บทที่ 10 พบวิธีรักษา

จิตที่ยังหลงเหลืออยู่พึงพอใจกับการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของนาง ความรู้สึกเคลือบแคลงใจว่าผู้มีวาสนาตัวน้อยจะเป็นคนละโมบโลภมากสลายลงไปหลายส่วน

มีความจริงใจ กล้าพูดออกมาตรง ๆ ถูกใจเขายิ่งนัก ถือว่ามีโชคในระดับหนึ่งที่ได้พบสตรีตรงไปตรงมาเช่นนี้

ผู้คนส่วนมากมักคิดถึงเพียงผลประโยชน์ของตน ทั้งยังเรียกร้องอยากได้ไม่มีจบสิ้น พอไม่ได้ก็หักหลัง หรือทิ้งขว้างสิ่งที่คิดว่าไม่มีประโยชน์ แตกต่างจากสตรีตรงหน้า นางไม่คิดปิดบังความไม่พร้อมของตนเอง ก้มหน้ารับด้วยความสัตย์จริง

‘เจ้าบอกว่าสามีขาพิการหรือ? ป่วยแล้วขาพิการใช่หรือไม่?’

ประโยคคำถามของจิตที่เหลืออยู่สร้างความประหลาดใจให้เยว่ฉี นึกว่าเขาจะบอกว่า เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปจากมิติข้า เสียอีก เพราะนางอาจจะให้สิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับถามถึงสามีนาง

“ใช่ เขาบอกข้าว่าต้องพิษจนทำให้ไม่สามารถฝึกปราณได้ อีกทั้งระดับการฝึกปราณยังลดลงจากเดิมเหลือเพียงระดับสาม”

‘สามีเจ้าอายุเท่าใด’

“หากข้าจำไม่ผิด อายุยี่สิบปีเต็มเมื่อไม่นานมานี้”

‘แล้วระดับละ’

“ก่อนป่วยอยู่ฝึกปราณขั้นหก หลังป่วยเหลือเพียงฝึกปราณขั้นสาม”

‘พวกเจ้าอาศัยอยู่ดินแดนใด’

“ดินแดนระดับล่างเฟยฮ่าว” เยว่ฉีตอบคำถามต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด แต่นางก็เชื่อว่าคงไม่ใช่สิ่งไม่ดี

คนไม่ทราบชื่อผู้นี้คงไม่มีเจตนาร้ายกับคนพิการใช่ไหม? ถึงมีไปก็สร้างประโยชน์อันใดต่อเขาไม่ได้ อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงยังเป็นเพียงความสงสัยใคร่รู้ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้น

‘มีพรสวรรค์ สามีเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่ง!!!’

น้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจดังขึ้นในหัว อายุยี่สิบก็เป็นผู้ฝึกปราณขั้นหกแล้ว อีกทั้งยังอยู่ดินแดนระดับล่างที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด หากไม่บอกว่ามีพรสวรรค์แล้วจะเป็นอันใดไปได้ ในดินแดนระดับสูงกว่าอาจจะหาคนที่ก้าวมาถึงระดับนี้ได้ไม่ยากมากนัก แต่ทว่าก็ใช่จะหาได้ง่ายดายปานนั้น หากไม่ใช่ว่าทรัพยากรที่หาได้มีมากกว่าดินแดนระดับล่าง ดินแดนระดับสูงเองก็คงมีจำนวนผู้ฝึกปราณขั้นหกไม่ต่างกันมากนัก

‘ฟังจากที่เจ้าเล่ามาแล้วสามีของเจ้าเป็นคนไม่เลวใช่หรือไม่?’

“ถึงข้าจะอยู่กับเขาได้ไม่นาน แต่จากนิสัยใจคอแล้วเป็นบุรุษที่มีคุณธรรมผู้หนึ่ง ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่แต่ก็ไม่ด้อยค่าตนเอง”

‘เยี่ยมคุณสมบัติเหมาะสม เช่นนั้นเจ้าก็นำน้ำในบ่อไปให้เขาทานเสีย ค่อย ๆ รักษาไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็จะกลับมาเดินและฝึกปราณได้’

“ท่านพูดจริงหรือ!?” เยว่ฉีอดที่จะตกใจระคนดีใจไม่ได้ อาการของหานลั่วอี้ที่หมอมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้ มาตอนนี้คนที่นางไม่รู้จักแม้กระทั่งหน้าตากลับพูดออกมาอย่างสบาย ๆ ว่าสามารถรักษาได้ ราวกับว่าอาการป่วยของเขาเป็นเพียงป่วยไข้ธรรมดา

‘ข้าไม่หลอกผู้มีวาสนาต่อข้า ทั้งยังมีคู่ครองเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้อย่าง อย่าให้คนอื่นรับรู้ถึงการมีอยู่ของมิติ จนกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งมากพอ และอีกอย่างน้ำในบ่อน้ำนั้นไม่ใช่น้ำธรรมดา ถึงจะมีอยู่อย่างไม่จำกัดเพราะต้นไม้ใหญ่กลางบ่อ แต่ก็ห้ามใช้พร่ำเพรื่อ เพราะหากดื่มเข้าไปครั้งเดียวในปริมาณมากจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี’

“ขอบคุณท่านมาก” เยว่ฉีทำความเคารพจากใจจริง หากหานลั่วอี้อาการดีขึ้นได้จริง ๆ ย่อมเป็นผลดีต่อครอบครัว

‘ไม่เป็นไร ข้าล้วนทำเพราะต้องการ อีกทั้งสามีเจ้ามีคุณสมบัติเหมาะจะเป็นลูกศิษย์ข้า’

อ๋อ...ที่แท้ท่านหวังสิ่งนี้เอาไว้นี้เอง

“ท่านผู้สูงส่งไม่ทราบว่าข้าขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่” เยว่ฉีได้ทีเอ่ยประสบออกไป

‘เรียกข้าว่า ผู้อาวุโสหมิงก็แล้วกัน ถึงอย่างไรข้าก็อยู่มานานกว่าเจ้า’

“เจ้าค่ะผู้อาวุโสหมิง” ใบหน้าเยว่ฉีเปื้อนยิ้มอยู่ตลอด จวบจนนางออกมาจากมิติได้แล้วใบหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้ม สวนทางกับสีหน้าคนรอไปไกล

หานลั่วอี้สัมผัสที่ได้ว่านางกลับมาแล้วจึงออกมาจากบ้าน พลันเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของภรรยา ในมือนางถือหนังสือเล่มหนึ่ง คำพูดที่ต้องการจะเอ่ยถามพลันสลายหายไปเพราะรอยยิ้มสดใสและประโยคคำพูดของนาง

“หานลั่วอี้ ข้าดีใจจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับท่าน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป