บทที่ 17 ดอกแต้มสีชาดคู่

“ผู้อาวุโส ท่านพอจะมีทางช่วยข้าหรือไม่?”

‘…’

“ผู้อาวุโส?”

‘…’ ยังคงไม่ตอบ

ผู้อาวุโสหมิงคงไม่ได้หมายความว่าให้นางขุดพืชวิญญาณทั้งหมดขึ้นมาด้วยตนเองใช่ไหม? ดูจากพืชวิญญาณสองต้นก่อนหน้านางยังใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วยาม !! หากต้องใช้มือขุดพืชวิญญาณทั้งหมดออกมา มิใช่ว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือนเลยหรือ? นางมีเวลาว่างขนาดนั้นที่ไหนกัน

ผู้อาวุโสหมิงคงไม่ใจร้ายกับนางมากเกินใช่ไหม?

‘บ่นข้าพอหรือยัง?’

รู้ได้ยังไงว่านางกำลังบ่นให้ จะเฉียบแหลมเกินไปแล้ว !!

ถึงในใจเยว่ฉีจะบ่นไปร้อยแปดพันเก้า ทว่ายามเอ่ยออกมากับมีนัยประจบอยู่หลายส่วน “ผู้อาวุโสข้าหาได้คิดเช่นนั้น ท่านอย่าเข้าใจข้าผิด”

ท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยประจบประแจงของเยว่ฉีทำผู้อาวุโส หมิงหมั่นไส้ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยืมร่างหญิงสาวเป็นสื่อกลางอีกครั้ง

มือเรียวสวยยกขึ้นตรงหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่พืชวิญญาณทั้งหมดบนพื้นที่กว่าหนึ่งหมู่มีประกายแสงสีทองห้อมล้อมเอาไว้ทั้งต้น

ผู้อาวุโสหมิงใช้พลังจิตของตนในการโอบอุ้มและขุดพืชวิญญาณทั้งหมดออกมาในครั้งเดียว พืชวิญญาณที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังจิตปรากฏขึ้นบนอากาศไม่มีส่วนใดเสียหาย กระทั่งดินซึ่งติดอยู่ตามรากยังมีเพียงเล็กน้อย

เยว่ฉีกะพริบตามองปริบ ๆ อ้าปากค้าง อดบ่นในใจไม่ได้ว่า

ท่านมีพลังมากมายถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้ข้าใช้เวลาขุดเสียนาน !!

พืชวิญญาณนับร้อย ๆ ต้นถูกดึงเข้าสู่มิติ ก่อนจะปลูกลงบนดินในเวลาต่อมา

“ผู้อาวุโสข้าจะมีโอกาสทำเช่นเดียวกับท่านได้หรือไม่” น้ำเสียงตื่นเต้นระคนคาดหวังของหญิงสาวทำผู้อาวุโสประหลาดใจ คนที่จะมีความสามารถด้านพลังจิตต้องเป็นนักหลอมโอสถเท่านั้นซึ่งล้วนหายาก ไม่รู้ว่านางจะมีโชควาสนาหรือไม่

ทว่าเขาก็ไม่คิดจะพูดให้เสียกำลังใจ เพียงเอ่ยว่า

‘ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้า สิ่งนี้ล้วนแล้วแต่สวรรค์ลิขิต’

แม้จะได้ยินคำพูดเช่นนั้นเยว่ฉีก็หาได้หมดกำลังใจ

นางโชคดีได้มาเกิดใหม่ยังโลกเหนือจินตนาการเช่นนี้ ยังไม่เรียกว่าโชควาสนาแล้วจะเรียกว่าอะไรได้ แต่ถึงจะมีหรือไม่มีพลังจิตก็ไม่เป็นอันใดในเมื่อนางมีสามีที่สักวันจะแข็งแกร่งขึ้นอยู่ทั้งคน

เกาะขาทองคำดีที่สุด เคยได้ยินหรือไม่? แถมนางยังยึดถือคำพูดนี้เป็นจริงเป็นจังเสียด้วย

“ถึงข้าจะไม่มีพลังก็ไม่เป็นอันใด เพราะข้ามีสามีเปี่ยมด้วยพรสวรรค์” ท่าทางมั่นใจของนางทำผู้อาวุโสที่ถึงแม้จะไม่มีกายเนื้อคิ้วกระตุก ส่ายหัวอ่อนใจ

‘ออกไปได้แล้ว หมดธุระกับที่นี่แล้ว’ เยว่ฉีพยักหน้าเดินกลับออกมา

เช่นเดียวกับตอนเดินเข้าไป นางต้องปล่อยให้ผู้อาวุโสใช้ตนเป็นสื่อเพื่อเปิดทางออก พอขาก้าวออกมาเจอกับแสงแดด ลมเย็น ๆ พัดผ่านใบหน้า เยว่ฉีพลันรู้สึกมีชีวิตชีวา ยอมรับการมาอยู่ในโลกนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

“เยว่ฉี เจ้าอยู่ที่ใด”

“เยว่ฉี!!” เสียงเรียกร้อนรนระคนเป็นคนห่วงของผู้ใหญ่ทั้งสองทำให้เยว่ฉีรับรู้ว่านางหายไปนานเสียแล้ว จึงรีบเอ่ยตอบรับและเดินไปหา

“พี่หลัว พี่เฟิง ข้าอยู่นี่” เสียงสดใสของเด็กสาวเสมือนกุญแจคลายความกังวล ทั้งสองคนหันมายังทิศทางเดียวกัน หลัวหรูเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน

“น้องเยว่เจ้าไปที่ใดมา ข้าพี่เฟิงร้องเรียกเสียนาน”

“ทำให้พวกท่านเป็นห่วงแล้ว ข้าบังเอิญพบพืชวิญญาณสองต้นเข้า จึงใช้สมาธิในการขุดขึ้นมาเสียนาน ไม่ทันได้ยินเสียงเรียกของพวกท่าน” เยว่ฉีจงใจไม่บอกเรื่องถ้ำวิเศษที่พบเจอ ถึงแม้ทั้งสองคนจะหวังดีกับนาง ทว่าบางเรื่องยังคงไม่สามารถบอกกล่าวออกไปได้

“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว เจ้าพบพืชวิญญาณชนิดใดมาหรือ?”

“ข้าไม่มั่นใจมากนัก แต่จากลักษณะแล้วมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นดอกแต้มสีชาดคู่ถึงแปดส่วน” เยว่ฉีพูดพร้อมวางตะกร้าลงบนพื้นตรงหน้า

สองสามีภรรยาเบิกตากว้างมองหน้ากัน ก่อนจะหันมามองพืชวิญญาณในตะกร้าแบกหลัง

หลัวหรูพิจารณาอยู่ไม่นานก็กล่าวยืนยันออกมา

“เป็นดอกแต้มสีชาดคู่จริง ยังมีถึงสองต้น น้องเยว่เจ้าพบโชควาสนาแล้ว!!” น้ำเสียงดีใจไร้ความอิจฉาริษยา ทั้งใบหน้ายิ้มแย้มยินดีไปพร้อมกับนางของคนทั้งสองทำเยว่ฉีอดรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาไม่ได้ หลัวหรู และเฟิงซิ่ว แม้จะรู้จักกันไม่นานทว่าทั้งสองกับหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้อยู่หลายครั้ง ทั้งยังปฏิบัติต่อนางเช่นน้องสาว การกระทำเช่นนี้ทำเยว่ฉีอดนึกไปไม่ได้ว่า หากนางมีพี่สาวพี่ชายคงให้ความรู้สึกไม่ต่างจากตอนนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป