บทที่ 5 สุสานที่ซ่อนความลับ

เสียงลมพัดผ่านป่าสนยามราตรี ราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน

หลินเยว่ชิงควบม้าตามเซียวเหยียนไปยังสุสานบรรพชนทางตะวันตกของเมือง แม้บาดแผลจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้จะยังเจ็บแปลบ แต่นางกลับไม่มีความคิดที่จะหยุดพัก

คำพูดของชายชุดดำยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

“คนที่ท่านเรียกว่าบิดามาตลอดชีวิต”

หากชายผู้นั้นเป็นผู้บงการจริง แล้วหลินเจิ้งตัวจริงอยู่ที่ไหน?

หากคนที่เลี้ยงดูนางมาตลอดสิบปีไม่ใช่บิดา เหตุใดเขาจึงต้องสวมรอยเป็นหลินเจิ้ง?

และที่สำคัญที่สุด...เหตุใดคนเหล่านั้นจึงหวาดกลัวการกลับมาของนางนัก?

“หยุดคิดสักครู่เถอะ”

เสียงเซียวเหยียนดังขึ้นจากด้านหน้า

หลินเยว่ชิงเงยหน้า “ท่านอ่านใจคนได้หรืออย่างไร?”

“สีหน้าของเจ้าบอกทุกอย่าง”

“เช่นนั้นท่านคงรู้ด้วยว่าข้ากำลังคิดว่าท่านมีเรื่องปิดบังข้าอีกมาก”

เซียวเหยียนหันมามองนาง ก่อนกระตุกบังเหียนให้ม้าชะลอฝีเท้า

“ข้าจะตอบคำถามของเจ้า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

“แล้วเมื่อใดจึงจะเหมาะสม?”

“เมื่อคำตอบนั้นไม่ทำให้เจ้าต้องตาย”

หลินเยว่ชิงหัวเราะอย่างเย็นชา

“ท่านแม่ทัพเซียว ข้าตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ท่านคิดว่าข้ายังกลัวความตายอยู่อีกหรือ?”

ชายหนุ่มนิ่งไป

แววตาของเขาเปลี่ยนไปเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากลัว”

เขาหันกลับไปควบม้าต่อ โดยไม่อธิบายอะไรอีก

หลินเยว่ชิงมองแผ่นหลังของเขาอย่างครุ่นคิด

ชายผู้นี้มีความลับมากเกินไป

แต่ในตอนนี้ เขาอาจเป็นคนเดียวที่นางพอจะร่วมมือด้วยได้

นางจึงตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ก่อน

อย่างน้อย...จนกว่าจะได้รู้ว่าหลินเจิ้งตัวจริงอยู่ที่ไหน

---

เมื่อมาถึงสุสานบรรพชน ทั้งสองพบว่าประตูหินถูกปิดสนิท มีเถาวัลย์แห้งพันอยู่รอบกำแพง ร่องรอยบ่งบอกว่าไม่มีผู้ใดเข้าออกมานานหลายปี

เซียวเหยียนลงจากม้าแล้วตรวจสอบบริเวณโดยรอบ

“มีคนมาที่นี่ไม่นานมานี้”

หลินเยว่ชิงก้มลงมองพื้น

ดินชื้นบริเวณหน้าประตูมีรอยเท้าหลายคู่ บางรอยยังใหม่จนเห็นรายละเอียดของพื้นรองเท้าได้ชัดเจน

“พวกเขามาถึงก่อนเรา”

“และอาจยังอยู่ข้างใน”

เซียวเหยียนชักดาบออกจากฝัก

หลินเยว่ชิงหยิบมีดสั้นของตนขึ้นมาเช่นกัน

“ข้าเข้าไปด้วย”

“ไม่ได้”

“หากมีความลับเกี่ยวกับครอบครัวข้า ข้ามีสิทธิ์รู้”

“ข้าไม่ได้ห้ามเพราะคิดว่าเจ้าไร้ความสามารถ แต่หากเกิดอะไรขึ้น ข้าอาจปกป้องเจ้าไม่ทัน”

“ท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องข้าตลอดเวลา”

นางมองเขาตรง ๆ

“ข้าเพียงต้องการให้ท่านอย่าขวางทางข้า”

เซียวเหยียนจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“เช่นนั้นอย่าออกห่างจากข้าเกินสามก้าว”

“ตกลง”

เขาใช้แรงผลักประตูหิน ประตูส่งเสียงครืดคราดก่อนค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่ทอดลึกเข้าไปใต้ดิน

กลิ่นอับชื้นปะทะใบหน้า

ทั้งสองเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง แสงจากคบเพลิงเผยให้เห็นป้ายวิญญาณเรียงรายอยู่สองข้างทาง

หลินเยว่ชิงหยุดอยู่หน้าป้ายหนึ่ง

หลินเจิ้ง

ชื่อของบิดาถูกสลักไว้บนป้ายไม้สีดำ แต่วันที่เสียชีวิตกลับถูกขีดทับด้วยรอยมีด

“เหตุใดจึงมีป้ายวิญญาณของท่านพ่ออยู่ที่นี่?”

เซียวเหยียนตรวจสอบแท่นบูชา

“อาจเป็นป้ายที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกคนอื่น หรืออาจเป็นสัญญาณว่ามีใครต้องการให้คนคิดว่าหลินเจิ้งเสียชีวิตไปแล้ว”

หลินเยว่ชิงยื่นมือแตะป้ายไม้อย่างแผ่วเบา

ทันใดนั้น นางก็สังเกตเห็นอักษรเล็ก ๆ ที่สลักอยู่ด้านหลัง

นางพลิกป้ายกลับมา

มีข้อความเพียงประโยคเดียว

“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น จงค้นหาสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้รากไม้”

“ใต้รากไม้...”

นางทวนคำเบา ๆ

เซียวเหยียนยกคบเพลิงขึ้น ส่องไปยังผนังด้านหลังแท่นบูชา

“ดูตรงนั้น”

ใต้ภาพสลักต้นไม้โบราณมีรอยแตกร้าวเป็นเส้นตรง คล้ายขอบของประตูลับ

หลินเยว่ชิงก้าวเข้าไปสำรวจ ใช้นิ้วปัดฝุ่นออกจนพบร่องสำหรับใส่กุญแจ

แต่ไม่มีรูกุญแจอยู่ตรงนั้น

มีเพียงช่องเล็ก ๆ รูปดอกบัว

นางชะงักทันที

ดอกบัวสีดำ...

สัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏบนแขนเสื้อของนักฆ่า และบนแหวนของชายที่สวมรอยเป็นบิดาของนาง

“ถอยออกมา”

เซียวเหยียนคว้าข้อมือนางไว้

“เหตุใด?”

“นี่อาจเป็นกับดัก”

เขาหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างไปยังช่องรูปดอกบัว

ทันทีที่หินกระทบผนัง เสียงกลไกก็ดังขึ้นจากใต้พื้น ลูกธนูหลายดอกพุ่งออกมาจากช่องลับ ก่อนปักเข้ากับผนังฝั่งตรงข้ามอย่างรุนแรง

หลินเยว่ชิงหน้าซีด

หากนางแตะช่องนั้นโดยไม่ระวัง ป่านนี้ร่างของนางคงเต็มไปด้วยลูกธนูแล้ว

“ขอบคุณ”

เซียวเหยียนปล่อยมือจากข้อมือนาง

“ครั้งหน้าจงระวังให้มากกว่านี้”

นางไม่ได้โต้เถียง

เพราะครั้งนี้เขาช่วยชีวิตนางจริง ๆ

ทั้งสองตรวจสอบกลไกอีกครั้ง ก่อนพบว่าช่องรูปดอกบัวไม่ได้มีไว้สำหรับกุญแจ แต่มีร่องเล็ก ๆ สำหรับวางสิ่งของบางอย่าง

หลินเยว่ชิงนึกถึงแหวนหยกที่บิดาเคยสวมในความทรงจำ

หรือสิ่งที่นางคิดว่าเป็นบิดา...

“ท่านแม่ทัพ ท่านมีอะไรที่เป็นรูปดอกบัวหรือไม่?”

เซียวเหยียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนหยิบจี้หยกสีดำออกจากอกเสื้อ

บนจี้มีลวดลายดอกบัวแกะสลักอย่างประณีต

หลินเยว่ชิงมองเขาด้วยความตกตะลึง

“ท่านมีมันได้อย่างไร?”

“มันเป็นของที่บิดาข้ามอบให้ก่อนเสียชีวิต”

“บิดาของท่าน?”

