บทที่ 1 ตอนที่ 1 บทนำ
ตอนที่ 1 บทนำ
เชิงเทียนมงคลสีแดงให้แสงสว่างทั่วไปทั้งห้องหอ ยามที่สายลมวสันต์พัดผ่าน เปลวไฟลู่ไปตามสายลม เกิดเป็นแสงและเงาดูอึมครึม มิผิดบรรยากาศในห้องหอ เดิมควรจะเต็มไปด้วยความสุข และเสียงหยอกล้อของผู้คน เสียงอวยพรของสี่เหนียง แต่เหตุใดกันบรรยากาศถึงได้ดูวังเวงเงียบเหงาเช่นนี้
“คุณหนูผลัดอาภรณ์ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ วันนี้ซื่อจื่อ...เอ่อ...คงรับแขกอยู่ที่ห้องโถง ไม่แน่คงเมาไปแล้วเจ้าค่ะ” จื่อเยว่สาวใช้คนสนิท ติดตามขบวนเจ้าสาวมาจากจวนสกุลจาง ชะเง้อมองไปยังหน้าประตูห้องหอ ภายนอกทั้งเงียบทั้งมืด ไหนเลยจะมีเงาร่างของซื่อจื่ออยู่อีก
ต่อให้นางจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่ก็รับรู้ถึงเหตุการณ์ในการแต่งงานครั้งนี้ นั่นจึงทำให้นางสงสารคุณหนูของนางยิ่งนัก ทำดีไม่ได้ดีโดยแท้
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร หากซื่อจื่อเข้ามาแล้วเห็นว่าข้าปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเอง จะไม่เป็นการดูหมิ่นสามีข้าหรอกหรือ” ไข่มุกประดับส่ายไปมารับการส่ายหน้า ร่างอรชรดูงดงามน่าทะนุถนอม แต่หากไม่มีผู้ใดยอมทะนุถนอมนางแม้แต่น้อย
“แต่...”
“จื่อเยว่เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ออกไปพักเถอะ ข้าเองก็จะนั่งพักสักครู่” จื่อเยว่เห็นคุณหนูยืนกรานเช่นนั้น จึงล่าถอยออกไป ทว่าก็ยังอดหันมาเหลียวมองมิได้
หลังจากที่สาวใช้เดินออกไปแล้ว ภายในห้องหอก็เรียบราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ร้องระงม และเสียงรื่นเริงที่ดังแว่วมาจากด้านหน้าไกลแสนไกล ราวกับว่าที่แห่งนี้ตัดขาดจากความครื้นเครงทั้งปวง
จางจิ้งอีไม่รู้ว่าตนเองนั่งอยู่บนตั่งนอนนานเพียงใด มือที่บีบเข้าหากันซีดขาว ต้นคอปวดร้าวเพราะมงกุฎหงส์ที่กดทับ เรียวขาชาหนึบแต่นางก็ยังคงนั่งแผ่นหลังตั้งตรงอาภรณ์เรียบร้อยเช่นเดิม และแล้วเสียงกระชากประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นสุราคละคลุ้งลอยในอากาศ ฝีเท้าซวนเซเดินเข้ามาใกล้
“รอข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้าให้หรือ” น้ำเสียงเย้ยหยันที่เอ่ยถาม ทำให้เจ้าสาวเม้มปากเป็นเส้นตรง มือเล็กก็ยิ่งบีบแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
“ฝันไปหรือไม่ อย่าได้คิดว่าใช้อุบายต่ำช้าจับข้าได้แล้ว เจ้าจะได้นั่งชูคอเป็นฮูหยินน้อยของจวนโหว จางจิ้งอีข้าจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้ อย่าได้คิดเพ้อฝัน แม้แต่ใบหน้าแพศยาของเจ้าข้ายังไม่อยากเห็น แล้วยังกล้าหวังให้ข้าร่วมหอ เจ้าฝันไปหรือไม่ หากอยากได้บุรุษ ที่หอบุปผารายได้ดีนัก คงแก้อาการคันของเจ้าได้”
พันไม่เชื่อหมื่นไม่คิด หากไม่ได้ยินกับหูตนเอง จางจิ้งอีก็แทบจะไม่เชื่อเลยว่า เซียวซื่อจื่อบุรุษอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเช่นเขาจะกล่าววาจาเชือดเฉือนได้บาดลึกไปถึงหัวใจเช่นนี้ ทว่ายังไม่ทันตั้งตัว ร่างอรชรก็ถูกกระชากลงจากตั่งนอน ล้มลงมานอนที่พื้นเย็นเฉียบ
“อย่าได้คิดให้สาวใช้ไปตามข้ามาอีก ต้องการบุรุษจนทนไม่ไหวแล้วหรือ”
“ข้าเปล่า ซื่อจื่อข้าไม่ได้ให้ผู้ใดไปตามท่าน ข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร” ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวของตนผ่านม่านน้ำตา ผ้าคลุมหน้าหลุดออกไปตั้งแต่ถูกเขากระชากลงจากตั่งแล้ว
นางไม่เคยให้ผู้ใดไปตามเขา และไม่คิดจะตาม นางเพียงแค่อดทนรออยู่ในห้องหอเท่านั้น หากเขาไม่มานางก็ค่อยเปลี่ยนอาภรณ์เข้านอนผู้เดียว มิเคยคิดไปรบกวนเขาเลยสักนิด
“เหตุใดจะทำไม่ได้ อุ้มบุรุษเข้าโรงเตี๊ยมยังทำมาแล้ว แค่เพียงให้คนไปตามข้ามาร่วมหอ เจ้าน่ะหรือจะทำไม่ได้ หญิงแพศยา ร่านราคะยิ่งกว่านางคณิกา จงรู้ไว้ ข้ารังเกียจ!”
พูดจบก็หันหลังก้าวขาเดินไปด้านหน้า ทว่าฝีเท้าที่ซวนเซเพราะฤทธิ์ของสุราก็ทำเอาเขาเกือบล้ม จางจิ้งอีรีบถลาตัวเข้าไปหมายจะประคอง แต่ก็ถูกฝ่ามือหนาสะบัดทิ้งอย่างไม่ไยดี ร่างอรชรล้มลงไปที่พื้นอีกครั้ง คราวนี้ข้อมือเล็กปวดแปลบไปทั้งมือ
“โอ๊ย!” นางส่งเสียงร้องออกมาครึ่งคำ แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาที่จ้องมองมา ก็ต้องกลืนความเจ็บปวดนั้นลงไปในท้องเสีย
“สำออย! จะเสแสร้งให้ผู้ใดดู และอย่าได้คิดถูกตัวข้าอีก จงอยู่อย่างเจียมตัวเอาไว้เถิด อย่าได้ก้าวก่ายเรื่องของข้า”
ปัง! เสียงประตูห้องหอถูกกระแทกปิดกั้นความมืดมิดจากภายนอก เปลวเทียนยังคงวูบไหวตามสายลมเอื่อย จางจิ้งอีพยุงตนเองขึ้นมาจากพื้น ข้อมือเล็กบวมเป่งปวดจนชาไปแล้ว นางค่อย ๆ มองผ่านความมืดออกไปทางหน้าต่าง แสงจันทราส่องสว่างทั่วท้องนภา แต่เหตุใดจึงไม่ส่องมาถึงนางบ้าง
“ท่านแม่ ท่านย่า อีอีคิดถึงพวกท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ ลูกคิดถูกแล้วหรือไม่ ที่เลือกความสุขของตนเอง แต่งเข้าจวนโหว ข้าเลือกผิดหรือถูกกันแน่เจ้าคะ ช่วยบอกข้าที” ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากคนบนท้องฟ้า มีเพียงเสียงสะอื้นของตนเองเท่านั้น
