บทที่ 6 ความสงสัย
เยว่ฉีผลักรถเข็นชายหนุ่มผ่านประตูกำแพงบ้านที่เปิดอ้าไว้ครึ่งหนึ่งเข้าไป นางเข็นรถเข็นไปหยุดไว้ใต้ต้นไม้ข้างกำแพง ก่อนจะพาร่างเดินไปสำรวจดูว่าบ้านพอจะอยู่อาศัยได้หรือไม่
ทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไปฝุ่นมากมายก็กระโดดออกมาต้อนรับจนต้องหลบหน้าหนี สำลักไอออกมาอยู่นาน เยว่ฉีเหลือบสายตาเข้าไปสำรวจด้านในอีกครั้ง ไม่มีแสงลอดผ่านลงมาจากหลังคา พยักหน้าพึงพอใจ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าหลังคาไม่รั่ว ก่อนจะเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างออกเป็นอย่างแรก
บ้านหลังน้อยนี้มีห้องอยู่ทั้งหมดสองห้องเพียงพอสำหรับพวกเขาสามคน ถึงจะยังตะขิดตะขวงใจที่ต้องนอนร่วมห้องกับหานลั่วอี้ แต่ยังไงก็ได้ชื่อว่า เป็นสามีภรรยา นอนห้องเดียวกันก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่สมควร
สำรวจบ้านคร่าว ๆ แล้ว เยว่ฉีก็เดินออกมาด้านนอก ข้างบ้านหลังน้อยมีเพิงสำหรับหุงหาอาหารตั้งอยู่ มีเตาสำหรับใช้ทำอาหารและฟืนซึ่งโดนแมลงกัดเจาะจนเป็นรูไปหมดแล้ว ข้างเพิงหญ้ามีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง มีฝาไม้ผุ ๆ ปิดเอาไว้ พอเปิดดูน้ำในบ่อยังมีพอให้ใช้ ไม่ต้องลำบากออกไปตักน้ำที่ไหนไกล
ในลานบ้านขนาดเล็กเต็มไปด้วยเถาวัลย์ หญ้า และต้นไม้ ไม่จำเป็นต้องมีคนบอกแค่ดูก็รู้แล้วว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมานานแค่ไหน
“ยังดีที่หลังคาไม่เป็นอะไร ทำความสะอาดสักหน่อยก็นอนได้แล้ว มีห้องอยู่สองห้องพอดี พอให้หานลั่วซานได้นอนอย่างสบาย ๆ” ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนและคำพูดสบาย ๆ ของเยว่ฉี ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยคลายความอยุติธรรมในใจหานลั่วอี้ได้หลายส่วน
เขามองหน้าภรรยานิ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเนิบช้าหนักแน่น
“เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นบ้านที่ดีของเรา” ไม่รู้ว่าเพราะสายตาที่มองมา หรือประโยคคำว่า บ้านของเรากันแน่ ถึงทำให้หัวใจเยว่ฉีอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ระหว่างที่เยว่ฉีเดินสำรวจบ้าน คนขับรถม้าของตระกูลก็ขนสัมภาระมาไว้ข้างตัวหานลั่วอี้หมดแล้ว มองหีบของที่มีเพียงไม่กี่ใบเยว่ฉีอดทอดถอนใจไม่ได้
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่รถม้ามาจอดหน้ากำแพงบ้านเกือบท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านโดยรอบผ่านไปผ่านมาต่างมองมาด้วยความสงสัยใคร่อยู่ ถึงกับมีบางคนเดินเข้ามาใกล้สอบถามกับคนขับรถม้า ยังดีที่บ่าวเหล่านั้นไม่ได้ปากมาก พูดเพียงว่ามาส่งคนเท่านั้น
ชาวบ้านหลายคนต่างอยากรู้อยากเห็น เพราะพวกเขาบางคนทันได้เห็นว่าในบรรดาคนที่ลงจากรถม้ามา มีคนนั่งรถเข็นคนหนึ่ง และเด็กนอนหลับไม่ได้สติคนหนึ่ง แถมทั้งคู่ยังเป็นบุรุษ ส่วนสตรีที่มีสติดีกับร่างกายผอมแห้ง
พวกเขาไม่กลัวคนเข้ามาใหม่แต่กลัวคนมาสร้างความลำบากให้มากกว่า ชาวบ้านที่บ้านใกล้เคียงบางคนถึงขั้นออกมานั่งหน้าประตูบ้านเพื่อมองสำรวจอย่างจริงจัง
“คุณชายใหญ่ พวกข้าขนของเสร็จแล้วเช่นนั้นขอตัวลา” หานลั่วอี้มองท่าทีเชิงเคารพระคนดูแคลนก็ไม่พูดอะไรพยักหน้าน้อย ๆ ให้คนทั้งสาม
เมื่อคนไปแล้วตอนนี้ก็เหลือเพียงหานลั่วอี้ เยว่ฉี และหานลั่วซานนอนหลับอยู่บนฝูกข้างกายพี่ชาย บุรุษหนุ่มหันหน้าไปมองน้องชายต่างมารดาด้วยสีหน้าหลากหลาย ทว่าในความหมายของสายตากับไม่มีความเคียดแค้นชิงชังปรากฏอยู่
เยว่ฉีสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เห็นได้ชัดว่า มารดาเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกดีต่อหานลั่วอี้แต่ทำไมเขาถึงได้ดูเป็นห่วงเด็กน้อยคนนี้เสียเหลือเกิน
คนก็ไปแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวสงสัยความสัมพันธ์คนทั้งคู่ ยังมีเวลาอีกมากให้นางได้ถามไถ่เรื่องราวหลายอย่าง ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก คือการทำความสะอาดบ้านหลังน้อยนี้ให้พอซุกหัวนอนได้
เยว่ฉีบอกกับหานลั่วอี้ว่าจะไปทำความสะอาดบ้าน ชายหนุ่มต้องการช่วยเหลือ ถึงขาจะใช้การไม่ได้แต่ส่วนอื่น ๆ ยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่เยว่ฉีปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า หานลั่วซานต้องมีคนคอยดูแล
พอคิดถึงความปลอดภัยของน้องชาย หานลั่วอี้จึงไม่ดึงดันช่วยเหลืออีก ยอมกลับไปอยู่ข้าง ๆ น้องชายแต่โดยดี ส่วนเยว่ฉีก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป
หานลั่วอี้ได้แต่มองตามแผ่นหลังภรรยาหายลับเข้าไปในบ้าน นัยน์ตาชายหนุ่มพลันปรากฏคลื่นอารมณ์