“ใช่”

เขากำจี้หยกแน่น

“ก่อนตาย เขาสั่งให้ข้าตามหาหลินเจิ้ง และห้ามมอบสิ่งนี้ให้ผู้ใด ยกเว้นหญิงสาวที่ย้อนกลับมาจากความตาย”

หัวใจของหลินเยว่ชิงกระตุกแรง

“ท่านรู้ตั้งแต่แรกว่าข้าจะย้อนกลับมา?”

“ข้ารู้เพียงว่าต้องตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่เคยรู้ว่านางเป็นใคร จนกระทั่งข้าเห็นเจ้าเมื่อคืน”

“แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บอกข้า?”

“เพราะข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าคือคนที่ข้าตามหาจริงหรือไม่”

เขายื่นจี้หยกให้นาง

“ตอนนี้ข้าแน่ใจแล้ว”

หลินเยว่ชิงรับจี้หยกมาอย่างระมัดระวัง

ทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับหยก ระบบก็ปรากฏขึ้นในความคิด

[ตรวจพบวัตถุสำคัญ]

[ชื่อวัตถุ: กุญแจชะตา]

[ความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน: สูงสุด]

[คำเตือน: การเปิดผนึกจะทำให้เหตุการณ์ที่ถูกปิดซ่อนเริ่มต้นขึ้น]

นางสูดลมหายใจลึก

กุญแจชะตา...

นี่อาจเป็นสิ่งที่มารดาทิ้งไว้ให้นาง

หลินเยว่ชิงวางจี้หยกลงในช่องรูปดอกบัว

เสียงกลไกดังขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีลูกธนูพุ่งออกมา

ผนังหินค่อย ๆ แยกออก เผยให้เห็นห้องลับขนาดเล็ก ภายในมีหีบไม้สีดำวางอยู่บนแท่นหิน

บนหีบมีตัวอักษรสลักไว้สามคำ

“แด่เยว่ชิง”

หลินเยว่ชิงก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ

มือของนางสั่นขณะเปิดฝาหีบ

ภายในมีจดหมายเก่าเล่มหนึ่ง ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมย และภาพวาดของหญิงสาวผู้หนึ่ง

นางหยิบภาพวาดขึ้นมา

เป็นหญิงงามในชุดสีขาว ใบหน้าคล้ายหลินเยว่ชิงอย่างน่าประหลาด

ไม่สิ...

นั่นคือใบหน้าของมารดานาง

หลินเยว่ชิงแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

นางจำใบหน้านี้ได้จากภาพวาดที่เคยเห็นในวัยเด็ก

แต่สิ่งที่ทำให้นางตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ลายมือด้านล่างภาพวาด

“หากลูกได้เห็นภาพนี้ แสดงว่าแม่ไม่อาจกลับไปหาลูกได้อีกแล้ว”

นางรีบคลี่จดหมายออก

ข้อความด้านในมีเพียงไม่กี่บรรทัด

เยว่ชิง...

หากเจ้ากลับมาในวันที่ทุกอย่างยังไม่เริ่มต้น จงจำไว้ว่าอย่าเชื่อผู้ที่บอกว่าเขาสามารถช่วยเจ้าเปลี่ยนชะตาได้

เพราะคนที่กำหนดชะตาของเจ้า อาจเป็นคนเดียวกับที่มอบโอกาสให้เจ้าได้กลับมา

หลินเยว่ชิงอ่านซ้ำหลายครั้ง

แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเซียวเหยียน

เขายืนอยู่ตรงหน้าแท่นหิน

จี้หยกสีดำยังอยู่ในมือของเขา

“ท่านรู้หรือไม่ว่ามารดาข้าเขียนอะไรไว้?”

เซียวเหยียนส่ายหน้า

“ไม่รู้”

“แต่บิดาของท่านฝากจี้หยกนี้ไว้ให้ข้า”

“ใช่”

“แล้วท่านคิดว่าใครเป็นคนกำหนดชะตาของข้า?”

เขาเงียบไปนาน ก่อนตอบ

“ข้าไม่รู้”

“ท่านโกหก”

หลินเยว่ชิงกำจดหมายแน่น

“ท่านอาจไม่รู้ทุกอย่าง แต่ท่านรู้มากกว่าที่บอกข้าแน่นอน”

เซียวเหยียนไม่ได้ปฏิเสธ

เขาเพียงมองไปยังหีบไม้ แล้วกล่าวเสียงต่ำ

“ยังมีอีกอย่างที่เจ้าควรรู้”

เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยขึ้นมา พลิกด้านหลังให้ดู

มีอักษรสีแดงจาง ๆ ปรากฏอยู่

หลินเยว่ชิงอ่านออกเสียงอย่างช้า ๆ

“หลินเจิ้ง...ยังมีชีวิต”

นางเบิกตากว้าง

“หมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่าศพที่เราพบอาจเป็นเพียงตัวแทน และหลินเจิ้งตัวจริงอาจยังมีชีวิตอยู่”

ความหวังพลันผุดขึ้นในใจของนาง

แต่ก่อนที่นางจะพูดอะไร เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก

ตามด้วยเสียงของชายผู้หนึ่ง

“ในที่สุดพวกเจ้าก็พบมันจนได้”

เซียวเหยียนชักดาบทันที

หลินเยว่ชิงรีบเก็บจดหมายไว้ในแขนเสื้อ

ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องลับ พร้อมทหารติดอาวุธนับสิบ

ใบหน้าของเขาทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่

นั่นคือใบหน้าของชายที่นางเรียกว่า “ท่านพ่อ” มาตลอดชีวิต

ชายผู้เดียวกับที่นางเห็นในจวนหลินก่อนออกเดินทาง

เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ราวกับพวกเขาเพียงบังเอิญพบกันในงานเลี้ยง

“เยว่ชิง ลูกพ่อ”

หลินเยว่ชิงถอยหลังหนึ่งก้าว

ชายผู้นั้นถอนหายใจ

“พ่ออุตส่าห์ให้โอกาสเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อ แต่เจ้ากลับไม่รู้จักรักษามัน”

“ท่านไม่ใช่บิดาของข้า”

รอยยิ้มของชายวัยกลางคนค่อย ๆ จางหาย

“ใครบอกเจ้า?”

“จดหมายของท่านแม่”

เขาหัวเราะเบา ๆ

“อา...น้องหญิงของข้ายังทิ้งปัญหาไว้ให้ข้าไม่เลิกจริง ๆ”

หลินเยว่ชิงชะงัก

“น้องหญิง?”

ชายผู้นั้นมองนางด้วยแววตาเย็นชา

“ใช่แล้ว เยว่ชิง เจ้าไม่เคยสงสัยหรือว่าเหตุใดมารดาของเจ้าจึงเสียชีวิตตั้งแต่เจ้ายังเด็ก?”

นางรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ

“ท่านเป็นใครกันแน่?”

ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว

“ข้าคือคนที่รู้ความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเจ้า”

เขาหยุดมองจี้หยกในมือเซียวเหยียน ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“และข้าก็รู้ด้วยว่าเหตุใดเจ้าจึงได้ย้อนกลับมา”

ทันใดนั้น ระบบส่งเสียงเตือนอย่างรุนแรง

[ตรวจพบผู้มีอำนาจเหนือชะตากรรม]

[ไม่สามารถประเมินระดับความเสี่ยง]

[คำเตือนฉุกเฉิน: อย่าให้บุคคลนี้สัมผัสเลือดของผู้ใช้งาน]

ชายวัยกลางคนยื่นมือออกมา

“มาเถอะ เยว่ชิง ถึงเวลาที่เจ้าจะกลับบ้านแล้ว”

หลินเยว่ชิงกำมีดสั้นแน่น ขณะเซียวเหยียนก้าวมายืนขวางหน้านาง

ชายผู้นั้นหัวเราะ

“เซียวเหยียน เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะปกป้องนางได้ตลอดไป?”

แววตาของเซียวเหยียนเย็นเยียบ

“ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะไม่มีวันแตะต้องนาง”

ชายวัยกลางคนส่ายหน้าอย่างเวทนา

“เช่นนั้นเจ้าคงลืมไปแล้วสินะ...ว่าในชาติที่แล้ว เจ้าตายอย่างไร”

เซียวเหยียนชะงัก

และเป็นครั้งแรกที่หลินเยว่ชิงเห็นความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหว

จบตอนที่ 5

บทก่อนหน้า
บทถัดไป