บทที่ 3 ข้อต่อรอง

“มาแล้วหรือ”

“ลูกมาแล้ว”

“เช่นนั้นก็ทำเรื่องแยกบ้าน”

“ดูท่านพ่อจะรีบร้อนอยากให้ข้าออกจากจวนหลังนี้เสียเหลือเกิน” ประโยคคำพูดประชดประชันทว่าน้ำเสียงกับไม่อินังขังขอบใด ๆ สายตาหานลั่วอี้มองตรงไปยังผู้ที่ได้ชื่อว่า บิดา เมื่อก่อนสายตาคู่นี้มักจะมองมาด้วยความภาคภูมิใจ มาตอนนี้แม้จะสบตาหรือมองหน้าท่านยังไม่ต้องการจะมอง

แถมในสายตาคู่นี้ยังเต็มไปด้วยความหงุดหงิดไม่ชอบใจ

“เลิกพูดมากได้แล้ว เจ้าต้องการอันใด” หานฉิงอี้ไม่ถือสาหาความ เขาไม่อยากจะถือความยาวสาวความยืด ให้ต้องยืดระยะเวลาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับบุตรชาย เพราะหวาดกลัวคำพยากรณ์จากท่านหมอดู

“มีเพียงสิ่งเดียว”

“...” หานฉิงอี้เลิกคิ้วเป็นเชิงบอกให้พูดต่อ

“ข้าจะพาหานลั่วซานออกไปด้วย”

“เหลวไหลอันใด ลั่วซานคือบุตรชายข้า เจ้าจะพาไปไม่ได้!!” คนที่กล่าวคือ มู่ฉิงเย่ มารดาเลี้ยงแสนประเสริฐ นางเบิกตากว้างจ้องหน้าหานลั่วอี้เขม็ง ความรู้สึกไม่ชอบใจฉายชัดในดวงตา

“เช่นนั้นข้าก็จะไม่แยกบ้าน ปล่อยให้พินาศกันไปทั้งครอบครัวตามคำทำนายไปเสีย” นางเม้มปาก อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องหานลั่วอี้เขม็ง สายตาเผยความเคียดแค้น

หานลั่วอี้ยกยิ้มมุมปาก มองสายตาเกลียดชังไม่ปิดบังของมารดาเลี้ยง คิดว่าเขาไม่ตะขิดตะขวงใจอันใดเกี่ยวกับนางงั้นหรือ? ในเมื่อหลังจากเขาป่วยได้ไม่นาน หานลั่วซานก็เกิดล้มป่วยกะทันหัน ทั้งยังหลับไม่ได้สติ สตรีผู้นี้ต้องทำอันใดบางอย่างกับหานลั่วซาน

หานลั่วซานคือบุตรชายคนเล็กของ หานฉิงอี้กับมู่ฉิงเย่ ภรรยาหลวงของหานฉิงอี้ ทั้งยังเป็นแม่ใหญ่ของหานลั่วอี้ ส่วนมารดาเขานั้นเสียชีวิตหลังจากชายหนุ่มเกิดได้เพียงสิบปี

ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเพียงแค่สายเลือดทางฝั่งบิดาแล้วเหตุใดหานลั่วอี้ถึงต้องการนำเด็กน้อยวัยหกขวบไปด้วย เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปอีกหลายหน้า เพราะฉะนั้นแล้วจะละเว้นเอาไว้เสียก่อน

“แม่ใหญ่ท่านจะยอมให้ ลั่วเซียง ลั่วเหมยพังพินาศเพราะข้าจริงหรือ? ข้าเพียงต้องการลั่วซาน หากท่านยินยอมต่อจากนี้ก็ให้ถือว่าข้ามิใช่คนตระกูลหานอีกต่อไป” สองคนที่หานลั่วอี้กล่าวถึงคือ บุตรชายคนโตและบุตรสาวคนรองของนาง ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายและน้องสาวของเขา

ส่วนหานลั่วซานคือน้องคนสุดท้อง

มู่ฉิงเย่มีบุตรด้วยกันสามคน คนโตหานลั่วเซียงอายุสิบแปด เป็นฝึกปราณขั้นสาม คนรองหานลั่วเหมยบุตรสาวคนรองอายุสิบสี่เป็นฝึกปราณขั้นสอง คนเล็กหานลั่วซาน ไม่สามารถฝึกปราณได้

มู่ฉิงเย่อึกอักไม่ตอบนัยน์ตาฉายแววดีใจอยู่หลานส่วนผสมปนเปไปกับความกังวลใจ หวาดหวั่น นางไม่ต้องการมอบลั่วซานให้บุรุษตรงหน้า ถึงอย่างนั้นก็ยังน้อยกว่าความรู้สึกอยากขับไล่ลูกเลี้ยงออกไป

เมื่อไม่อาจแสดงเป็นมารดาผู้ร้ายกาจได้ มู่ฉิงเย่จึงใช้น้ำตาเข้าสู้

“ท่านพี่ น้องควรทำเช่นไรดี ลั่วซานคือบุตรคนเล็กของข้า ตอนนี้ก็นอนหลับไม่ได้สติ จะปล่อยให้ลั่วอี้พาไปด้วยเช่นนี้...” ประโยคหลังนางไม่ได้พูดออกมา หันหน้าไปซบไหล่หานฉิงอี้ท่าทางน่าสงสาร มือเรียวสวยยกขึ้นปิดหน้าทำทีเป็นร้องไห้

เยว่ฉีที่ยืนอยู่หลังรถเข็นตั้งแต่ต้นไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่ลอบมองคนนั้นที คนนี้ที พวกคนทั้งหลายที่นั่งมองคนเล่นละครพ่อแม่ลูกด้วยสายตาสนุกสนาน

คนครอบครัวนี้ยังไงกัน!?

ในความทรงจำของนาง โลกนี้คือโลกแห่งการฝึกปราณบำเพ็ญเพียร อีกทั้งยังมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายระดับ ที่นางรู้มีเพียงข้อมูลคร่าว ๆ เท่านั้น ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมคล้ายมีเมฆหมอกบดบังความทรงจำส่วนใหญ่เอาไว้ ทำให้รู้เรื่องเกี่ยวกับการฝึกปราณไม่แน่ชัดนัก

ทว่าเยว่ฉีก็หาได้รีบร้อนถึงแม้ร่างนี้จะไม่รู้ หานลั่วอี้จะต้องรู้ ไว้ถามหลังออกจากบ้านหลังนี้แล้วก็ไม่สาย สองมือเรียวผอมแห้งจับที่เข็นรถไว้แน่น ในใจมีความรู้สึกมากมายไหลเวียนอยู่

หานลั่วอี้มองสองสามีภรรยาเล่นบทรักใคร่เอ็นดู บิดายกมือตบ ๆ ไหล่ภรรยาจ้องมาที่เขาเขม็งราวกับจะกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุทำให้สตรีของตนร้องไห้

สวรรค์!! เขายังมิได้ทำอันใดให้นางเจ็บปวด ลั่วซานแท้จริงก็ใช่ว่านางจะให้ความสนใจสมกับเป็นมารดา ความรักของนางล้วนมอบให้บุตรชายบุตรสาวทั้งสองไปหมดแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป