บทที่ 9 ผู้สืบทอด
“ของดี ของดี ของดี!!!” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจของเยว่ฉีดังระงมไปทั่วพื้นที่ นางวิ่งไปตรวจดูโดยรอบ สถานที่แห่งนี้คล้ายกับพื้นที่แถวชนบท มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ กลางบ่อน้ำมีต้นไม้ตั้งตระหง่านยืนต้นสูงเด่นเป็นสง่า ไกลออกไปมีภูเขาซึ่งมีหมอกปกคลุม มีกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่งไม่ไกลจากบ่อน้ำ ด้านหลังกระท่อมมีป่าไผ่ขึ้นอยู่อย่างเป็นระเบียบ ข้างกันไม่ไกลจากกระท่อมหลังน้อยมีที่ดินขนาดใหญ่ประมาณสิบหมู่เต็มไปด้วยหญ้า
เยว่ฉีเลือกที่จะเดินเข้าไปในกระท่อมก่อนเป็นอันดับแรก พอขาก้าวเข้าไปในกระท่อมพลันมีเสียงหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัว
‘ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดคนใหม่ นี่คือมิติขนาดเล็กที่ข้าทิ้งไว้ รอให้ผู้มีวาสนาได้มาค้นพบ’
หลังประโยคนี้จบลงความตื่นเต้นดีใจยิ่งทวีขึ้นบนใบหน้างดงาม เยว่ฉีฉีกยิ้มกว้างราวกับคนบ้ายกมือขึ้นจับสองแก้มบิดใบบิดมา ท่าทางเขินอาย
แต่ประโยคต่อมากับทำให้นางต้องชะงัก
‘ผู้มีวาสนาคนใหม่เป็นสตรีสติฟั่นเฟือนหรอกหรือ? ไร้ประโยชน์แล้ว ไร้ประโยชน์แล้ว’
ถึงจะไม่เห็นหน้าเยว่ฉีก็รู้ว่าหากอีกฝ่ายมายืนตรงหน้า คงส่ายหน้าเอือมระอานางแน่นอน
เยว่ฉีจึงจำเป็นต้องเก็บอาการตื่นตะลึงดีใจเอาไว้ก่อน หุบยิ้มเอ่ยเสียงตวัดปลายเล็กน้อย
“ท่านปล่อยให้ข้าดีใจสักครู่ไม่ได้หรือ? ข้าเพียงดีใจที่ได้ของดีมา หาใช่คนบ้า”
นางได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากที่ใดก็ไม่รู้ เริ่มสงสัยแล้วว่าเสียงที่ได้ยินในหัวนั้นอยู่ที่ใด
‘เจ้าไม่ต้องสงสัยในตัวข้า หาไปก็ไม่มีทางเจอ ข้าเป็นเพียงจิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในมิติแห่งนี้ สถานที่นี้ถูกผูกติดอยู่กับจิตของข้า เพื่อเฝ้ารอคนมีวาสนามาสานต่อเจตนารมณ์’
“เจตนารมณ์?”
‘เจตนารมณ์ที่ต้องการมีศิษย์สักคน’
“ท่านมีกระทั่งมิติ แต่ยังไม่มีใครอยากจะเป็นศิษย์ท่านอีกหรือ? ถึงข้าจะไม่รู้เรื่องการฝึกปราณเท่าที่ควร แต่ว่าคนที่มีมิติควรจะเป็นคนที่แข็งแกร่งจนผู้คนอยากเข้าหาไม่ใช่หรือ? หรือข้าเข้าใจผิด”
‘ที่เจ้าพูดล้วนถูกต้อง เพียงแต่ว่าก่อนที่ข้าจะได้รับศิษย์ก็ถูกไล่ล่าจากคนที่หวังอยากจะครอบครองสิ่งที่ข้ามี หากเจ้าออกไปจากมิตินี้แล้วห้ามบอกเรื่องมิติให้ผู้ใดรู้ นอกจากคนที่เจ้าไว้ใจจริง ๆ เพราะการมีอยู่ของมิติเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา’
ฟังมาถึงตอนนี้เยว่ฉีพลันรู้สึกว่าตนเองเก็บเผือกร้อนมาได้เสียแล้ว ลำพังอยู่กันสองสามคนยังลำบาก หากมีข่าวว่านางมีของวิเศษแผ่ออกไป ชีวิตนี้คงยากจะอยู่ต่อแล้ว
นางสลัดความคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึงทิ้งเอ่ยถาม
“ท่านคงมิใช่คนชั่วร้ายจนถูกผู้อื่นตามล่าใช่ไหม?” ประโยคนี้เบาหวิวทั้งยังกล้า ๆ กลัว ๆ
‘เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว คนที่ต้องการของของข้าต่างหากที่ชั่วช้า ของที่ข้ามีข้าล้วนหามาอย่างสุจริต ไม่ได้ไปปล้นใครมา’
โล่งอกได้แล้ว เสียงเขาดูจะโมโหมากคงไม่ได้โกหกนางจริง ๆ
“ข้าเชื่อท่าน เช่นนั้นท่านที่ข้าไม่ทราบชื่อ ข้าขอพูดอย่างไม่ปิดบังครอบครัวข้าเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา อีกทั้งสามีข้า...” พูดมาถึงตอนนี้ก็ให้รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ตลอดอายุเกือบสามสิบปีในโลกเดิม นางคือสตรีที่ครองโสดไม่เคยมีคู่ครอง
มาโลกนี้อายุไม่เท่าใดก็มีสามีเป็นตัวเป็นตนเสียแล้ว
‘…’ อีกฝ่ายรอฟังอย่างตั้งใจว่านางจะพูดอันใดต่อ
“บ้านข้ามีสามีขาพิการผู้หนึ่ง ถึงจะเป็นผู้ฝึกปราณทว่าก็ป่วยจนไม่สามารถฝึกปราณได้ และยังมีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะฝึกปราณได้หรือไม่ ข้าคิดว่าความปรารถนาของท่านอาจจะไม่สมหวัง”
ใช่ว่าเยว่ฉีไม่รู้สึกเสียดาย ได้พบของดีทั้งทีนางก็อยากใช้ให้เกิดประโยชน์ ถึงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ดังคำกล่าวที่ว่า หากไม่กล้าเสี่ยงก็ไม่มีทางพบความสำเร็จ แถมนางยังไม่คิดส่งต่อให้ผู้อื่น ด้วยกลัวว่าคนพวกนั้นจะฆ่าปิดปากนาง แต่จะให้โกหกออกไปและถวายตัวเป็นศิษย์นางก็ทำไม่ลง ไม่อยากหลอกลวงใครก็ไม่รู้
ถึงตอนนี้นางจะพูดโกหกออกไปจริงแต่นานวันเข้าความจริงจะต้องเปิดเผยออกมา
