึกเอาไว้ มือซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น

ใครใช้ให้เขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้วเลา จากผู้ที่เคยถูกเรียกว่าความหวังของตระกูล เคยอยู่ในจุดที่มีแต่คนชื่นชม ประจบสอพลอ ร่วงหล่นสู่จุดต่ำสุดกะทันหันยามหมอเอ่ยออกมาว่า ไม่สามารถฝึกปราณต่อไปได้ รวมไปถึงขาทั้งสองข้างที่ไม่อาจรักษาหาย

เขาทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไม่ยุติธรรมเอาไว้ในใจ ไม่คิดยอมแพ้ให้กับความฝันวัยเด็กยังคงพยายามหาทางรักษาอยู่เสมอ แต่ความหวังชั่งริบหรี่เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นหมอเก่งกาจมากแค่ไหน มีชื่อเสียงโด่งดังมากเพียงใด ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาวิธีรักษาขาและเส้นลมปราณที่เสียหายได้เลย

ชายหนุ่มเงียบปากทำทีเป็นไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น เก็บซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ทั้งเจ็บใจ โกรธแค้น เกลียดชัง

บุรุษใบหน้าหล่อเหลาใช้สองมือผลักรถเข็นมาข้างเตียง มองดูภรรยาซึ่งแต่งเข้ามาเพียงหนึ่งคืนก็เกิดเป็นลมไม่ได้สติ ภรรยาผู้นี้ได้มาเพราะหมอดูบอกกล่าวว่าเขาต้องแต่งภรรยาและย้ายออกจากตระกูลมิเช่นนั้นจะเกิดเรื่องร้ายแรงส่งผลต่อความ ก้าวหน้าของคนในตระกูล

มิหนำซ้ำยังเป็นสตรีที่ไม่รู้ที่มาที่ไป เป็นสตรีซึ่งถูกพบอยู่กลางป่าตามคำบอกเล่าของหมอดู ในใจหานลั่วอี้รู้สึกเช่นไรหาได้มีใครเข้าใจ

บุรุษหนุ่มพิศมองใบหน้างดงามหมดจนภายใต้ร่างกายซูบผอมด้วยสายตาลุ่มลึก ชีวิตหานลั่วอี้ในยามนี้ไร้สิ่งที่เป็นของตนอย่างแท้จริง จึงได้แต่หวังว่าภรรยาที่ไม่ต้องการตบแต่งยามฟื้นขึ้นมาจะทำดีต่อกันสักนิด อย่างน้อยในบรรดาสิ่งของมากมายที่ถูกยึดคืนยังมีภรรยาผู้เป็นของเขาอย่างแท้จริง ทั้งยังคาดหวังในส่วนลึกว่าสตรีตรงหน้าจะไม่ใช่คนของสตรีผู้นั้น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วยาม หานลั่วอี้ยังคงนั่งอยู่ตำแหน่งเดิม เท้าศอกบนที่วางแขน วางคางบนหลังมือหลับตาพักผ่อน

คนหลับสนิทตลอดครึ่งวันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้ว หญิงสาวกะพริบตาไล่ความขุ่นมัว หลังสายตาคมชัดสิ่งที่เข้ามาเป็นอย่างแรกคือเพดานห้องไม่คุ้นเคย คนบนเตียงขยับศีรษะมองซ้ายขวา ภายในห้องตกแต่งเรียบง่ายมีหน้าต่างบานหนึ่ง ตู้หลังหนึ่ง โต๊ะตัวหนึ่ง เก้าอี้สอง และเตียงที่นางนอนอยู่ สภาพห้องเป็นห้องกลางเก่ากลางใหม่ไม่ได้งดงามสะอาดสะอ้าน

พอขยับตัวลุกขึ้นร่างกายก็คล้ายไม่มีแรง คนบนเตียงจึงยกมือขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นมือผอมแห้งคู่หนึ่งหนังแทบหุ้มกระดูก

สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวคือ มือใคร? สตรีบนเตียงคิ้วลองขยับมือซ้ายขวา มือตรงหน้าก็ขยับตาม

นี่มือฉันเหรอ? นั่นคือเสียงในความคิดของเธอ

หญิงสาวมองสำรวจห้องอีกครั้งที่แท้เพดานที่เห็นกลับไม่ใช่เพดานแต่เป็นหลังคาเตียง

เจ้าของร่างผอมแห้งพยุงตัวลุกขึ้น การขยับตัวเล็กน้อยส่งผลให้คนบนรถเข็นรู้สึกตัว หานลั่วอี้ลืมตาขึ้นไม่กล่าวอะไร มองสำรวจการเคลื่อนไหวภรรยาเงียบ ๆ

คนบนเตียงลุกขึ้นนั่งได้แล้ว แต่ก่อนสายตาจะพลันเหลือบไปเห็นใครอีกคนในห้อง ความทรงจำสายหนึ่งพลันแล่นผ่านสมองให้รู้สึกปวดแปลบ

มือผอมแห้งยกขึ้นจับหัวใบหน้าบิดเบี้ยว เม็ดเหงื่อผุดผายตามใบหน้า

ความทรงจำของใครบางคนแล่นเข้ามาในหัว เป็นความทรงจำขาดหายไม่ชัดเจนราวกับว่ามีใครบางคนปิดกั้นความทรงจำที่เหลือเอาไว้

ภาพเหตุการณ์มากมายหายไปหมดแล้วพร้อมกับความเจ็บปวดที่ทุเลาลง

ลมหายใจหอบหนักของหญิงสาวกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน ตอนนี้เองถึงพอเข้าใจได้ราง ๆ ว่า สถานที่ที่เธออยู่ไม่เหมือนเดิม รวมไปถึงในห้องมีใครอีกคนอยู่

ดวงตาฉ่ำน้ำแดงเรื่อใบหน้าแดงก่ำมองสบเข้ากับดวงตาสีรัติกาลลุ่มลึก เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ ในความทรงจำซึ่งวาบผ่านเมื่อสักครู่บอกกับเธอว่าเขาคือ สามี ที่พึ่งตบแต่งกันได้ยังไม่ถึงหนึ่งวันดี

หากไม่ใช่เพราะว่ามีผ้าม่านบดบังเตียงเอาไว้ครึ่งหนึ่ง หญิงสาวคงรู้ตัวเร็วกว่านี้

บทถัดไป