บทที่ 5 บ้านหลังน้อยกับสามชีวิต

รถม้าแล่นไปตามทาง สองข้างถนนจากเดิมได้ยินเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนหลังผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามความวุ่นวายของบ้านเมืองก็ค่อย ๆ จางหายเหลือไว้เพียงความเงียบสงบและท่วงทำนองจากธรรมชาติ

เยว่ฉีเลิกผ้าม่านกั้นหน้าต่างขึ้นมองออกไปยังทิวทัศน์ซึ่งประดับประดาไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ป่าไม้เขียวชอุ่ม มองดูธรรมชาติที่ห่างไกลจากความเจริญ

ปลายทางของรถม้าคือหมู่บ้านชวีซาน หมู่บ้านชนบทตั้งห่างออกไปจากเมืองโม่ฉีหนึ่งชั่วยาม ซึ่งแต่เดิมคือที่ตั้งของจวนตระกูลหาน

“ธรรมชาติก็ไม่เลว มีคำกล่าวว่าธรรมชาติช่วยบำบัดผู้ป่วย”

“บำบัด?” คำพูดไม่คุ้นหูชวนให้บุรุษตรงหน้าสงสัย จึงเอ่ยถาม

“บำบัด คือ การรักษา ว่ากันว่าธรรมชาติช่วยรักษาผู้คนได้” เยว่ฉีไม่คิดปิดบังคำพูดไม่คุ้นชิน เอ่ยอธิบายอย่างใจเย็น รอยยิ้มประดับดวงหน้า น้ำเสียงอ่อนโยน

“มีเรื่องเช่นนี้ด้วย”

“ในความทรงจำของข้าล้วนมีเรื่องเช่นนี้ ถึงจะไม่สามารถรักษาได้ทุกอาการเจ็บป่วย แต่สภาพจิตใจกลับสามารถ” ยามเอ่ยประโยคนี้นัยน์ตาเยว่ฉีมีประกายความคิดถึงเคลื่อนผ่านบางเบา ทำให้หานลั่วฉีไม่อาจสัมผัสถึง

ด้านหลังรถม้าของทั้งคู่มีรถม้าแล่นตามมาด้วยสองคัน หนึ่งคันคือรถม้าของหานลั่วซาน อีกคันคือรถม้าขนสัมภาระซึ่งมีเพียงน้อยนิดของผู้เคยเป็นถึงคุณชายใหญ่

ใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วยามกับอีกสองเค่อทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านชวีซาน เพราะต้องคอยระวังไม่ให้กระทบกระเทือนร่างกายผู้ป่วยรถม้าจึงเดินทางช้ากว่าปกติเล็กน้อย

โลกที่เยว่ฉีคนใหม่มาอยู่เรียกว่า ทวีปหลงเหริน แบ่งออกเป็นสามดินแดนใหญ่ คือดินแดนระดับล่างเฟยฮ่าว ดินแดนระดับกลางเทียนหลง และสุดท้ายดินแดนระดับสูงหลินหลง

จวนตระกูลหานที่เยว่ฉีเคยอยู่ตั้งอยู่บนดินแดนระดับล่างเฟยฮ่าว เมืองโม่ฉี ซึ่งห่างจากหมู่บ้านชวีซานหนึ่งชั่วยาม

ยิ่งระดับการอยู่อาศัยสูงเท่าใด ระดับการฝึกปราณจะยิ่งสูงมากเท่านั้น ทั้งจำนวนผู้ฝึกปราณก็จะมีมากขึ้น ด้วยทรัพยากรที่มีมากกว่าทั้งยังมีระดับสูงกว่า

ดินแดนระดับต่ำมักจะหาทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกปราณได้อย่างจำกัด อีกทั้งของระดับสูงยังหายากในดินแดนระดับล่าง สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ฝึกปราณก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ยาก ผู้ฝึกปราณส่วนใหญ่จึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อจะขึ้นไปยังดินแดนที่สูงกว่า

แต่ไม่ว่าจะเป็นดินแดนระดับใดก็ล้วนแล้วแต่มีการแข่งขันสูงไม่ต่างกัน

นอกจากพรสวรรค์ความสามารถแล้วสิ่งที่ผู้คนที่นี่คิดว่าควรจะมีมากที่สุดคือ โชค โชควาสนาในการพบพานเครื่องมือซึ่งช่วยในการฝึกปราณ รวมไปถึงทรัพย์สินพอให้ใช้จ่ายออกไปได้อย่างไม่จำกัด

รถม้าหยุดแล้ว เยว่ฉีมองกำแพงเก่าโทรมตรงหน้าพลันขมวดคิ้ว

คงไม่ใช่บ้านหลังนี้ใช่ไหม?

ไม่ต้องให้นางรอคำตอบนานเกินไป เมื่อคนขับรถม้าพูดขึ้นมาว่าถึงบ้านพวกเขาแล้ว

เยว่ฉีพลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คนตระกูลหานแสนประเสริฐอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฝึกปราณมีคุณธรรม หวาดกลัวชื่อเสียงจะเป็นที่กล่าวถึง ดูการกระทำแต่ละอย่าง สมควรโดนด่าสามวันแปดวัน

เยว่ฉีถอนหายใจยาว หันไปมองสามี

คนผู้นี้ต่างหากที่ควรจะรู้สึกมากกว่านาง ทว่าพอได้สบสายตาหนักแน่นตรงหน้า ความหงุดหงิดในใจพลันสลายลงไปมาก เอ่ยเสียงอบอุ่นเป็นกันเอง

“ก็ดีกว่าบ้านหลังนั้น ถึงจะทรุดโทรมไปบ้างแต่ยังดีที่มีที่ซุกหัวนอน” ยามกล่าวประโยคนี้ใบหน้าเยว่ฉีประดับรอยยิ้มเล็กน้อยอยู่ตลอด

หานลั่วอี้พยักหน้าเห็นด้วย ธรรมชาติของชนบทก็ไม่แย่อย่างที่คิด ทั้งเงียบสงบและเป็นส่วนตัว อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าตระกูลใหญ่ที่อยู่อาศัยมาตลอดยี่สิบปี แต่กลับให้ความรู้สึกสบายใจมากกว่าความกดดันเหล่านั้นหลายเท่า

ทั้งคู่ลงมาจากรถม้าแล้ว แม้หานลั่วอี้จะถูกผู้คนกำหนดให้ไม่สามารถฝึกปราณได้ แต่ก็ยังเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นสาม ในหมู่บ้านนี้ถือได้ว่าอยู่ระดับสูงสุด ก่อนจะป่วยหานลั่วอี้เป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นหก ซึ่งถือได้ว่ามีความสามารถโดดเด่นแต่หลังจากต้องพิษจนเส้นลมปราณเสียหายไปจนถึงขาทั้งสองข้างความสามารถก็ลดลงอย่างมาก และการที่เส้นลมปราณเสียหายยากจะรักษา หมอมีชื่อมากมายจึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อาจรักษาได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป