บทที่ 7 ชีวิตในบ้านใหม่

เช้าแล้ว

เมื่อวานกว่าเยว่ฉีจะทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อยพอให้นอนได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย พอเสร็จจากการทำความสะอาดสิ่งที่นางทำต่อจากนั้นคือการหุงหาอาหาร และสิ่งที่ตามมาคือความหนักใจ เยว่ฉีก่อไฟไม่เป็นร้อนให้หานลั่วอี้มาช่วยก่อ

เขาช่วยยังไงนะหรือ? ก็ใช้พลังปราณทำให้ฟืนลุกไหม้ยังไงละ ตอนเห็นใบหน้านิ่ง ๆ ใช้พลังวิเศษจุดไฟให้ เยว่ฉียอมรับเลยว่าไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าสุดท้ายก็ต้องพยายามทำใจยอมรับว่าโลกที่หลุดเข้ามาอยู่เป็นโลกของพลังวิเศษ

ว่าแต่นางมีพลังพิเศษหรือเปล่า ถ้ามีเหมือนคนในโลกนี้บ้างก็คงจะดี ทว่าจากความทรงจำของเจ้าของร่างดูเหมือนว่าเยว่ฉีจะไม่มีความสามารถดังกล่าว

แต่เยว่ฉีคนก่อนกับเยว่ฉีคนปัจจุบันก็หาใช่คนเดียวกันบางทีคนก่อนไม่มีนางอาจจะมีก็ได้

เยว่ฉีส่ายหัวให้กับความคิดตัวเอง เดินไปยังเพิงข้างบ้าน เริ่มต้นจัดการทำอาหารเช้า

ข้าวในบ้านคือข้าวที่ได้แวะซื้อก่อนจะมาถึงหมู่บ้านชวีซาน ซึ่งเพียงพอสำหรับครึ่งเดือน หลังจากนี้ต้องเข้าเมืองไปซื้อมาอีกรอบ เมื่อวานเยว่ฉีเห็นว่าในหมู่บ้านมีรถเทียมลาวิ่งเข้าออก คิดว่าน่าจะเป็นรถสำหรับรับคนเข้าไปในเมือง

วันนี้เยว่ฉีไม่มีปัญหาเรื่องก่อไฟเหมือนเมื่อวานเพราะนางจุดไฟเอาไว้ทั้งคืน เช้าวันนี้จึงมีไฟพอเป็นเชื้อเพลิงสำหรับทำอาหาร

เยว่ฉีเริ่มจากซาวข้าวหุงข้าวก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นหันไปหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งในถังใบเล็กขึ้นมาวางบนเขียงใช้มีดสไลด์เป็นแผ่นบาง ๆ เตรียมทำผัดผักอย่างง่าย

พอเตรียมของสำหรับทำอาหารเรียบร้อยข้าวก็สุกพอดี เยว่ฉียกหม้อข้าวออกจากเตา แล้วเริ่มทำอาหาร ระหว่างที่ง่วนอยู่กับการทำอาหาร หานลั่วอี้ที่ตื่นแล้วไม่เห็นภรรยาอยู่ในห้อง แต่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอกจึงเข็นรถเข็นออกมาหา

แผ่นหลังบอบบางขยับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วไม่นานก็ได้กลิ่นหอมลอยโชยมาจากจุดที่นางยืนอยู่

หานลั่วอี้ไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าไปรบกวนทำเพียงมองอยู่ห่าง ๆ ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะสัมผัสสายตาเขาได้ ดวงหน้างดงามติดซูบผอมถึงได้หันมายิ้มให้

“ท่านตื่นแล้ว?” หานลั่วอี้พยักหน้า ผลักรถเข็นเข้าไปใกล้

“ตื่นแล้ว”

“ดียิ่ง ท่านรอข้าไม่นานอาหารจะเสร็จแล้ว หรือท่านจะไปเตรียมโต๊ะรอ?”

“ข้าไปจัดโต๊ะรอ” เยว่ฉีพยักหน้าขึ้นลงปล่อยให้หานลั่วอี้กลับเข้าบ้านไป

นางไม่ได้ปฏิบัติกับอีกฝ่ายเช่นผู้ป่วยคนหนึ่งแต่ปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติผู้หนึ่งแทน ถึงยังไงหานลั่วอี้ก็คงต้องการเช่นนี้มากกว่า

ดูจากท่าทางแล้วบุรุษผู้นี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้อื่นมองตนเช่นคนพิการ

คนไปแล้วเยว่ฉีก็หันมาให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้าต่อ ก่อนอื่นนำกระเทียมลงไปเจียวกับน้ำมันให้เหลืองส่งกลิ่นหอม พอกระเทียมได้แล้วก็ใส่หมูลงไปผัด ใช้ตะหลิวคนในกระทะจนหมูเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเล็กน้อยจึงปรุงรสด้วยเกลือ เพราะไม่มีเงินพอซื้อเครื่องปรุงรสอื่น ๆ นางจึงต้องใช้เกลืออย่างเดียวไปก่อน

ผัดหมูกับเครื่องปรุงเข้าด้วยกันจากนั้นใส่ผักลงไปผัดจนผักสุกกำลังพอดีก็ตักใส่จาน

อาหารมีไม่มากเพราะสภาพการเงินไม่ดี ตระกูลหานให้เงินหานลั่วอี้มาเพียงหนึ่งตำลึง ถึงนางจะไม่รู้ว่าหนึ่งตำลึงมากน้อยแค่ไหนในโลกนี้ เพราะความทรงจำของร่างเดิมแทบจะไม่ได้หยิบจับสิ่งที่เรียกว่าเงินเลยสักครั้ง จึงต้องประหยัดเอาไว้ก่อนจะหาเงินเข้าบ้านได้

เยว่ฉีทำผัดผักอย่างเดียวก็ถือเป็นอันเสร็จ ชาติก่อนใช้ชีวิตอยู่หอช่วงเรียนมหาลัยจึงทำอาหารเป็นหลายอย่าง แม้จะไม่ถึงกับเลิศรสเทียบเชฟระดับภัตตาคาร แต่ก็ถือได้ว่าอร่อย

หานลั่วอี้มองอาหารหน้าตาหน้าทานตรงหน้าก็ยิ่งสงสัยในตัวภรรยา เพราะเขารู้ว่าแม่ใหญ่ไม่มีทางหาภรรยาที่เพียบพร้อมด้วยนิสัยและเรื่องในบ้านให้มาแต่งกับเขาเป็นแน่ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าในระหว่างที่นางหลับไม่ได้สติและฟื้นขึ้นมานั้นเกิดเรื่องอันใดหรือไม่

“ท่านทานสิ” หานลั่วอี้พยักหน้า เริ่มทานอาหาร

เขาไม่รังเกียจที่อาหารมีเพียงอย่างเดียว เพราะอาหารจานเดียวตรงหน้ารสชาติอร่อยยิ่งกว่าอาหารมากมายที่เคยทานมาตั้งแต่อดีต อีกทั้งอาหารที่ไม่ได้มีความพิเศษมากมายจานนี้ ก็มาจากภรรยาผู้หนักแน่นที่ยอมมาใช้ชีวิตลำบากไปด้วยกันด้วยความเต็มใจ

เขาไม่คิดว่าเยว่ฉีกำลังเล่นละครตบตา เพราะไม่ว่าจะเป็นคนปั้นหน้าเก่งมากมาจากที่ใด ยามต้องมาใช้ชีวิตเช่นนี้ก็ต้องแสดงสีหน้าออกมาบ้าง ทว่านางกลับมีเพียงรอยยิ้มประดับมุมปากอยู่เสมอ

รสชาติอาหารยังคงอร่อยเหมือนเช่นเมื่อวาน ทั้งสองคนพูดคุยกันพร้อมกับขยับตะเกียบคีบข้าวเข้าปากบรรยากาศกลมเกลียว อบอุ่น

ไม่นานอาหารจานนี้ก็หมดเกลี้ยงทั้งสองคนทานอาหารอิ่มพอดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป