บทที่ 10 ตอนที่ 10 เปรี้ยวหวานปลาหลีฮื้อ

ตอนที่ 10 เปรี้ยวหวานปลาหลีฮื้อ

หลังจากนั้นไม่นาน จางจิ้งอีในวัยสิบสามก็พบเจอกับซื่อจื่อผู้นั้นอีกครั้ง นางจดจำเขาได้ในทันที ที่แท้เขาก็คือเซียวซื่อจื่อ บุตรชายเพียงคนเดียวของท่านโหวเซียวซางอู่ ต่อให้เขาจะยืนอยู่ท่ามกลางคุณชายผู้สูงศักดิ์มากมาย ถึงแม้ว่าคุณชายถางจี๋หงจะถูกขนานนามว่าคุณชายหน้าหยก แต่กลับไม่อาจสู้ซื่อจื่อสกุลเซียวได้

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน เซียวซื่อจื่อที่ฝังรากลงในจิตใจของจางจิ้งอีนั้น มิได้เหลือบมองมาทางนางแม้แต่น้อย เขาจำนางไม่ได้ เท่านั้นยังไม่ปวดใจเท่า สายตาของเขา จ้องมองเพียงสหายของนาง ธิดาจวนป๋อจูลู่ซือแต่เพียงผู้เดียว

หากคนทั้งคู่จะรักกันด้วยใจจริง จางจิ้งอีก็ยินดีด้วยจากใจ แต่ความเป็นจริงแล้ว คุณหนูจูผู้นี้มักจะขี่ลามองหาม้า[1]อยู่ร่ำไป หลายครั้งที่นางพยายามจะตอบแทนบุญคุณด้วยการตักเตือนสหาย หรือบางครั้งเจตนาเอ่ยให้เซียวซื่อจื่อรับรู้ถึงการกระทำของคุณหนูจู ทว่านอกจากนางจะไม่ได้รับความดี ยังถูกเขารังเกียจอีกด้วย

จนกระทั่งวันที่สายฟ้าฟาดลงมากลางจวนโหว คุณหนูจูผู้งดงามแต่งเข้าจวนโหว แต่หากแต่งเป็นฮูหยินน้อย นางก็คงจะมิได้รู้สึกอันใด แต่นี่สหายผู้นั้นดันแต่งมาเป็นแม่เลี้ยงของเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ของตนเอง เช่นนั้นเซียวซื่อจื่อจะเป็นอย่างไรได้ เขาก็ย่อมปวดใจจนกระทั่งเมามายเกือบตกแม่น้ำลั่วตายไปน่ะสิ

ไม่รู้เพราะบุญคุณ หรือเพราะหัวใจเรียกร้อง นางจึงยอมแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินน้อย หวังปลอบประโลมใจเขาด้วยความรักของนาง แต่ทุกสิ่งมันดันผิดพลาดไปหมด เขามิได้ยินดีทั้งยังรังเกียจนางยิ่งนัก

“คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ ปลาหลีฮื้อในถังหายไปหมดแล้ว”

“เจ้าว่าอันใดนะ” จางจิ้งอีไม่มัวจมอยู่ในภวังค์อีก นางรีบก้าวขาออกจากถังน้ำ เดินออกมาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ผมยังไม่ทันแห้ง ก็เดินปรี่ออกมายังภูเขาจำลอง

“หายไปได้อย่างไรกัน เจ้าลองถามสาวใช้พวกนั้นดูสิว่า เอาไปฝังหรือไม่” สามนายบ่าวรีบหาปลาหลีฮื้อเจ้าปัญหา ทว่าอีกฝั่งหนึ่งของเรือนอี้กัง

เซียวซื่อจื่อนั่งหน้าขรึมอยู่บนเก้าอี้ หลังสาวใช้หัวสูงถูกลากออกไปจากจวน ก็ดูเหมือนสาวใช้ที่เหลือจะสงบเสงี่ยมขึ้น ไม่มีกลิ่นน้ำปรุงที่แสบจมูก ไม่มีเสื้อผ้าน้อยชิ้น ให้เห็นอีก

“กับข้าววันนี้น่ากินเสียจริง กลิ่นหอมดี หลิวอานอีกเดี๋ยวเจ้านำถุงผ้าเล็กไปมอบให้แม่ครัวด้วย”

“ขอรับ” หลิวอานพี่ชายของหลิวซู สองพี่น้องเป็นคนของจวนสกุลกัว

ครั้งที่กัวเหม่ยอิงแต่งเข้าจวนสกุลเซียว บิดาของนางกลัวว่าแต่งเข้าจวนใหญ่ จะไม่มีคนปกป้อง จึงยกครอบครัวสกุลหลิวเป็นสินเดิม ติดตามขบวนเจ้าสาวมา และหลิวอานกับหลิวซู จึงติดตามรับใช้ซื่อจื่อมาตั้งแต่เกิด

หลิวอานไปไม่นานก็กลับมาพร้อมทั้งรอยยิ้ม

“ซื่อจื่อขอรับ ป้าฉีบอกว่าไม่กล้ารับความชอบหรอกขอรับ เพราะเปรี้ยวหวานปลาหลีฮื้อจานนี้ เป็นฮูหยินน้อยที่บอกให้ทำ ทั้งสูตรการปรุงก็เป็นตำรับของฮูหยินน้อยด้วยขอรับ นอกจากนั้นยังมีปลาหลีฮื้อผัดพริกเสฉวน ปลาหลีฮื้ออบน้ำผึ้ง และปลาหลีฮื้อทอดเกลือขอรับ”

หากเป็นเปรี้ยวหวานปลาหลีฮื้อจานเดียว เซียวเจ๋อหย่วนก็คงไม่คิดอันใดมาก ทว่าเมนูอาหารวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยปลา ชายหนุ่มรีบยื่นตะเกียบไปพลิกตัวปลาเหล่านั้น แต่แล้วดวงตาคมก็พลันเบิกกว้างขึ้น ลวดลายงดงามที่ปรากฏอยู่นี้ มิใช่ปลาในบ่อภูเขาจำลองหรอกหรือ

ปัง!

ตะเกียบถูกโยนลงพื้น พร้อมกับฝ่ามือที่ตบลงบนโต๊ะดังลั่น เซียวเจ๋อหย่วนสูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกกระเพื่อม เขากัดฟันจนสันกรามนูนขึ้น กำลังจะอ้าปากสั่งให้ไปลากตัวนังชั่วที่บังอาจท้าทายอำนาจเข้ามา ก็พลันเห็นนางเดินเข้ามาพอดี

“รีบมารับความดีความชอบกระมัง”

“ซื่อจื่อ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้าค่ะ” เซียวเจ๋อหย่วนเหยียดยิ้มจ้องมองนางอสรพิษ  อยู่ ๆ ขนกายของจางจิ้งอีก็ลุกชัน

สายตานางกวาดมองไปยังโต๊ะอาหาร กลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะ ไม่ได้ทำให้นางตกใจกับสีสันสวยงามของตัวปลา หญิงสาวก้าวขาเข้าไปใกล้ แต่แล้วร่างกายก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่

“นะ...นี่มัน”

“ใช่! นี่มันปลาหลีฮื้อพระราชทาน อยากลองชิมสักคำไหมเล่า รสดีเชียวละ”

เพล้ง!  ชามปลาเปรี้ยวหวานถูกโยนลงไปที่ปลายเท้าของหญิงสาว น้ำแกงร้อน ๆ สาดกระเซ็นลวกผิวบอบบาง

“เหตุใดปลาพวกนี้ถึงมาอยู่บนโต๊ะอาหารของซื่อจื่อได้” นางเอ่ยออกมาเสียงเบา ทว่าคนที่เรียนวรยุทธ์เช่นเซียวซื่อจื่อ มีหรือจะไม่ได้ยิน

“นั่นน่ะสิ ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่า เพราะเหตุใด อาหารมื้อนี้ของข้า ถึงได้มีแต่ปลาพระราชทาน” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวย่างเข้าหาหญิงสาวอย่างมาดร้าย

เหล่าสาวใช้ต่างก็พากันก้มหน้าเดินออก เหลือเพียงสองสาวใช้ของจางจิ้งอี และสองบ่าวคนสนิทของเซียวเจ๋อหย่วน

“ซื่อจื่อข้าก็ไม่รู้ว่า เพราะเหตุใดปลาที่กระโดดจากถังน้ำ หัวกระแทกขอบบ่อถึงได้มาเป็นอาหารของท่านได้ ถึงแม้ว่าปลาเหล่านี้จะตายเพราะความประมาทของข้า และข้าก็กำลังจะแจ้งกับท่าน แต่ข้าสาบานได้ ว่าข้าไม่รู้ว่าพวกมันกลายมาเป็นอาหารได้อย่างไร”

“ไม่รู้เช่นนั้นหรือ หึ! จางจิ้งอีเจ้าคิดจะท้าทายอำนาจข้าเช่นนั้นหรือ มิใช่ว่าข้าบอกกับเจ้าไปแล้ว ว่าปลาพระราชทานมีค่ายิ่งกว่า ชีวิตแพศยาของเจ้าเสียอีก” เสียงเข้มตวาดกร้าว ร่างอรชรพลันก้าวขาถอยหลัง

“ข้าไม่รู้จริง ๆ นะ โอ๊ย! ซื่อจื่อปล่อยข้า เซียวเจ๋อหย่วนปล่อยข้านะ” ข้อมือที่บาดเจ็บถูกกระชากอีกครั้ง คราวนี้นางเจ็บแทบขาดใจ บาดแผลที่ถูกน้ำแกงร้อน ก็เหมือนจะบวมแดงขึ้น อีกสักพักคงเป็นหนองเป็นแน่ แล้วยังมาถูกเขากระชากอีก

“ซื่อจื่อเจ้าคะ ปล่อยคุณหนูใหญ่เถิดเจ้าค่ะ ข้อมือคุณหนูของบ่าวบาดเจ็บยังไม่หายดี ก็ถูกซื่อจื่อกระชากซ้ำแล้วซ้ำอีก บ่าวขอร้องท่าน”

“หลิวอานลากสาวใช้ปากมากนางนี้ออกไปโบยให้ตาย!” จื่อเยว่คุกเข่ากระแทกพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมรามือ ยังขอร้องให้ปล่อยคุณหนูของนางซ้ำ ๆ

“เซียวเจ๋อหย่วน หากท่านอยากทำร้ายข้า ก็ตามใจท่านเถิด แต่ปล่อยสาวใช้ของข้าไป นางไม่รู้เรื่องอันใดด้วย”

“ไม่นะเจ้าคะคุณหนูบ่าวไม่เป็นอันใด ซื่อจื่อปล่อยคุณหนูของบ่าวเถิด”

“ซื่อจื่อบ่าวขอร้องท่าน”

“ลากพวกมันออกไป!” คราวนี้หลิวซูและหลิวอานไม่กล้าชักช้าอีก เขายกมือสับที่ต้นคอสาวใช้ทั้งสองจนหลับ และหิ้วออกไปอย่างรวดเร็ว

เซียวเจ๋อหย่วนลากฮูหยินน้อยของตนเองมาที่ภูเขาจำลอง เขาผลักนางคุกเข่าลงข้างบ่อ

“เจ้ารู้หรือไม่ ของพระราชทาน ห้ามตาย ห้ามหาย ห้ามขาด แล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้มันตาย”

จะห้ามตายได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นของมีชีวิต หากจะมีกฎเช่นนั้น ก็อย่าพระราชทานเสียก็สิ้นเรื่อง แน่นอนว่าหญิงสาวเพียงแค่คิดในใจ

“ในเมื่อเจ้าไม่กลัว เช่นนั้นก็อย่าได้กลัวสิ่งใดอีกเลย” มือหนาบีบท้ายทอยของหญิงสาว เขากดหน้านางลงไปในน้ำ

“มองดูให้เต็มตา ว่าปลาพวกนี้มีค่ามากกว่าชีวิตเจ้าหรือไม่” กดได้เพียงชั่วครู่ ก็กระชากขึ้นมา กำลังจะกดลงไปอีก ทว่าจางจิ้งอีสะบัดหลุด ซื่อจื่อหนุ่มก็ตามมาอย่างไม่เลิกรา

ในใจเขาเต็มไปด้วยโทสะ หากนางแค่เพียงทำให้มันตาย เขาก็แค่จะดุด่าไม่กี่คำ แต่นี่นางถึงกับกล้านำมันมาปรุงอาหาร ท้าทายเขาอย่างไม่น่าให้อภัย หรือว่าในใจนาง คำพูดเขาผู้เป็นซื่อจื่อจวนโหว เป็นเพียงการเผยลม

“ซื่อจื่อปล่อยข้านะ ข้าบอกว่าไม่ได้”

“หุบปาก! มีสิ่งใดที่เจ้าไม่ได้ทำบ้าง ไม่ได้วางอุบายลากข้าเข้าโรงเตี๊ยม ไม่ได้ให้คนไปตามบิดาเจ้ามาโวยวาย ไม่ได้ข่มขู่จะฟ้องร้องบิดาข้า ไม่ได้บังคับให้ข้าแต่งกับเจ้า ไม่ได้เสนอหน้าอยากร่วมเตียงกับข้า ไม่ได้ทำปลาข้าตาย ไม่ได้ปรุงอาหารให้ข้า มีสิ่งใดที่เจ้าทำบ้าง ล้วนไม่ทำทั้งสิ้น!”

“ซื่อจื่อข้าเจ็บนะ ปล่อยข้า”   เซียวเจ๋อหย่วนจับได้ ก็ลากร่างอรชรกลับมาที่บ่อปลา เขาผลักนางอย่างเต็มแรง ร่างอรชรตกลงไปในน้ำ มือหนายื่นออกไปหมายจะสั่งสอนอีกครา ทว่าเสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“หยุดเดี๋ยวนี้”


[1] ขี่ลามองหาม้า (ขี่ม้ามองหาลา) แปลว่า รักเผื่อเลือก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป